ส่อง IPO “หุ้น SaintMed” เครื่องมือการแพทย์ น่าลงทุนหรือไม่ ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • “SaintMed” เป็นผู้นำเข้า จำหน่าย ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ดำเนินธุรกิจมากกว่า 20 ปี ได้เสนอขายหุ้น IPO ที่ราคา 7.20 บาทต่อหุ้น โดยจะเข้าจดทะเบียนและซื้อขายเป็นวันแรกในวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “SMD”
  • SaintMed มีรายได้จากโรงพยาบาลรัฐบาลคิดเป็น 60.93% ได้งบประมาณจากรัฐบาลซึ่งมีความมั่นคง ซึ่งรายได้การจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงกว่า 80% เช่น เครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยในหอฉุกเฉิน เครื่องมือด้านการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับ และเครืองมือเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติการทำงานของหัวใจ
  • รายได้และกำไรสุทธิเติบโตตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันบริษัทมีความสามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีซึ่งสะท้อนผ่านอัตรากำไรขั้นต้นที่คงที่ และอัตรากำไรจากการดำเนินงานซึ่งเพิ่มขึ้น ด้านการก่อหนี้แม้จะเพิ่มขึ้นในระยะหลังแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นเดียวกับการรักษาสภาพคล่อง โดยทั้งอัตราส่วนสภาพคล่องและอัตราหนี้สินต่อทุนยังต่ำกว่าระดับที่อาจมีความเสี่ยง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing
"ภัทร ลีสซิ่ง" Phatra Leasing

ต้องยอมรับว่าในระยะหลังมานี้นักลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มที่จะหุ้นในกลุ่ม Healthcare ด้วยความที่ประเทศไทยเริ่มที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุบวกกับผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักกับหุ้นกลุ่ม Healthcare น้องใหม่อย่าง “SaintMed” กัน ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย..

ทำความรู้จักหุ้น “SaintMed”

บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SaintMed เป็นผู้นำเข้า จำหน่าย ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ดำเนินธุรกิจมากกว่า 20 ปี เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากผู้ผลิตชั้นนำในต่างประเทศกว่า 30 ราย เพื่อจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไปและสถานพยาบาลชั้นนำในประเทศ

โดยกลุ่มสินค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายมี 6 ประเภท ได้แก่ กลุ่มสินค้าด้านเวชบำบัดวิกฤต, กลุ่มสินค้าด้านการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับ, กลุ่มสินค้าด้านหทัยวิทยา, กลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั่วไป, กลุ่มสินค้าสมาร์ทฮอสพิทอล, และกลุ่มอุปกรณ์ประกอบการใช้งาน

เคาะราคา IPO ที่ 7.20 บาทต่อหุ้น

SaintMed เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 7.20 บาทต่อหุ้น เปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้ คาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายเป็นวันแรกในวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “SMD” โดยหุ้นสามัญที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปมีจำนวนไม่เกิน 54 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 25.23% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

สำหรับจุดประสงค์การระดมทุนครั้งนี้เพื่อนำเงินขยายธุรกิจศูนย์ตรวจการนอนหลับ (Sleep Lab Center) ซึ่งเป็นสัญญาร่วมทุนกับโรงพยาบาลรัฐบาล และการลงทุนในธุรกิจให้เช่าเครื่องมือแพทย์

โครงสร้างรายได้ของ “SaintMed”

SaintMed มีรายได้จากโรงพยาบาลรัฐบาลคิดเป็น 60.93% นับเป็นแหล่งรายได้หลัก ซึ่งได้รับงบประมาณจากรัฐบาลทำให้มีความสามารถในการชำระเงินและมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่นคงสูง แน่นอนว่าช่วยหนุนทั้งการเติบโตและความมั่นคงของรายได้ 

ขณะที่รายได้จากกลุ่มนิติบุคคลและบุคคลทั่วไปคิดเป็น 16.27% โรงพยาบาลเอกชน 10.27% มหาวิทยาลัยและสถาบันการแพทย์ 10.14% และอื่นๆ 2.4%

เมื่อแบ่งสัดส่วนรายได้ตามกลุ่มสินค้าพบว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะทางขั้นสูงมากกว่า 80 % โดยมีสัดส่วนดังนี้

  • กลุ่มสินค้าด้านเวชบำบัดวิกฤต เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยในหอฉุกเฉิน 40.19%
  • กลุ่มสินค้าด้านการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับ 35.22%
  • กลุ่มสินค้าด้านหทัยวิทยา เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติการทำงานของหัวใจ 11.55%
  • กลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั่วไป เช่น โคมไฟผ่าตัด เตียงผ่าตัด 8.43%
  • กลุ่มสินค้าสมาร์ทฮอสพิทอล เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน 4.15%
  • กลุ่มอุปกรณ์ประกอบการใช้งานของ 5 กลุ่มสินค้าข้างต้น เช่น แบตเตอรี่ และเจล 0.46%

เรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่มีรายได้แบบเพียงครั้งเดียว (One-Time Payment) ซึ่งมาจากคำสั่งซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ นี่จึงเป็นสาเหตุของการระดมทุนเพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ของธุรกิจ

งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี

ปี 2561 

รายได้ 506.03 ล้านบาท 

กำไรสุทธิ 30.52 ล้านบาท

ปี 2562 

รายได้ 616.63 ล้านบาท เติบโต 21.85% (YoY) 

กำไรสุทธิ 60.44 ล้านบาท เติบโต 98.03% (YoY)

ปี 2563 

รายได้ 660.94 ล้านบาท เติบโต 7.18% (YoY)

กำไรสุทธิ 77.75 ล้านบาท เติบโต 28.63% (YoY)

รายได้ในปี 2662 เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจเนื่องจากรายได้กลุ่มสินค้าด้านการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับเพิ่มขึ้น

ส่วนปี 2563 รายได้เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่หนุนยอดขายสินค้าเกี่ยวกับการรักษาและป้องกัน COVID-19 รวมไปถึงสินค้ากลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั่วไปจากภาครัฐ

อัตราส่วนการเงินที่สำคัญย้อนหลัง 3 ปี

เริ่มต้นกันที่อัตราส่วนชี้วัดสภาพคล่องและการก่อหนี้สิน

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)

ปี 2561

Current Ratio เท่ากับ 1.12 เท่า 

ปี 2562

Current Ratio เท่ากับ 1.46 เท่า 

ปี 2563

Current Ratio เท่ากับ 1.36 เท่า

เป็นอัตราส่วนใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับสูงกว่า 1 เท่า แสดงว่าบริษัทบริหารความเสี่ยงสภาพคล่องระยะสั้นได้อย่างดี ซึ่งการเพิ่มขึ้นในปี 2562 และปี 2563 อาจเกิดจากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นทำให้สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) 

ปี 2561

D/E เท่ากับ 1.50 เท่า

ปี 2562

D/E เท่ากับ 0.97 เท่า 

ปี 2563

D/E เท่ากับ 1.87 เท่า (ยังไม่เกิน 1.5-2 เท่า สะท้อนว่าบริษัทควบคุมการก่อหนี้ได้อย่างดี)

ส่วนความสามารถการทำกำไรซึ่งแสดงผ่านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) รวมไปถึงอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE)

ปี 2561 

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) เท่ากับ 42.45%

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) เท่ากับ 10.89%

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เท่ากับ 6.03%

ปี 2562
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) เท่ากับ 41.52% 

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) เท่ากับ 13.71%

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เท่ากับ 9.66%

ปี 2563 

อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) เท่ากับ 41.91%

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) เท่ากับ 15.94%

อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เท่ากับ 11.75%

จะเห็นว่าว่าบริษัทมีต้นทุนสินค้าคงที่ และสามารถบริหารค่าใช้จ่ายการบริหารและจัดจำหน่ายได้เป็นอย่างดีสะท้อนผ่านอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อไปยังอัตรากำไรสุทธิด้วย

ขณะที่อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอด 3 ปี สอดคล้องกับการเติบโตของกำไรสุทธิ โดย

ปี 2561 

ROE เท่ากับ 17.33% 

ปี 2562 

ROE เท่ากับ 28.61% 

ปี 2563 

ROE เท่ากับ 34.13%

ความน่าสนใจของ “SaintMed” และสิ่งที่ต้องติดตาม

เป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ทั้งรายได้และกำไรเติบโตในช่วง COVID-19 แสดงถึงความแข็งแกร่งของรูปแบบธุรกิจ ขณะเดียวกันในอนาคตก็แทบไม่ต้องกังวลกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แต่ธุรกิจกลับได้ประโยชน์จากการลงทุนของกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลทำให้บริษัทขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้มากขึ้น และการเปิดเมืองก็จะส่งผลให้ผู้คนกล้าไปโรงพยาบาลกันมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเปิดรับผู้ป่วยชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงได้อีกด้วย

ที่ผ่านมาแม้รายได้และกำไรจะเติบโตรวมทั้งบริหารต้นทุนและหนี้สินได้อย่างดี แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกันเพราะเป็นรายได้จากการขายซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-Time Payment) ดังนั้นการระดมทุนครั้งนี้เพื่อขยายธุรกิจศูนย์ตรวจการนอนหลับและลงทุนในธุรกิจให้เช่าเครื่องมือแพทย์จึงต้องสร้างผลกำไรให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อรักษาระดับการเติบโตของอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และเพิ่มช่องทางรายได้ที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจด้วยรายได้ประจำจากการให้เช่าอุปกรณ์ทางการแพทย์

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: