ลงทุนกับธนาคาร แบบนี้ ผ่านไป 10 ปีจะได้เงินเท่าไหร่

ลงทุนกับ “ธนาคาร” แบบนี้ ผ่านไป 10 ปีจะได้เงินเท่าไหร่

   Money Buffalo

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เวลาพูดถึงการเก็บเงินให้ปลอดภัย คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง ลงทุนธนาคาร เป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะฝากประจำ ฝากออมทรัพย์ หรือซื้อหุ้นกู้ แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าการ ลงทุนกับธนาคาร แต่ละรูปแบบก็ให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน แถมความเสี่ยงก็ยังต่างกันด้วย

วันนี้พี่ทุยจะพาเพื่อน ๆ มาดูว่า ถ้าเอาเงิน 100,000 บาทไป ลงทุนกับธนาคาร ในรูปแบบต่าง ๆ จะได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงแบบไหนบ้าง

1. ฝากเงินในธนาคาร – เหมือนเป็นลูกค้า

วิธีนี้เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ เพราะง่ายและปลอดภัยสุด ๆ แค่เอาเงินไปฝาก ก็ได้ดอกเบี้ยทุกเดือน หรือทุกปี

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย: 0.25% ต่อปี

  • เงินลงทุนเริ่มต้น: 100,000 บาท

  • ผลตอบแทนหลัง 10 ปี: 102,528 บาท

พูดง่าย ๆ คือ ผ่านไป 10 ปี เงินเพิ่มมาแค่ 2,528 บาท หรือปีละประมาณ 250 บาทเท่านั้นเอง

ข้อดีของวิธีนี้คือ ปลอดภัยสุด ๆ ไม่มีความเสี่ยงเสียเงินต้น แต่ข้อเสียก็ชัดเจนคือ เงินแทบไม่โต แถมยังแพ้เงินเฟ้ออีกด้วย

สรุป: เหมาะกับคนที่อยากเก็บเงินปลอดภัย ไม่อยากเสี่ยง แต่ถ้าหวังโตไว วิธีนี้อาจทำให้เราสูญเสียโอกาสในการเพิ่มพูนทรัพย์สิน

2. ซื้อหุ้นกู้ธนาคาร – เหมือนเป็นเจ้าหนี้

หุ้นกู้ธนาคารคือ การที่เรากำลัง “ให้ธนาคารยืมเงิน” ในระยะเวลาหนึ่ง แลกกับดอกเบี้ยที่สูงกว่าฝากเงินปกติ

  • ดอกเบี้ยเฉลี่ย: 3% ต่อปี

  • เงินลงทุนเริ่มต้น: 100,000 บาท

  • ผลตอบแทนหลัง 10 ปี: 134,392 บาท

เห็นชัดว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าฝากประจำหลายเท่า คือเพิ่มมา 34,392 บาท

ข้อดีของหุ้นกู้คือ ปลอดภัยกว่าเล่นหุ้น เพราะได้เงินคืนเต็มจำนวนถ้าธนาคารไม่ล้ม แต่ข้อเสียคือ โอกาสได้เงินมากกว่านี้ก็จำกัด เพราะดอกเบี้ยคงที่ และไม่สามารถเข้าร่วมส่วนแบ่งกำไรของธนาคารได้

สรุป: เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงระดับกลาง ๆ อยากให้เงินโตพอชนะเงินเฟ้อ แต่ไม่อยากเสี่ยงสูง

3. ซื้อหุ้นธนาคาร – เหมือนเป็นเจ้าของ

วิธีนี้คือการ “ซื้อหุ้น” ของธนาคารเอง เราก็จะกลายเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธนาคาร จะได้ทั้ง ส่วนแบ่งกำไร (ปันผล) และ โอกาสราคาหุ้นขึ้น

  • ปันผลเฉลี่ย: 7% ต่อปี

  • เงินลงทุนเริ่มต้น: 100,000 บาท

  • ผลตอบแทนหลัง 10 ปี: 196,715 บาท

เงินโตเกือบ เป็นสองเท่า โดยไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เลือกลงทุนในธุรกิจที่เราเชื่อมั่น

ข้อดีคือ ผลตอบแทนสูงสุด และเงินมีโอกาสโตเกินเงินเฟ้อแบบสบาย ๆ
ข้อเสียคือ ความเสี่ยงสูงกว่า เพราะราคาหุ้นขึ้นลงตามตลาด ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีหรือธนาคารมีปัญหา ราคาหุ้นก็ลดลง

สรุป: เหมาะกับคนที่อยากให้เงินโตสูง พร้อมรับความเสี่ยง และสนใจลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจ

 ความเสี่ยง vs ผลตอบแทน เมื่อ ลงทุนธนาคาร

เห็นชัดเจนว่าความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็สูงตาม แต่ไม่ว่าจะลงทุนแบบไหน จุดสำคัญคือการวางแผนและเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

เคล็ดลับก่อนลงทุนกับธนาคาร

1. เข้าใจประเภทเงินฝากและหุ้นกู้

ก่อนจะลงทุนกับธนาคาร ต้องเข้าใจว่าแต่ละประเภทมี คุณสมบัติและข้อจำกัดต่างกัน

  • งินฝากออมทรัพย์ / ฝากประจำ: ดอกเบี้ยต่ำ แต่ถอนได้สะดวก เหมาะกับเก็บเงินฉุกเฉิน

  • หุ้นกู้ธนาคาร: เป็นเหมือน “ให้ธนาคารยืมเงิน” ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก แต่ต้องถือครบกำหนด ไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ง่าย

  • หุ้นธนาคาร: เสี่ยงสูงที่สุด เพราะราคาหุ้นขึ้นลงตามตลาด แต่มีโอกาสโตสูงกว่าเงินฝากหรือหุ้นกู้

ตัวอย่าง: ถ้าเราซื้อหุ้นกู้ธนาคาร 3 ปี แต่เกิดเหตุฉุกเฉินต้องถอนก่อน ก็มักจะเสียดอกเบี้ยบางส่วน หรืออาจไม่ได้ครบตามจำนวนดอกเบี้ยที่คาดหวัง ดังนั้นอ่านเงื่อนไขให้ชัดก่อนลงทุน

2. ประเมินความเสี่ยงตัวเอง

ทุกคนมี ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่างกัน การลงทุนแบบที่ไม่ตรงกับตัวเองอาจทำให้เครียด

  • คนกลัวความเสี่ยง: ฝากประจำอาจเหมาะที่สุด เพราะปลอดภัย ไม่ต้องกังวล

  • คนอยากเงินโตสูง: หุ้นธนาคารเป็นตัวเลือกดี เพราะได้ทั้งปันผลและโอกาสราคาหุ้นขึ้น

คำแนะนำ: ลองถามตัวเองว่า “ถ้าเงินหายไป 10% ฉันจะตกใจหรือไม่?” ถ้าใจสั่น หุ้นอาจไม่เหมาะ แต่ถ้าพร้อมถือยาว หุ้นธนาคารจะช่วยเงินโตได้

3. อย่าใส่เงินทั้งหมดในที่เดียว

การกระจายความเสี่ยง คือหัวใจสำคัญของการลงทุน

  • แบ่งเงินไว้หลาย ๆ ช่องทาง เช่น ฝากประจำบางส่วน, หุ้นกู้บางส่วน, หุ้นธนาคารบางส่วน

  • วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยง ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ธนาคารเกิดปัญหา เงินบางส่วนยังปลอดภัย

ตัวอย่าง: ถ้าเรามีเงิน 100,000 บาท

  • 40,000 บาท ฝากประจำ

  • 30,000 บาท ซื้อหุ้นกู้

  • 30,000 บาท ซื้อหุ้นธนาคาร
    แบบนี้แม้หุ้นธนาคารตก ก็ยังมีเงินฝากและหุ้นกู้ที่ค่อนข้างปลอดภัย

4. ติดตามข่าวสารธนาคารและเศรษฐกิจ

การลงทุนไม่ได้จบแค่ซื้อแล้วนอนนิ่ง ๆ การติดตาม ข่าวสารธนาคารและเศรษฐกิจ จะช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงและปรับแผนได้

  • ดูผลประกอบการธนาคาร เช่น กำไร, NPL (หนี้เสีย)

  • สถานะเศรษฐกิจ เช่น ดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ, สภาพคล่องของระบบธนาคาร

  • ถ้าเห็นธนาคารเริ่มมีปัญหา อาจปรับสัดส่วนการลงทุน หรือเลี่ยงลงทุนเพิ่มเติม

ตัวอย่าง: ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำและธนาคารมีหนี้เสียสูง อาจเลือกเพิ่มเงินฝากประจำที่ปลอดภัย แทนการเพิ่มหุ้นธนาคาร

สรุปท้ายบท

เงินในธนาคารไม่ได้ปลอดภัยเหมือนแต่ก่อนดอกเบี้ยต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุด การเลือกลงทุนแบบเหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเอง จะช่วยให้เงินโตแบบไม่ต้องเครียด

บทเรียนสำคัญ: อย่าปล่อยให้เงินนอนนิ่ง ๆ ในบัญชี เพราะผ่านไป 10 ปีอาจโตขึ้นน้อยกว่าที่คิด ลองหาช่องทางลงทุนแบบ “ปลอดภัยแต่พอให้โต” หรือ “เสี่ยงมาก แต่เงินโตเร็ว” แล้วปรับให้เหมาะกับตัวเองนะครับบบ

 

ติดตามพี่ทุยได้ที่ Facebook

อ่านบทความเพิ่มเติม

แผนการลงทุน กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับการ ลงทุนหุ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile