เหตุผลอะไรที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิด "Sell in May" ?

เหตุผลอะไรที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิด “Sell in May” ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • “Sell in May” เป็นปรากฏการณ์ในตลาดหุ้นที่นักลงทุนต่างเชื่อว่าจะมีแรงเทขายในเดือนพฤษภาคมของทุกปีทำให้ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนที่ไม่ดีอย่างชัดเจน
  • สถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2015 แสดงให้เห็นว่าดัชนี SET ยังคงเกิดปรากฏการณ์ Sell in May อย่างทั่วถึงทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ซึ่งเกิดจากแรงขายหลังผ่านช่วงเปิดเผยผลประกอบการและการจ่ายเงินปันผล
  • เหตุผลที่น่าจะทำให้ตลาดหุ้นเกิด Sell in May แบ่งได้เป็น 2 ข้อด้วยกัน คือ 1. มีการเปิดเผยผลกระกอบการและจ่ายปันผลไปแล้ว ดังนั้น นักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อเอาปันผลในตอนแรกก็จะค่อย ๆ ทยอยเทขายหุ้นออกมา และ 2. ค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มอ่อนค่าในเดือนพฤษภาคมเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินที่ได้จากการปันผลออกนอกประเทศ
  • การลงทุนต้องศึกษาข้อมูลทั้งในระดับมหภาค ปัจจัยพื้นฐาน และข่าวสารในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจร่วมกับสถิติ และเมื่อพิจารณาผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี SET ที่เริ่มฟื้นตัวหลังผ่านเดือนพฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าการเกิด Sell in May อาจเป็นโอกาสที่น่าสนใจ 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

“Sell in May” วลีติดหูที่นักลงทุนทั้งตลาดหุ้นกับเหตุการณ์ที่เชื่อว่ามักมีแรงเทขายในเดือนพฤษภาคมของทุกปีทำให้ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนที่ไม่ค่อยสู้ดีอย่างชัดเจน ในปีนี้หลังดัชนี SET Index ฟื้นตัวต่อเนื่องจากวิกฤติ COVID-19 ผ่านไปแล้ว 4 เดือน ส่งผลให้ SET Index ปรับตัวขึ้นมากว่า 9% จนทดสอบระดับ 1,600 จุด 

พี่ทุยได้รวบรวมข้อมูลผลตอบแทนดัชนี SET Index, SET50 และ SET100 ระหว่างปี 2015-2020 พบว่าดัชนี SET, SET50 และ SET100 มีผลตอบแทนเฉลี่ย -0.78%, -1.02% และ -0.73% ตามลำดับ ด้านความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนในเดือนพฤษภาคมจะเป็นบวกของทั้ง 3 ดัชนี อยู่ที่เพียง 33.33% เท่านั้น สถิติที่ว่านี้แสดงให้เห็นว่าปรากฎการณ์ Sell in May ในตลาดหุ้นไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก

ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นในเดือนเมษายนไปก่อนแล้ว โดยดัชนี SET มีค่าเฉลี่ยผลตอบแทน 3.37% และความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนจะเป็นบวกอยู่ที่ 66.67% หนึ่งในสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนที่น่าสนใจในเดือนเมษายน เพราะเป็นเดือนที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีกำหนดการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของปี ซึ่งมักเป็นไตรมาสที่ถูกคาดหมายว่าผลประกอบการจะออกมาโดดเด่นกว่าไตรมาสที่ 2 และ 3 จากอานิสงส์ของทั้งการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายช่วงปลายปีก่อนถึงต้นปีใหม่

นอกจากนั้นการจ่ายเงินปันผลที่เกิดขึ้นหลังเปิดเผยผลประกอบการซึ่งจะตรงกับช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในเดือนเมษายนทั้งเพื่อเก็งกำไรและรอรับเงินปันผล

เหตุผลที่ทำให้เกิด “Sell in May”

  1. มีการเปิดเผยผลประกอบการและจ่ายเงินปันผลแล้ว แรงซื้อที่เข้ามาเก็งกำไรและรอรับเงินปันผลจึงเปลี่ยนเป็นแรงเทขายในเดือนพฤษภาคม 
  2. ในส่วนทางด้านค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มอ่อนค่าในเดือนพฤษภาคมเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินที่ได้จากการปันผลออกนอกประเทศ

ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในช่วงต่าง ๆ

 

เมื่อเราดูผลตอบแทนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของดัชนี SET, SET50 และ SET100 เราจะเห็นว่าความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนจะเป็นบวกเพิ่มขึ้นมาที่ 66.67% แต่พี่ทุยเห็นว่าผลตอบแทนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ในปี 2015 ของดัชนี SET ติดลบถึง 9.83% ซึ่งเกิดความไม่สงบทางการเมืองจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในแดนลบ เช่นเดียวกับปี 2020 ซึ่งมีแรงเทขายตลอดเดือนมิถุนายนถึงกันยายนหลังดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาอย่างแรงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ปี 2016-2019 ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด

ขณะที่เดือนตุลาคมถึงธันวาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีปรากฎการณ์ Santa Claus Rally ผลตอบแทนของดัชนี SET, SET50 และ SET100 มีค่าเฉลี่ยที่ 1.40%, 1.35% และ 1.18% ความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะเป็นบวกของทั้ง 3 ดัชนี อยู่ที่ 50% 

พี่ทุยพบว่าเดือนตุลาคมถึงธันวาคมเป็นช่วงที่มีข้อมูลมีความน่าสนใจมาก เพราะผลตอบแทนในแต่ละปีมีความผันผวนค่อนข้างมาก เช่น ผลตอบแทนดัชนี SET ของปี 2015 อยู่ที่ -4.52% แต่ในปี 2016 และ 2017 กลับขึ้นมาที่ 4.03% และ 4.81% จากนั้นปี 2018 กลับไป -10.96% หลังตลาดการเงินทั่วโลกกังวลว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปี 2019 มีผลตอบแทน -3.50% ส่วนปี 2020 ซึ่งเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวจากการอนุมัติวัคซีน ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นถึง 17.16%

ช่วงปลายปีมักเป็นช่วงที่นักลงทุนในตลาดหุ้นให้ความสำคัญกับมุมมองทางเศรษฐกิจและคาดการณ์ผลประกอบการของปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยในเชิงบวกต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามหากปีใดที่มีมุมมองหรือข่าวในเชิงลบก็จะส่งผลกระทบอย่างมากเช่นกัน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเคลื่อนไหวที่ผันผวนในช่วงปลายปี

การตัดสินใจลงทุนนั้นนอกจากใช้สถิติแล้วยังต้องค้นหาข้อมูลทั้งในระดับมหภาค ปัจจัยพื้นฐาน และข่าวสารในแต่ละช่วงเวลาเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ ขณะเดียวกันเมื่อดูผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ยิ่งทำให้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นจาก Sell in May เป็นโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ปีนี้ตลาดหุ้นไทยจะเกิด “Sell in May” หรือไม่ ?

สำหรับปีนี้พี่ทุยคิดว่ามีโอกาสน้อยที่จะเกิด Sell in May จนทำให้ดัชนี SET Index ติดลบอย่างหนัก เพราะถึงแม้ว่าตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นมากว่า 9% แต่ก็ปรับฐานไปตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งก็ยังเป็นปัจจัยที่กดดันให้ดัชนี SET ปรับตัวลงได้ในอนาคต แต่ตลาดหุ้นปรับตัวลงน้อยกว่าการแพร่ระบาดระลอกที่ 1 และ 2 สะท้อนว่าตลาดรับข่าวร้ายไปแล้วและนักลงทุนก็ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวน้อยลง

อีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลง ก็คือ Sentiment ในตลาดการเงินโลกที่กำลังรับแรงกดดันจากประเด็นอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามในระยะหลังตลาดหุ้นไทยให้ความสำคัญกับข่าวในประเทศมากกว่าประเด็นจากต่างประเทศ โดยดูได้จากตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเหนือตลาดหุ้นโลกที่กังวลต่ออัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ก็ส่งผลให้แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อลดลงไป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
error: