ปี 2022 นี้ หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม หุ้นเทคโนโลยี ประกาศลดคนอย่างต่อเนื่อง มีข่าวว่า กองทุน Vision Fund ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการลงทุนของ SoftBank เตรียมปรับลดจำนวนพนักงาน โดยคาดว่าจะมีคนที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 30% ของพนักงานทั้งหมด
การปลดคนงานนี้เพราะนายจ้างต่างกลัวว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย วันนี้พี่ทุยก็เลยจะมาชวนติดตามกันว่า ลดคนหนักขนาดนี้ บอกอะไรคนที่ลงทุนหุ้นเทคโนโลยีอยู่รึเปล่า ยังลงทุนได้มั้ย
ก่อนอื่น พี่ทุยขอสรุปไทม์ไลน์ของการปรับลดคนครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2022 ให้เพื่อน ๆ เห็นภาพกันหน่อย ซึ่งเหตุการณ์ดูเหมือนจะกลับทิศทางจากช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังสาหัส เพราะในช่วงนั้น กลุ่มเทคโนโลยีบูมมาก และปัญหาด้านแรงงานที่เจอก็คนละรูปแบบกัน โดยในเวลานั้น เกิด Great Resignation หรือการลาออกครั้งใหญ่ของพนักงาน แต่เวลานี้ พนักงานน่าจะต้องกอดขาเก้าอี้กันแน่นเพราะกลัวโดนเลิกจ้าง
ตัวอย่างธุรกิจที่ประกาศลดคนในช่วง ก.ค.-ก.ย. 2022
29 ก.ย. 2022
Vision Fund ของ SoftBank : เลิกจ้าง 30% หรือ 150 คน จาก 500 คน หลังไตรมาสที่ผ่านมาขาดทุน 23,000 ล้านดอลลาร์
Meta (บริษัทแม่ Facebook) : หยุดการจ้างงานใหม่ หลังปรับโครงสร้างองค์กรให้พนักงาน 83,533 คน ยื่นสมัครตำแหน่งงานอื่นๆ ภายในบริษัท เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
28 ก.ย. 2022
DocuSign บริษัทลายเซ็นต์อิเล็กทรอนิกส์ : เลิกจ้าง 9% หรือ ประมาณ 670 คน จาก 7,400 คน เพื่อให้แน่ใจว่าใช้เงินทุนเพื่อโอกาสระยะยาวและการก่อตั้งบริษัทเพื่อความสำเร็จในอนาคต
26 ก.ย. 2022
Well Fargo ธุรกิจการเงินที่มีบริการธนาคารออนไลน์ : เลิกจ้าง 36 คน (นับรวมตั้งแต่ เม.ย. จนถึง ก.ย. เลิกจ้างแล้วมากกว่า 400 คน)
21 ก.ย. 2022
Google : แจ้งพนักงาน 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งอยู่ใน Area บริษัทบ่มเพาะสตาร์ทอัพ ให้หาตำแหน่งงานใหม่ภายในเครือ โดยให้เวลา 3 เดือน
Nordstrom เอาท์เล็ตเสื้อผ้า : เลิกจ้างพนักงาน 231 คน ในศูนย์กระจายสินค้า เริ่มต้นเดือน ต.ค. เพื่อให้สอดคล้องมากขึ้นกับความต้องการในปัจจุบันของธุรกิจ
20 ก.ย. 2022
Gap : เลิกจ้างงานในองค์กรกว่า 500 ตำแหน่ง
16 ก.ย. 2022
AbbVie บริษัทยา : เลิกจ้างงานในองค์กรกว่า 500 ตำแหน่ง
Bristol Myers Squibb บริษัทยา : เลิกจ้างพนักงาน 99 คน
14 ก.ย. 2022
Twilio : เลิกจ้าง 11% หรือ 800-900 คน จาก 8,000 คน เนื่องจากอัตราแรงงานเติบโตเร็วเกินไปโดยไม่มีการโฟกัสที่เพียงพอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
13 ก.ย. 2022
Warner Bros. : เลิกจ้างพนักงานขายโฆษณาหลักร้อยคน
Patreon แพลตฟอร์มลงทะเบียนคอนเทนต์ ครีเอเตอร์
12 ก.ย. 2022
Goldman Sachs : เลิกจ้าง 1-5% ของพนักงานทั้งปี เป็นไปตามการประเมินผลงานประจำปี
9 ก.ย. 2022
Beaumont-Spectrum : เลิกจ้าง 400 คน หลังจากเครือข่ายด้านสุขภาพกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ต้องดิ้นรนอย่างหนัก เพราะได้รับแรงกดดันด้านการเงิน เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนเภสัชกรรมและแรงงานที่เพิ่มขึ้น โควิด-19 เงินทุนตามพระราชบัญญัติสุขภาพหมดอายุและการใช้คืนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย
2 ก.ย. 2022
Citigroup : เลิกจ้างกว่า 100 คนในฝ่ายงานสินเชื่อจำนองบ้าน หลังตลาดที่อยู่อาศัยซบเซาลง เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย
Credit Suisse : ลดตำแหน่งงาน 5,000 งาน เพื่อลดต้นทุน
เดือน ส.ค. 2022
Snapchat : เลิกจ้าง 20% หรือมากกว่า 1,200 คน ซึ่งเป็นการเลิกจ้างรอบสอง
Bed Bath & Beyond : เลิกจ้าง 20% ของตำแหน่งงาน รวมถึงปิดร้านค้าปลีกที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ มียอดขายต่ำ
VF Corporation บริษัท่แม่ของ Vans Timeberland และ North Face : เลิกจ้าง 300 คน และกำจัดตำแหน่งงานที่เปิดรับคนอยู่ 300 ตำแหน่ง หลังสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความผันผวน
Snap : เลิกจ้าง 20% หรือ 1,280 คน จาก 6,400 คน เนื่องจากการเติบโตของรายได้ต่ำ
Better.com ผู้ให้บริการปล่อยสินเชื่อจำนองออนไลน์ : เลิกจ้างพนักงานเกือบ 250 คน ซึ่งเป็นการเลิกจ้างรอบที่ 3 ของปี 2022 และถ้ารวมตั้งแต่ ธ.ค. 2021 มา มีการเลิกจ้างไปแล้ว 4,000 คน
DataRobot สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ : ลดตำแหน่งงานรอบสองของปีเพื่อปรับตัวให้ทันกับตลาดที่เปลี่ยนไปหลังลดมาแล้วในเดือน พ.ค. คาดว่าจะเลิกจ้าง 26% ของพนักงานทั้งหมด
U.S. Xpress บริษัทรถบรรทุก : เลิกจ้าง 5% หลังจากเลิกจ้างไป 5% เมื่อเดือน พ.ค. ส่งผลให้นับรวมแล้วเลิกจ้างไปประมาณ 140 คน
Ford : เลิกจ้าง 3,000 คน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
Wayfair ผู้ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ : เลิกจ้าง 5% หรือ 870 คน จาก 18,000 คน เนื่องจากบริษัทกำลังสร้างตัวใหม่หลังโควิด-19 แต่ทีมที่มีอยู่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่เจอในตอนนี้
New Relic บริษัทซอฟต์แวร์ : เลิกจ้าง 5% หรือ 110 คน เป็นการลดคนเพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันด้านแนวโน้มการเติบโตและความคาดหวังของตลาด
Audacy บริษัทวิทยุใหญ่อันดับ 2 ในสหรัฐฯ : เลิกจ้าง 5% หรือประมาณ 250 คน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่กำลังเจอแรงลมปะทะอยู่
Apple : ลดการจ้างพนักงานสัญญาจ้าง 100 คน ในแผนกจัดหาคนของบริษัท หลัง Tim Cook ซีอีโอ ออกมาบอกในเดือน มิ.ย. ว่า บริษัทจะดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมความเป็นจริงมากขึ้น
HBO Max : เลิกจ้าง 14% หรือ 70 ตำแหน่งงาน เพื่อลดต้นทุน หลังจาก Discovery เข้าซื้อกิจการ HBO Max จาก WarnerMedia 4 เดือน และเป็นสัปดาห์หลังจากที่บริษัทประกาศแผนรวมบริการสตรีมมิ่งเข้าไปอยูกับ Discovery+ เร็วที่สุดปี 2023
Peloton บริษัทอุปกรณ์ออกกำลังกาย : เลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก 6 เดือนหลังจากที่เลิกจ้างไป 2,800 คนแล้ว
Signify Health บริการสุขภาพที่บ้าน : เลิกจ้าง 489 คน เพื่อลดต้นทุน หลังบริษัท CVS ผู้ให้บริการสุขภาพยักษ์ใหญ่เข้ามาซื้อบริษัท
Truepill : บริษัทให้บริการวินิจฉัยดิจิทัลด้านสุขภาพ เลิกจ้าง 1 ใน 3 ของพนักงานประมาณ 175 คน ซึ่งเป็นการลดคนรอบสองของปี 2022
Calm แอปพลิเคชันทำสมาธิ : เลิกจ้าง 20% หรือ 90 คน เนื่องจากได้รับผลกระทบสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
Linktree : เลิกจ้าง 17% หรือประมาณ 50 คน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ
Nutanix สตาร์ทอัพเทคโนโลยี : ลดคน 4% หรือ 270 คน ภายในสิ้นเดือน ต.ค. เพื่อลดค่าใช้จ่าย
Microsoft : เลิกจ้าง 200 คน
Sweetgreen ชอปจำหน่ายสลัด : ลดคน 5% เนื่องจากบริษัทขาดทุนหลังคนกลับเข้าไปทำงานในสำนักงาน
Wix.com ผู้ให้บริการออกแบบเว็บไซต์ : เลิกจ้างรอบสอง 100 คน เนื่องจากโลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เข้าสู่ภาวะไม่เติบโต
Hootsuite บริษัทจัดการโซเชียลมีเดีย : ลดคน 30% หรือประมาณ 1,000 คน
Groupon : เลิกจ้าง 15% หรือ 500 คน ในส่วนงานเทคโนโลยีและการขาย เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนและผลการดำเนินงานไม่สอดคล้องกัน
Snap : เริ่มเลิกจ้างพนักงานจำนวนหนึ่ง หลังผิดหวังกับผลการดำเนินงานที่ออกมา
iRobot บริษัทหุ่นยนต์ดูดฝุ่น : ลดคน 10% หรือ 140 คน เพื่อปรับโครงสร้างบริษัทหลัง Amazon เข้าซื้อกิจการ
Jam City ผู้พัฒนาวิดีโอเกม : เลิกจ้างพนักงาน 17% หรือ 150-200 คน เพื่อปรับตัวรับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกและผลกระทบที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเกม
Walmart : ลดคน 200 คน
RingCentral ให้บริการซื้อขายผลิตภัณฑ์และบริการด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันบนคลาวด์ : เลิกจ้างตำแหน่งงานระดับสูง มีผล 18 ก.ย. และ 25 ก.ย. เป็นการเลิกจ้างรอบที่สองของปี
Robinhood นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ : เลิกจ้าง 23% เนื่องจากกิจกรรมซื้อขายลดลง เงินเฟ้อสูง และการร่วงลงอย่างแรงของคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นครั้งที่สองหลังจากเลิกจ้างไป 9% ของพนักงานประจำ เมื่อเดือน เม.ย.
Oracle : เลิกจ้างพนักงานไม่ระบุจำนวน จากพนักงานทั้งหมดที่คาดว่าจะมี 143,000 คน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดพนักงานหลายพันคน
เดือน ก.ค. 2022
Shopify : เลิกจ้าง 10% หรือ 1,000 คน
Vimeo : เลิกจ้าง 6% รับมือสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในอนาคต
TikTok : เลิกจ้างประมาณ 100 คน
Microsoft : เลิกจ้าง 1% หรือ 1,810 คน
Tesla : เลิกจ้าง 229 คน นำโดยฝ่ายงานระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และปิดสำนักงานในแคลิฟอร์เนีย
Twitter : หยุดรับคนเพิ่มประมาณ 100 คน ในช่วงที่ Elon Musk ซีอีโอ Tesla ออกมาบอกสาธารณชนว่ากำลังเข้าซื้อกิจการ เพื่อลดต้นทุน
ดูจากข้อมูลบริษัทที่ประกาศลดคนเฉพาะเดือน ก.ค.-ก.ย. 2022 แล้ว พี่ทุยคิดว่า คงจะมีบางคนที่ตาค้างว่า อะไรกันเนี่ย ทำไมมีบริษัทลดคนมากมายขนาดนี้ แล้วถ้าดูดี ๆ ก็จะพบว่า ส่วนใหญ่ของบริษัทที่เลิกจ้างคน ก็เป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือบริษัทที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มเทคโนโลยีนั่นเอง
ส่วนเหตุผลหลัก ๆ ที่ใช้ในการเลิกจ้าง ก็คือ รับมือสภาพเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เข้าสู่ภาวะถดถอย และนี่ก็น่าจะเป็นสัญญาณหนึ่งที่นักลงทุนเห็นแล้ว อาจจะรู้สึกใจหวิว ๆ ขึ้นมาบ้าง
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ มีการจัดทำสถิติงานเอาไว้ว่า ยอดคนว่างงานในสหรัฐฯ ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน เมื่อเดือน มิ.ย. 2022 โดยมียอดคนว่างงาน 262,000 คน
ด้าน PwC มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร 722 คน พบว่า 51% ของผู้บริหารมีแผนหรือดำเนินการลดคนแล้ว ขณะที่ 52% ตัดสินใจหยุดรับคนเพิ่ม
คราวนี้พี่ทุยก็ลองไปเจาะลึกเฉพาะสายเทคฯ เลย โดยดูการเลิกจ้างของสตาร์ทอัพ จาก Layoffs.fyi ที่ติดตามแนวโน้มการเลิกจ้างของสตาร์ทอัพทั่วโลก พบว่า ในปี 2022 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ต.ค. 2022) มีสตาร์ทอัพทั้งหมด 649 ราย เลิกจ้างพนักงานไปแล้วรวม 81,774 คน
ทั้งนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์ของ LinkedIn วิเคราะห์ไว้ว่า การเลิกจ้างครั้งใหญ่นี้ ก็เหมือนกับภาวะบูมเมอแรง ที่กลุ่มเทคโนโลยีเคยเฟื่องฟูมานานนับสิบปี แต่วันนี้ถึงเวลาสูงสุดคืนสู่สามัญ เมื่อตลาดเป็นขาลง หุ้น Tech ราคาร่วงลง จากที่เคยปรับขึ้นมา ก็เลยนำมาสู่การเลิกจ้างครั้งใหญ่ โดยตลาดเทคโนโลยี เริ่มปรับตัวลดลงในปี 2022 มูลค่าตลาดหายไปหลักล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วันช่วงเดือน พ.ค. เนื่องจากตลาดตอบรับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) หันมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อสู้กับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น
สรุปเหตุผลที่ปี 2022 กลุ่มบริษัท หุ้นเทคโนโลยี เลิกจ้าง
- สตาร์ทอัพที่ระดมทุนขั้นต้น ไม่มั่นใจว่าจะระดมทุนรอบต่อไปได้รึเปล่า จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้าย ช่วงเศรษฐกิจขาลง เงินเฟ้อสูง
- บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ เจอภาวะตลาดหมี อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงานออกมาไม่ดี ทำให้มูลค่าหุ้นหายไปมากกว่า 20% ต้องเลิกจ้างเพื่อลดต้นทุน
หุ้นเทคโนโลยี ปี 2022 ยังน่าลงทุนมั้ย ?
มาถึงตรงนี้ พี่ทุยเชื่อว่า นักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะสายเทคฯ ที่เคยสอยกองทุนหุ้น Tech ติดพอร์ตเอาไว้ ก็คงจะเริ่มเกิดอาการ เอ๊ะแล้วหนึ่งว่า เอายังไงดี จะเดินหน้าลงทุนหุ้น Tech ต่อดี หรือจะไม่ไปต่อด้วยดี เลิกจ้างกันหนักขนาดนี้ แล้วอนาคตจะยังดีมั้ย
พี่ทุยขอให้คำแนะนำว่า ถ้าวัตถุประสงค์ในการลงทุนหุ้น Tech ในปัจจุบัน คือ การลงทุนระยะยาว ที่คาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวจริง ๆ เช่น 5-10 ปีข้างหน้า พี่ทุยก็มองว่า หุ้น Tech ก็ยังเป็นหุ้นเติบโตที่ลงทุนได้อยู่ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในพอร์ตรวม ที่มีสินทรัพย์ประเภทอื่นอยู่ด้วย
โดยปกติ ถ้าลงทุนหุ้น Tech ผ่านกองทุน ก็จะมีผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่คัดเลือกหุ้นให้ ซึ่งถ้าผู้จัดการกองทุนมีความสามารถมากพอ ก็จะมีการปรับเปลี่ยนหุ้นที่จะนำมาอยู่ในพอร์ต เฟ้นหาหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันดี มีโอกาสทำผลการดำเนินงานได้ดีระยะยาวอยู่แล้ว ซึ่งการเลิกจ้างของบริษัทเทคฯ หลายแห่ง ก็เป็นการทำเพื่อเอาตัวให้รอดในสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยที่กำลังมาถึง
นั่นแปลว่า ถ้าใครเตรียมตัวดี ก็ยังมีโอกาสเป็นผู้อยู่รอด และอาจกลับมาเติบโตได้ดีในอนาคต ส่วนจะเป็นใครนั้น ให้ผู้จัดการกองทุนไปทำหน้าที่เลือกแทนเรา ส่วนเราก็ดูอีกทีว่าผู้จัดการกองทุนเลือกตรงใจหรือไม่
แต่ถ้านักลงทุนเป็นสายซื้อหุ้นนอกเองโดยตรง คงต้องไปนั่งวิเคราะห์ดี ๆ ว่า ดูจากการเตรียมรับมือวันนี้ และเทรนด์อนาคต หุ้น Tech ตัวไหน ที่น่าจะใช่ต่อไป ซึ่งก็อาจต้องเลือกหุ้นที่เห็นความสามารถทำกำไรได้จริง ๆ ในตอนนี้หรือเวลาอันใกล้ ไม่ใช่หุ้นที่ยังไม่มีความสามารถทำกำไรเลย ยังไม่เห็นโอกาสกำไรในเร็ว ๆ นี้ แต่โตได้เพราะความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่ออนาคตของบริษัทนั้น
คราวนี้ ถ้าโฟกัสที่นักลงทุนที่หวังฟันกำไรจากหุ้น Tech ไม่ได้ตั้งใจลงทุนยาว อยากลงทุนแป๊บเดียวแล้วทำกำไร พี่ทุยต้องบอกว่า นี่คงไม่ใช่เวลาทำกำไรรวดเร็วได้จากหุ้น Tech ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ถ้าคิดจะทำกำไรคงต้องรอตลาดหุ้นยูเทิร์นกลับมาสู่วงจรขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นช่วงที่วงจรเศรษฐกิจกลับมาสู่การเติบโต และในเวลานั้นก็น่าจะเป็นช่วงที่แต่ละบริษัทส่งสัญญาณรับคนเข้ามาทำงานมากขึ้น ไม่ใช่การส่งสัญญาณเลิกจ้างต่อเนื่อง
อ่านเพิ่ม