"ตลาดหุ้นสหรัฐ" ทำ All Time High ยังเข้าลงทุนเพิ่มได้หรือไม่ ?

“ตลาดหุ้นสหรัฐ” ทำ All Time High ยังเข้าลงทุนเพิ่มได้หรือไม่ ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • ตลาดหุ้นสหรัฐ มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10-11% ต่อปี 
  • ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ตลาดหุ้นสหรัฐเดินหน้าทำสถิติสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะเกิดการขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหันมาเข้าซื้อหุ้นที่กำลังฟื้นตัวตามสภาวะเศรษฐกิจแทน (Sector Rotation)
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ รวมทั้งปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่แข็งแกร่งทำให้หุ้นสหรัฐ มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุน แต่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าเข้าไปในเก็งกำไรในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจกับการไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะหุ้นไทยไม่ค่อยมีธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับโลกอนาคตมากสักเท่าไหร่นัก  การกระจายการลงทุนออกไปต่างประเทศ จะมีโอกาสได้เจอบริษัทเหล่านี้มากกว่า โดยเฉพาะใน “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ที่มีหุ้นเหล่านี้จดทะเบียนอยู่มาก ก็ดูเป็นโอกาสที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

“ตลาดหุ้นสหรัฐ” ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่าตลาดมากกว่า 55.9%

อย่างที่พี่ทุยเกริ่นไปตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า หุ้นสหรัฐเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงที่ยังมีปัญหาโควิดระบาดหนัก ๆ จนถึงตอนนี้โควิดเริ่มซา

คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วตอนนี้ยังมีโอกาสสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ ที่จะเข้าลงทุนได้มั้ย ?

ก่อนจะตอบได้ว่าน่าลงทุนหรือไม่ พี่ทุยอยากจะพาทุกคนไปรู้จักกับตลาดหุ้นสหรัฐให้มากขึ้นกันก่อน เพราะไม่ว่าเราลงทุนตรงหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม การเข้าใจสินทรัพย์ที่เรากำลังจะลงทุนถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก

จากข้อมูลในเว็บไซต์ statista.com ณ เดือน มกราคม 2564 ที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐมีขนาดตลาด (Market Capitalization) คิดเป็น 55.9% ของหุ้นทั่วโลก เรียกว่าตลาดเดียวก็กินส่วนแบ่งไปเกินครึ่งของโลกแล้ว

"ตลาดหุ้นสหรัฐฯ" ทำ All Time High ยังเข้าลงทุนเพิ่มได้หรือไม่ ?

ที่มา: Companiesmarketcap.com

และแน่นอนว่าหุ้นที่มีขนาดที่ใหญ่สุดในโลกก็คือ Apple มูลค่าตลาดสูงกว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อดูรวม 10 อันดับ ก็เป็นบริษัทอเมริกันถึง 7 บริษัท ซึ่งบริษัทเหล่านี้พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มือถือ iPhone ที่เราใช้อยู่ก็เป็นของ Apple หรือจะเป็นระบบปฏิบัติการและโปรแกรมที่เราใช้กันอยู่ทุกวันก็เป็นของ Microsoft

ขณะที่ Amazon ก็เป็น E-Commerce ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังเพิ่มขุมพลังของตัวเองด้วยการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจเทคโนโลยีอื่น ๆ และแหล่งค้นหาทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกออนไลน์ ที่เราใช้กันคุ้นเคยอย่าง Google ก็อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Alphabet ยังไม่นับรวมแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เราใช้กันก็เป็นของบริษัทนี้ 

นี่ก็น่าจะเป็นอีกประเด็นที่ชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมีความน่าสนใจ เพราะมีหุ้นดาวเด่นที่มีโอกาสเติบโตระยะยาวอยู่มาก

ตลาดหุ้นสหรัฐ พร้อมฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว

"ตลาดหุ้นสหรัฐฯ" ทำ All Time High ยังเข้าลงทุนเพิ่มได้หรือไม่ ?

ที่มา: Investopedia.com

แค่ความยิ่งใหญ่ คงไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ พี่ทุยเลยอยากพามาดูที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐกันบ้าง โดยพิจารณาจากดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นสหรัฐ พบว่า นับตั้งแต่ปี 1926-2018 เฉลี่ยอยู่ที่ 10-11% ต่อปี โดยในบางปีผลตอบแทนอาจบวกได้มากกว่า 30% ส่วนบางปีก็ติดลบได้มากถึง 30% เช่นกัน แต่ดูรวม ๆ แล้วถ้าลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนก็น่าพอใจ

ส่วนในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด ตลาดหุ้นสหรัฐก็สามารถทำผลการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี สวนทางกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรง โดยพบว่า ในวันที่ 23 มีนาคม 2563 ตลาดหุ้นสหรัฐช็อคกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ลุกลามทำให้เกิดกระแสปิดเมือง (Lockdown) กันทั่วโลก ซึ่งทำให้ทั้ง 3 ตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดก่อนหน้านั้น

"ตลาดหุ้นสหรัฐฯ" ทำ All Time High ยังเข้าลงทุนเพิ่มได้หรือไม่ ?

ที่มา: Yahoo! Finance

แต่เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม ทั้งที่โลกยังเผชิญโควิด-19 ระบาดอยู่เหมือนเดิม แต่ตลาดหุ้นสหรัฐ กลับไต่ระดับกลับขึ้นมาจนผ่านจุดสูงสุดเดิมและมุ่งไปสู่จุดสูงสุดใหม่ (All Time High) อยู่หลายครั้ง

เมื่อดูผลตอบแทนนับตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 2563 จนถึงวันที่ 9 ก.ค. 2564 พบว่า ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาถึง 89.57% ดัชนีตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ ให้ผลตอบแทน 79.52% และดัชนีตลาดหุ้นแนสแด็ก ให้ผลตอบแทน 111.64%

ปัจจัยที่สนับสนุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แม้ทั่วโลกจะอยู่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็คือ

1. แรงเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ที่นักลงทุนคาดหวังกันว่าจะได้รับอานิสงค์การเติบโต จากการที่คนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อใช้ชีวิตแบบ New Normal

2. รัฐบาลสหรัฐฯอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

มีการแจกเงินประชาชนเพื่อเยียวยาในช่วงโควิด ซึ่งไม่ใช่แค่กระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วไปได้เท่านั้น แต่ยังทำให้คนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ มีเงินสดเพื่อไปลงทุนต่อในตลาดหุ้น 

3. มีข่าวชัดเจนเรื่อง วัคซีนโควิด-19 ออกมา

เมื่อมีข่าวที่ชัดเจน ตลาดหุ้นก็พร้อมเดินหน้าต่อ เพราะนักลงทุนมีมุมมองบวก มองข้ามช้อตไปข้างหน้า ลงทุนโดยมองอนาคตที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดจบลง

สรุปแล้ว “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังน่าลงทุนอยู่มั้ย ?

หลังจากโลกของเรา เริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนกันอย่างต่อเนื่อง จะบอกว่า ณ เวลานี้เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงหลังโควิด-19 อย่างเต็มตัวก็คงไม่ใช่คำพูดที่เกินไป

หลังจากทุกอย่างเริ่มกลับมาปกติมากขึ้น อะไรที่เคยปิดก็กลับมาเปิดได้อย่างปกติ แน่นอนว่า “หุ้นเทคโนโลยี” ที่เคยได้ปัจจัยบวกจากโควิด-19 ก็ย่อมมีแรงเทขายเพื่อทำกำไร แล้วนำเงินไปเข้าซื้อหุ้นกลุ่มอื่นแทน หรือในทางเทคนิคจะเรียกกันว่า Sector Rotation เพื่อย้ายเข้าไปในหุ้นที่ขึ้นลงตามวัฎจักรเศรษฐกิจ เช่น ธนาคาร และอุตสาหกรรม ซึ่งมองกันว่าจะได้อานิสงค์ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวแทน

และแน่นอนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ย่อมตามมาด้วย “เงินเฟ้อ” ที่เป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องให้ความสนใจกันในช่วงนี้เลย เพราะยิ่งเงินเฟ้อสูงมากเท่าไหร่ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในภาพรวม เพราะถ้าหากเงินเฟ้อปรับขึ้นเร็วมากจนเกินไป อาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นแน่นอน 

เพราะธรรมชาติการลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนย่อมอยากได้ผลตอบแทนสูง ๆ  แต่ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นมา อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (ผลตอบแทนจากหุ้น – ดอกเบี้ย) อาจจะได้น้อยลง และนักลงทุนเองก็อาจจะหันกลับไปซบอกเงินฝาก หรือพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าแทน เมื่อสิ่งเหล่านี้ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

รวมทั้งยังมีความกังวลว่า เงินที่ Fed เคยอัดฉีดเข้าไปซื้อสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ซึ่งก็รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะถูกดึงกลับก็จะทำให้สภาพคล่องในตลาดการลงทุนทั่วโลกน้อยลง

ล่าสุดมีการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ออกมาซึ่งเป็นตัวสะท้อนเงินเฟ้อ พบว่า CPI เดือน มิ.ย. 2021 เพิ่มขึ้นถึง 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ คาดการณ์ว่า แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นแบบนี้ ก็คงไม่ทำให้ Fed รีบขายสินทรัพย์ที่เคยซื้อ เพื่อดึงเงินกลับมา โดย Fed คงจะเริ่มพูดคุยเรื่องการทยอยดึงเงินกลับหลังการประชุมวิชาการ Jackson Hole Economic Symposium ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน ส.ค. 2021 นี้  และน่าจะเริ่มดึงเงินกลับในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็พอจะสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฝ่าโควิดมาได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะนักลงทุนมั่นใจในอนาคตที่ดีของธุรกิจหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นปกติของตลาดลงทุนที่จะมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบเคียงคู่กันมาเสมอ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน ราคามีการปรับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ในระยะสั้น ๆ

อะไรที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะดีขึ้น ?

ประเด็นที่เป็น “ปัจจัยสนับสนุน” โอกาสในระยะข้างหน้า คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่โจ ไบเดน ประกาศออกมาแล้วว่าจะเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการจ้างงานคนสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีการลงทุน การจ้างงาน ก็จะทำให้เกิดการใช้จ่ายตามมา

พอมีนโยบายสนับสนุนอย่างมหาศาลหนุนหลังอยู่ก็เหมือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีช่องทางให้เติบโตต่อได้ สำหรับพี่ทุยเลยมองว่าสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว ๆ ได้ ตลาดหุ้นสหรัฐก็ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจและสามารถกระจายการลงทุนไปได้ เพราะมีหลากหลายบริษัทที่พี่ทุยมองว่าสามารถก้าวไปสู่โลกอนาคตได้อยู่ที่ตลาดหุ้นสหรัฐเพียบเลย

สรุปก็คือถ้าใครยังถือเงินสดเอาไว้ แล้วยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าตลาดหุ้นช่วงนี้ดีหรือไม่ พี่ทุยแนะนำการทยอยลงทุนเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจราคาหรือที่เรามักจะเรียกว่า Dollar Cost Averaging (DCA) ไปเรื่อย ๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะในระยะสั้น ๆ สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้แน่นอน คือ “ความผันผวน” จากสถานการณ์แวดล้อมที่ขึ้นลงตลอดเวลา แต่ในระยะยาวก็ยังคิดว่าสามารถเติบโตได้เรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: