เกิดอะไรขึ้น ทำไม “หุ้นเทคโนโลยี” ถึงถูกเทขายหนัก ?

เกิดอะไรขึ้น ทำไม “หุ้นเทคโนโลยี” ถึงถูกเทขายหนัก ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • หุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลงในช่วงเดือน ก.ย. 2564 มากกว่า 5% หลังจากที่ทำจุดสูงสุดใหม่ไปก่อนหน้านั้น
  • หุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลดลงจาก “อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล” ที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรื่องของการขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
  • หุ้นเทคโนโลยียังถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคตที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง การทยอยลงทุนเมื่อตลาดย่อตัว หรือ DCA ไปเรื่อย ๆ เป็นทางเลือกในการบริหารพอร์ตที่น่าสนใจ
  • ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามก็คือการที่สหรัฐฯ และยุโรป จับมือกันในเวที สภาการค้าและเทคโนโลยี สหรัฐฯ – สหภาพยุโรป เพื่อสร้างมาตรฐานเทคโนโลยีร่วมกัน รวมทั้งออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อควบคุมเหล่าหุ้นเทคโนโลยี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

พี่ทุยเชื่อว่า คงจะมีนักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยที่เข้าลงทุน “หุ้นเทคโนโลยี” ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีหุ้นเทคฯ ให้เลือกลงทุนเต็มไปหมด ที่เชื่อว่าทุกคนน่าจะใช้บริการอยู่อย่างแน่นอน 

ซึ่งพอเข้าไตรมาสที่ 4 หลายคนอาจจะเริ่มสังเกตเห็นว่า ทำไม “หุ้นเทคโนโลยี” หรือกองทุนหุ้นเทคฯ ที่ถืออยู่ราคามันลงแดงเถือกไปหมด แล้วเทรนด์รอบนี้จะลงยาวรึเปล่า จะขายทิ้งหรือว่าจะเข้าไปช้อนเลยดีมั้ย วันนี้พี่ทุยมีแนวทางมาให้สำหรับทุกคนเลย

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่ง สะกิดหุ้นเทคฯ ร่วง

ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ลงมา เนื่องจากวันที่ 28 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทน หรือ yield curve ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระหว่างวันไปอยู่ที่ 1.567% ก่อนจะจบวันที่ระดับ 1.546%

ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564 และเป็นการไต่ระดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2564 และยังเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นเดือน ส.ค. ที่อยู่ในระดับ 1.3% เท่านั้น

ในวันเดียวกันนี่เองก็เลยทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีหุ้นเทคฯ ใหญ่ ๆ อยู่มาก พร้อมใจกันลง ดัชนี S&P500 ปรับลดลงไป 0.28% อยู่ที่ 4,443.11 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลงไป 0.52% ปิดที่ 14,969.97 จุด 

โดยมีหุ้นกลุ่มเทคฯ เป็นผู้นำขาลง ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่มีหุ้นวัฎจักรอยู่มากสวนทาง เพิ่มขึ้น 0.21% ไปอยู่ที่ 34,869.37 จุด โดยหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร

สาเหตุที่พออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับขึ้น แล้วหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับลดลง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคฯ นั้น พี่ทุยขออธิบายว่า เป็นไปตามทฤษฎี ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า ถ้าเรามีเงินอยู่ 100 บาท แล้วต้องเลือกว่า จะเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือเอาไปลงทุนหุ้น แล้วตอนนั้นพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงที่จะขาดทุนต่ำ ส่วนหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็เสี่ยงขาดทุนสูงด้วย เราจะเลือกอะไร

ถ้าเราเป็นคนขี้กลัวขาดทุน เราก็คงจะยอมเลือกพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนที่เราพอใจ ถึงจะไม่สูงเท่าหุ้น แต่อย่างน้อยก็เสี่ยงน้อยกว่ามากถูกมั้ย ก็เหมือนกับนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อยู่นั่นแหละ

ระหว่างที่ลงทุนอยู่ พอเห็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นมา ก็ต้องเอามาเทียบกับผลตอบแทนที่ตัวเองจะทำได้จากการลงทุนในหุ้นเทคฯ  ซึ่งพอคำนวณจากผลตอบแทนในอนาคตที่คาดว่าจะได้รับจากหุ้นเทคฯ ก็อาจจะพบว่า มีโอกาสได้น้อยลง ตามการตีมูลค่าหุ้นได้ลดลง

เพราะถ้าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีสูงขึ้น แปลว่าถ้าบริษัทเทคฯ เหล่านี้มีหุ้นกู้หรือตราสารหนี้เสนอขายในตลาดเพื่อหาเงินทุนไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจ อาจจะมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น ดังนั้นก็อาจกระทบกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคตได้ ซึ่งก็จะกระทบมูลค่าหุ้นตัวนั้นโดยปริยาย  

นอกจากผลตอบแทนของหุ้นมีแนวโน้มลดลงแล้ว พอเอาไปหักลบกับผลตอบแทนปราศจากความเสี่ยง หรือ risk free rate ซึ่งก็คือผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่มักถูกตีความว่าเป็น สินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง ก็ได้ลดลงไปอีก

พอเห็นส่วนต่างผลตอบแทนที่จะได้น้อยลง เมื่อต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเท่าเดิม ก็อาจจะทำให้นักลงทุนบางคนตัดสินใจโยกเงินออกมาจากหุ้นเทคฯ บ้าง เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงได้เห็นหุ้นเทคฯ ลง ในวันที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นสูงนั่นเอง 

ทำไมผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับขึ้นรอบนี้

การที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ดี ๆ ปรับขึ้นมาเยอะ ส่วนหนึ่งก็มาจากข่าวการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้ไฟเขียวซะที   

ในประเด็นนี้ Janet Yellen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถึงขั้นออกมาเตือนว่า ถ้าสภาคองเกรสไม่จัดการขยายเพดานหนี้ให้เสร็จซะทีภายในวันที่ 18 ต.ค. นี้ อาจจะทำให้สหรัฐฯ ต้องผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรก ซึ่งมีผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจได้

ความกังวลนี้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้นี่เอง ทำให้นักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีฐานะเหมือนเจ้าหนี้เงินกู้ ก็ย่อมกลัวว่า ตัวเองจะถูกเบี้ยวหนี้

เมื่อมีความกลัวเป็นแรงผลักดัน เวลาจะซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็เลยรู้สึกอยากได้ผลตอบแทนจากเงินก้อนนี้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงที่อาจจะโดนผิดนัดชำระหนี้ จึงต่อรองซื้อในราคาที่ถูกลง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากขึ้น

แต่ในที่สุดแล้ว พี่ทุยเชื่อว่า สหรัฐฯ ในฐานะประเทศมหาอำนาจของโลก ก็คงไม่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นประเทศที่เบี้ยวหนี้อย่างแน่นอน ซึ่งในที่สุดแล้วพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็จะต้องผ่านเรื่องการขยายเพดานหนี้ไปให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ความกังวลเรื่องการเบี้ยวหนี้หายไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ก็จะปรับลดลงมาได้

ส่วนอีกประเด็นที่ทำให้นักลงทุนกังวลจนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นก็คือ ประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเวลานี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ขึ้นสูงเกินกว่าเป้าหมายไปมากแล้ว นักลงทุนจึงเริ่มเกรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

เมื่ออนาคตดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น นักลงทุนก็อยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวมากขึ้นกว่าเดิม เป็นอีกปัจจัยสนับสนุน

จังหวะแบบนี้เข้าซื้อ “หุ้นเทคโนโลยี” เพิ่มเลยดีมั้ย

พอรู้กันแล้วว่า เหตุผลที่หุ้นเทคฯ ร่วงรอบนี้มาจากประเด็นเรื่องผลตอบแทนพันธบัตร นักลงทุนก็อาจจะสงสัยว่า จะเข้าไปซื้อหุ้นเทคฯ เก็บไว้เลยดีมั้ย หรือจะรออีกหน่อยเผื่อลงต่อ

พี่ทุยขอให้คำแนะนำแบบกลาง ๆ ว่า ถ้าใครเคยเข้าไปซื้อหุ้นเทคฯ ในช่วงที่ราคาขึ้นไปสูง ๆ อยู่ ก็อาจจะเติมเงินลงทุนไปเพิ่มในช่วงที่หุ้นเทคปรับลดลงมาได้ส่วนหนึ่ง เพื่อทำให้ต้นทุนถัวเฉลี่ยโดยรวมลดลง แต่แทนที่จะใส่เงินไปทีเดียวหมดหน้าตัก พี่ทุยแนะนำให้แบ่งเงินไว้หลาย ๆ ก้อน ค่อย ๆ ทยอยใส่เวลาเห็นหุ้นเทคฯ ลงมาก็ได้ หรือกำหนดวันทำ DCA ทุกเดือนก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน

หุ้นเทคฯ ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว เนื่องจากเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคน และมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อทุกธุรกิจต่างก็ประยุกต์เอาเทคโนโลยีมาใช้ โดยถ้าต้องการจะลงทุนหุ้นเทคฯ เพิ่ม และมีเงินสำหรับช้อนซื้ออยู่แล้ว ก็ค่อย ๆ ทยอยลงทุนต่อเนื่องได้       

สิ่งที่ต้องจับตา สำหรับการลงทุน “หุ้นเทคโนโลยี”

สำหรับใครที่สนใจลงทุนหุ้นเทคฯ เวลานี้ นอกจากดูความเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังมีอีกปัจจัยให้จับตา นั่นคือ การที่สหรัฐฯ และยุโรป จับมือกันในเวที U.S.-EU Trade and Technology Council (TTC) หรือสภาการค้าและเทคโนโลยี สหรัฐฯ – สหภาพยุโรป เพื่อสร้างมาตรฐานเทคโนโลยีร่วมกัน รวมทั้งออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อมาคุมกลุ่มเทคฯ  

แม้เป้าหมายหลัก ๆ ของความร่วมมือนี้จะพุ่งเป้าป้องกันจีนขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี แต่อีกเป้าหมายหนึ่งก็คือ ต้องการคุมยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีในสหรัฐฯ เช่น Alphabet บริษัทแม่ของ Google รวมถึง Facebook  Apple และ Amazon ด้วย ก็คล้าย ๆ กับที่จีนไม่ให้ต้องการให้บริษัทเทคฯ มามีอิทธิพลเหนืออำนาจของรัฐบาล เพราะรัฐบาลของสหรัฐฯ และยุโรป ก็ต้องการมีอำนาจการจัดการอยู่เหนือบริษัทเทคฯ เหล่านี้เช่นกัน เพียงแต่การดำเนินการของฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป ก็คงจะควบคุมบริษัทเทคฯ เหล่านี้ ให้อยู่หมัดได้ไม่เท่ากับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้

ดังนั้นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นเทคฯ ก็ต้องจับตาความร่วมมือของฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปต่อไป เพราะมีโอกาสที่จะส่งผลต่อหุ้นเทคฯ ได้ ทั้งผลบวกและผลลบ

สุดท้ายนี้ พี่ทุยขอย้ำเตือนกับนักลงทุนว่า การลงทุนนั้นต่างจากการเก็งกำไร การลงทุนต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวมากพอ เพื่อตอบสนองเป้าหมายชีวิตต่าง ๆ ที่วางไว้ ไม่ใช่การซื้อขาย เข้าออกรายวัน รายเดือน หรือรายไตรมาส ซึ่งน่าจะเป็นการเก็งกำไรเสียมากกว่า

หากเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีคืออนาคต และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะจับจังหวะเข้าไปลงทุนได้ในช่วงที่ราคาถูกสุดได้ ก็แนะนำให้ตัดการลุ้นระทึกกับราคาออกไป ด้วยการเฉลี่ยลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือนไปเลย แล้วก็ปล่อยให้เงินทำงานไป หากมีข่าวคราวระหว่างทางที่มากระทบกับผลตอบแทนการลงทุน ให้พิจารณาว่า เป็นข่าวที่มีผลกระทบระยะสั้น หรือกระทบกับแนวโน้มระยะยาว

ถ้าเป็นข่าวกระทบแนวโน้มระยะสั้น ให้ปล่อยผ่าน และเดินหน้าลงทุนต่อไป แต่ถ้าเป็นข่าวที่มีผลกระทบระยะยาว ก็ต้องกลับมาทบทวนว่า สิ่งที่เราลงทุนนั้นยังมีอนาคตดีเช่นเดิมหรือไม่ หรือหมดความน่าสนใจแล้ว และปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่มองเห็น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: