Apple ขายรถ

เมื่อ “Apple ขายรถ” จะรุ่งหรือจะร่วง ?

2 min read  

ฉบับย่อ

  • Apple ต้องการหนีความอิ่มตัวของตลาดสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ โดยสังเกตได้จากความพยายามในการขายสินค้าภาคบริการอย่างสตรีมมิ่ง Apple TV 
  • ทิม คุก CEO ของ Apple เคยเปิดเผยว่าโทรทัศน์เป็นสินค้าที่ไม่ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยปี 70 ก่อนที่จะออก Apple TV ออกมาเพิ่มฟังก์ชันให้แก่โทรทัศน์ธรรมดา และก้าวสู่ยุคของ “สมาร์ททีวี”
  • รถยนต์เป็นหนึ่งในสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ยังไม่ถึงจุด “สมาร์ท” อย่างเต็มตัว และ Apple มีทรัพยากรสำหรับการพัฒนา “ซอฟต์แวร์” ให้แก่รถยนต์ไร้คนขับและมีแนวโน้มจะเน้นความบันเทิงระหว่างการเดินทางมากกว่าศักยภาพการขับขี่
  • แต่ Apple กำลังตามหลังคู่แข่งอยู่เพราะยังไม่สามารถหาพาร์ทเนอร์มาผลิต “ฮาร์ดแวร์” หรือตัวรถยนต์ได้ ขณะที่คู่แข่งที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีเหมือนกันอย่าง Google และ Microsoft ได้นำหน้าไปแล้ว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Money Buffalo TikTok"
"Money Buffalo TikTok"

ตอนที่มีข่าวหลุดมาเมื่อหลายปีก่อนว่า บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐหันมาสนใจจะผลิตรถยนต์ขาย พี่ทุยเชื่อว่าคำถามแรกที่ปรากฏในหัวของใครหลายคนคงเป็น หา? “Apple ขายรถ” หรอ? เพราะไม่เชื่อว่าบริษัทอย่าง Apple จะข้ามจากการผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนไปเป็นรถยนต์ได้

พี่ทุยเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน จนกระทั่งมาฉุกคิดว่า Apple เคยกระโดดเข้าตลาดสมาร์ทโฟนด้วยการส่ง iPhone มาโค่นบัลลังก์ของ Nokia ผู้ครองตลาดมือถือเกือบ 50% ของส่วนแบ่งการตลาดในขณะนั้น จึงไม่สามารถประมาทความเคลื่อนไหวนี้ของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้เลย 

ในตอนนี้ Apple กำลังเผชิญกับตลาดที่อิ่มตัวของสมาร์ทโฟน สินค้าที่เคยเป็นดาวเด่นอย่าง iPhone ก็ไม่ได้ทำรายได้ให้บริษัทได้อย่างอลังการเหมือนสมัยก่อน

แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ Apple ต้องการจะมองหาตลาดอื่น ๆ แต่ยังเพราะ Apple มีเทคโนโลยีที่พร้อมสามารถพัฒนา “รถยนต์แห่งอนาคต” อยู่

“Apple ขายรถ” เพื่อหนีตลาดสมาร์ทโฟนอิ่มตัว

สัดส่วนรายได้ของ iPhone ที่เริ่มลดลงเรื่อยๆ จากเกือบ 70% ของรายได้ทั้งบริษัทในช่วงปี 2015 มาเหลือแค่ราว 40% ของรายได้ทั้งหมดเมื่อไตรมาส 4 ของปี 2020 และเป็นสาเหตุให้ผู้ผลิตเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐต้องหันไปหารายได้จากทางอื่นแทน 

สังเกตได้จากการที่ Apple ยกเลิกการเปิดเผยตัวเลขจำนวนยูนิตเครื่องอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ที่ขายได้และยกเลิกการแยกประเภทยอดขายอุปกรณ์ดังกล่าวในปลายปี 2018 พร้อมกับหันไปรายงานรายได้เป็นหมวดหมู่แทน ทำให้หมวดหมู่ “การบริการ” กลายเป็นที่จับตามองขึ้นมา

การบริการของ Apple นั้นมีมากมายตั้งแต่ค่าวางแอปพลิเคชันบน App Store ไปจนถึง Apple Music และ Apple TV

ในช่วงปี 2014-2015 ตอนที่มีข่าวใหม่ ๆ ว่า Apple จะเริ่มต้นพัฒนา “โทรทัศน์” หลายฝ่ายตอนแรกคิดว่า Apple จะผลิตโทรทัศน์ออกขายเป็น Smart TV สุดท้ายแล้วได้ออกขายเป็นกล่องที่ทำให้โทรทัศน์สามารถรับชมรายการของสตรีมมิ่ง Apple และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบ iOS แทน 

สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ทัศนคติของผู้บริหาร Apple ต่อการพัฒนาและสร้างสินค้าชนิดหนึ่ง ทิม คุก CEO ของ Apple เคยบอกในตอนที่แง้ม ๆ จะออก Apple TV ว่า โทรทัศน์เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการพัฒนาและแทบไม่เปลี่ยนจากปี 70 

ถ้าหากแนวทางของ Apple คือการมองหาสิ่งของที่ยังไม่สมาร์ท บางทีรถยนต์ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น พี่ทุยเชื่อว่า Apple คงไม่ได้เน้นขายรถยนต์ที่ศักยภาพการขับขี่ แต่เป็นการขายความบันเทิงระหว่างเดินทางที่เรียกว่า In-Car Experience มากกว่า 

Apple มีเทคโนโลยีพร้อม

ในทีแรกที่มีข่าวออกมาเมื่อ 5-6 ปีก่อนว่า Apple กำลังจะผลิตรถยนต์ ข่าวลือออกไปในทำนองว่า Apple สนใจที่จะพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) แต่ดูเหมือนจะเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ของรถยนต์ไร้คนขับมากกว่า

รถยนต์ไร้คนขับหรือรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนเองได้โดยอัตโนมัติ กำลังเป็นที่สนใจของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก เช่น Google ที่พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนเองอัตโนมัติ Waymo หรือแม้กระทั่ง Microsoft เองก็ได้จับมือกับ Cruise ผู้ผลิตรถยนต์ไร้คนขับ และ General Motors ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐ

ทำไมบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงสนใจที่จะขยายไปพัฒนาซอฟต์แวร์ของเทคโนโลยีไร้คนขับ คำตอบคือ บริษัทเหล่านี้มีทรัพยากรสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านั้นอยู่พร้อมแล้ว 

ในการจะสร้างซอฟต์แวร์ของรถยนต์ไร้คนขับจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งต้องเชี่ยวชาญในด้านอัลกอรึธึมและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมหาศาลจากแอปพลิเคชันแผนที่ที่ใช้นำทาง เช่น Google Map และ Map ในระบบของ iOS

แต่สิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีขาดแคลนอย่างแรงนั่น คือ ฮาร์ดแวร์หรือตัวรถนั่นเอง 

หนทางที่แสนยากลำบาก ถ้า “Apple ขายรถ”

แม้จะมีซอฟต์แวร์แล้ว แต่การหาคนมาพัฒนาฮาร์ดแวร์ร่วมกันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แม้กระทั่งกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ชื่อดังไปทั่วโลกอย่าง Apple 

ในปี 2019 Apple ได้ปลดพนักงานออกไปจำนวน 200 คน โดยพนักงานเหล่านั้นเป็นพนักงานที่ทำงานใน Project Titan หรือโครงการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของ Apple ซึ่งเรื่องนี้เปิดเผยโดยแหล่งข่าวไม่ระบุนามกับสำนักข่าว CNBC ในสหรัฐ

ในการปลดพนักงานครั้งน้ัน แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า Apple พยายามปรับโครงสร้างเพื่อหาทางพัฒนาให้ Project ดังกล่าวสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเป็น Project ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Machine Learning เทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับการสร้าง AI ที่ใหญ่ที่สุดของ Apple เลยทีเดียว

ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า Apple ได้พูดคุยเบื้องต้นกับ Nissan ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น ในการร่วมมือกันพัฒนารถยนต์ 

แต่ผลการพูดคุยในครั้งนั้นล้มเหลวลง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่สามารถตกลงกันเรื่อง “แบรนด์ของผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งอาจหมายถึงตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ยันราคาและภาพลักษณ์ของสินค้า โดยการพูดคุยที่ล้มเหลวลงนี้ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ Hyundai ผู้ผลิตรถยนต์ของเกาหลีใต้ 

ในระหว่างที่ Apple ยังหาพาร์ทเนอร์ร่วมงานไม่ได้นั้น คู่แข่งของ Apple ก็เดินหน้าไปต่อไม่ได้รีรอ เช่น Waymo ของ Google ที่ได้ร่วมงานกับ Fiat Chrysler ไปแล้ว และเตรียมจะใช้ซอฟต์แวร์ของ Waymo กับรถยนต์ทุกแบรนด์ในเครือ Fiat Chrysler ซึ่งรวมไปถึง Chrysler และ Jeep เช่นเดียวกับรถตู้ไร้คนขับสำหรับบริการด้านโลจิสติกส์ของบริษัท

และการที่ Apple ยังตามหลังอยู่ก้าวใหญ่ ๆ และถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พี่ทุยเชื่อว่าเป็นไปได้ยาก ที่ Apple จะสามารถรอดได้จากอุตสาหกรรมรถยนต์นี้..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สการเงินออนไลน์ คอร์สลงทุน
คอร์สการเงินออนไลน์ คอร์สลงทุน
error: