[ส่อง IPO] หุ้น KCG คุกกี้กล่องแดง Imperial มูลค่า 170 ล้านหุ้น

[ส่อง IPO] หุ้น KCG คุกกี้กล่องแดง Imperial มูลค่า 170 ล้านหุ้น

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • KCG ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นอันดับ 1 ตลาดเนยในไทย มีแบรนด์ที่คุ้นตาอย่าง Allowrie และ Imperial คุกกี้กล่องแดงที่ทุกคนรู้จัก
  • รายได้หลักของ KCG มาจากการขายผลิตภัณฑ์จากนม โดยมีลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม B2C และยังมีฐานลูกค้า B2B ที่แข็งแรง
  • งบการเงินของ KCG ค่อนข้างแข็งแรง แม้ได้รับผลกระทบจาก Covid แต่ปัจจุบันก็สามารถฟื้นจนใกล้ดีกว่าก่อน Covid แล้ว
  • จำนวนหุ้นที่ IPO 170 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมด เพื่อนำเงินไปสร้าง KCG Logistic Park ขยายธุรกิจ ชำระหนี้ และใช้เป็นเงินสดหมุนเวียน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

พี่ทุยว่าเราคนไทยน่าจะคุ้นเคยกับคุกกี้กล่องเหล็กสีแดง ที่มักจะได้เป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่อยู่เสมอ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตคุกกี้กล่องแดงนี่ก็คือ หุ้น KCG ที่เตรียมจะ IPO ในปีนี้ พี่ทุยเลยอยากจะพาทุกคนไปสำรวจหุ้นตัวนี้สักหน่อยว่าน่าสนใจขนาดไหน

บริษัท เคซีจี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2501 โดยเริ่มจากครอบครัว วิภาวัฒนกุลและธีระนุสรณ์กิจ ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด กิมจั๊วพาณิชย์ ดำเนินธุรกิจ นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป อย่าง เนย ชีส และ อาหารกระป๋อง

หลังจากนั้นปี 2515 จึงเริ่มก่อตั้งโรงงานบางนา ในชื่อ UD Foods เพื่อผลิต เนยและชีส ภายใต้เครื่องหมายการค้าที่คนไทยเราคุ้นตากันดี อย่าง Allowrie แบรนด์จากออสเตรเลีย และ คุกกี้ Imperial ก่อนจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งการจัดตั้งบริษัท อิมพิเรียนเยนเนอรัลฟูดส์อินดัสทรี่ จำกัด ขยายการผลิตไปกลุ่มน้ำผลไม้เข้มข้น ภายใต้แบรนด์ Sunquick ขยายโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าไปตามภาคต่าง ๆ ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ จัดตั้งโรงเรียนสอนเบเกอรี่และอาหาร

จนปี 2556 ได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด และปี 2565 บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท จากทุนขดทะเบียนเดิม 390 ล้านบาท เป็น 560 ล้านบาท เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

สินค้าของ หุ้น KCG

สินค้าของ KCG แบ่งได้หลักเป็น 3 กลุ่มได้แก่

Dairy Products – ซึ่งเราจะคุ้นเคยกันดีภายใต้แบรนด์ Allowrie ที่เป็นเนยคุณภาพในราคาย่อมเยา จำหน่ายให้แก่กลุ่มล้าโรงแรมระดับ 4-5 ดาวห้างสรรพสินค้า และ ร้านอาหารขนาดใหญ่ นอกจากนั้นยังมี Imperial, Elle & Vire, Corman และ Westgold อีกด้วย KCG มีส่วนแบ่งทางการตลาดในผลิตภัณฑ์เนยเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 55% ของทั้งตลาด

ในด้านของชีสเองก็มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 เช่นกัน ด้วยสัดส่วน 31.6% โดยอยู่ภายใต้แบรนด์ Allowire, Imperial, Emmi, Frico และ Dairygold

นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์จากนมอย่างอื่นเช่น Whipping Cream, Cream Cheese และ Yogurt ภายใต้แบรนด์ Hi-Road, Pascual, Ambrosial, Movenpick, Imperial, Westgold, Elle & Vire และ Corman

Food and Bakery Ingredients – ในส่วนของสินค้าที่ไม่มีนมเป็นส่วนประกอบ จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 

อาหาร – ประกอบด้วย Food Ingredients ในรูปแบบ Ready to eat, Frozen foods และ Meat and Seafood

ส่วนประกอบในการทำเบเกอรี่ – มีผลิตภัณฑ์ในการทำเบเกอรี่ที่หลากหลายและครอบครุม โดยที่เราจะคุ้นตาจะอยู่ในแบรนด์ Imperial อย่าง แป้งแพนเค้ก แป้งคุ้กกี้สำเร็จรูป วุ้นเจลาตินสำเร็จรูป

ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผลไม้เข้มข้น – แบรนด์ที่เราคุ้นหูอย่าง Sunquick มีรสชาติหลากหลายอย่าง รสส้ม ส้มแมนดาริน แบล็กคอร์แรนต์ เรดเบอร์รี่ และ ผลไม้รวม

อุปกรณ์ในการประกอบอาหารและเบเกอร์รี่ – นอกจากนี้ KCG ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ให้ผู้ค้าส่งและค้าปลีกอีกด้วย

Biscuits – กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม Biscuits ไม่ว่าจะเป็น คุกกี้ แครกเกอร์ และ เวเฟอร์ โดยคุกกี้ที่เราคุ้นตาคือ คุกกี้กล่องแดงของ Imperial นั่นเอง ในด้านของแครกเกอร์ก็จะอยู่ภายใต้แบรนด๋ Imperial, Rosy, Baker’s Choice และ Violet Gold สุดท้ายคือ Wafer โดยจะอยู่ภายใต้แบรนด์ Imperial และ Violet เป็นหลัก

สัดส่วนรายได้ หุ้น KCG

สัดส่วนรายได้ หุ้น KCG

รายได้หลักของ KCG มาจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยมีสัดส่วนสูงถึง 60.3% ในปี 2564 ตามด้วย ผลิตภัณฑ์สำหรับการประกอบอาหารและเบเกอรี่ 26.4% และ ผลิตภัณฑ์จากบิสกิต 13% รายได้ของ KCG ลดลงจากผลกระทบจาก Covid-19

โดยจากรายได้ 5,654 ล้านบาทในปี 2562 ลดลงเหลือ 4,950 ล้านบาท ในปี 2563 ลดลง -12.5% ก่อนจะกลับมาฟื้นในปี 2564 เป็น 5,265 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น +6.4%

และหากดูจากรายได้งวดเก้าเดือนจะเห็นได้ว่าในปี 2565 เองก็มีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับรายได้รวม 9 เดือนของปี 2564 ที่มีรายได้ 3,631.7 ล้านบาท เป็น 4,301.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีและมีแนวโน้มอาจจะดีขึ้นกว่าช่องก่อนโควิด

รายได้แต่ละช่องทางการขาย

รายได้

รายได้หลัก ๆ จะมาจาก B2C มีการเติบโตที่น่าพอใจ โดยในปี 2564 จะมีรายได้อยู่ใน Modern Trade สูงถึง 36.7% ร้านค้าทั่วไป 21.9% ในด้านออนไลน์ 0.4% ถึงแม้จะมีสัดส่วนที่น้อยแต่ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในด้านของ B2B เองมีการหดตัวเล็กน้อยโดยเป็นผู้ประกอบการผลิตอาหาร 22.8%, ผู้ให้บริการทางด้านอาหาร 13.9% และส่งออก อยู่ที่ 3.9% ที่รายได้ลดลงส่วนในเป็นผลกระทบจาก Covid ด้วย โดยรายได้งวด 9 เดือนสะท้อนให้เห็นการกลับมาของรายได้จาก B2B ที่ค่อนข้างชัดเจน โดยจบปี 2565 คาดว่ารายได้ฝั่ง B2B จะเยอะกว่า 2564 พอสมควร

งบการเงินของ KCG

งบการเงินของ หุ้น KCG

งบการเงินของ KCG

อย่างที่เราได้เจาะลึกดูรายได้ของ KCG ทั้งแยกตามผลิตภัณฑ์ และช่องทางการขายแล้ว ต่อมาเราจะดูงบกำไรขาดทุนบ้าง ถึงแม้รายได้ KCG มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดี แต่ค่าใช้จ่ายก็ปรับสูงขึ้นด้วย

ในงบ 9 เดือนของปี 2565 ค่าใช้จ่ายขึ้นมาเป็น 4,100.8 ล้านบาท จาก 3,283.1 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่มาจาก ต้นทุนการขายที่สูงขึ้น

ทำให้กำไรสุทธิของงบ 9 เดือนปี 2565 เหลือ 127.2 ล้าน หรือ 3% จากยอดขาย ลดลงจากงบ 9 เดือนของปี 2564 ที่มี 252.2 ล้านบาท หรือ 6.9% ของยอดขาย

ส่วนหนึ่งนั้นมาจากสต็อกสินค้าที่ตุนไว้ในช่วงปลายปี ต้องมีกันต่อว่างบสิ้นปีของ KCG จะเป็นอย่างไรต่อ

วัตถุประสงค์การใช้เงินของ KCG

วัตถุประสงค์การใช้เงินของ KCG มีด้วยกัน 4 เรื่องหลัก ๆ

  1. ลงทุนในการก่อสร้างและพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า KCG Logistic Park
  2. ลงทุนซื้อเครื่องจักร เพื่อขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิต
  3. ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
  4. เงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

ปัจจุบันยังไม่ประกาศราคา IPO แต่จำนวนหุ้นที่จะ IPO ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ 170 ล้านหุ้น คิดเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมด

โดยรวมแล้ว KCG ถึงเป็นหุ้นที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แม้ได้รับผลกระทบจากโควิดแต่ก็ยังมีงบการเงินที่แข็งแรง เป็นเจ้าตลาด มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ใช่หุ้น Growth ที่เติบโตหวือหวา มีสัดส่วนการขายในไทยเป็นหลัก ส่วนส่งออกนั้นมีสัดส่วนเล็กน้อยและไม่ได้มีแนวโน้มเติบโตเป็นพิเศษ ต้องมารอดูกันอีกทีว่าเมื่อ KCG เข้าตลาดแล้วจะมีราคาเท่าไหร่ ราคาจะน่าเก็บสะสมไว้หรือแพงเกินไปไม่เหมาะกับการลงทุน

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile