หุ้นต่างประเทศ

หุ้นต่างประเทศ ลงทุนยังไงให้ปัง? 3 วิธีเด็ดที่คนไทยต้องรู้ก่อนพลาดโอกาส

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ซื้อหุ้นต่างประเทศโดยตรงผ่านโบรกเกอร์ เหมาะกับนักลงทุนมีประสบการณ์ที่ต้องการควบคุมพอร์ตเองและรับผลตอบแทนเต็มที่ แม้จะมีค่าธรรมเนียมแลกเงินและภาษีที่ซับซ้อน แต่ก็ได้เลือกหุ้นตามใจชอบ
  • กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ เหมาะกับมือใหม่หรือคนไม่มีเวลาดูแลพอร์ต มีผู้จัดการกองทุนช่วยเลือกหุ้นและกระจายความเสี่ยง ซื้อง่ายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ไทย แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบริหารทุกปี
  • DR หรือใบแทนหุ้นต่างประเทศ เหมาะกับคนที่อยากลงทุนหุ้นนอกแต่ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขาย ซื้อขายได้เหมือนหุ้นไทยผ่านตลาดไทย ใช้เงินบาท ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีซับซ้อน แต่มีตัวเลือกไม่มากและราคาขึ้นลงตามค่าเงินบาทด้วย


รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

พี่ทุยสังเกตว่าตอนนี้คนไทยหันมาสนใจลงทุน หุ้นต่างประเทศ กันมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็ไม่แปลกใจเลยนะ เพราะเศรษฐกิจไทยบางช่วงก็เหมือนรถติดกลางกรุงเทพฯ ถ้าอยากไปไหนให้ไวกว่าเดิม บางทีเราก็ต้องหาทางขึ้นทางด่วน อย่างการลงทุนในต่างประเทศนั่นเอง

แต่คำถามที่หลายคนถามพี่ทุยบ่อย ๆ คือ “แล้วเราจะเริ่มต้นยังไงดี?” “วิธีไหนเหมาะกับเรา?” วันนี้พี่ทุยจะมาสรุปให้ชัดเจน ด้วย 3 วิธีสุดฮิตในการลงทุนหุ้นต่างประเทศ พร้อมข้อดีข้อเสียแบบละเอียด เพื่อให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

 

วิธีที่ 1: ซื้อ หุ้นต่างประเทศ โดยตรง – เต็มสูบแบบมืออาชีพ

วิธีแรกที่พี่ทุยอยากแนะนำสำหรับคนที่พร้อมจริง ๆ นั่นก็คือการซื้อหุ้นนอกตรง ๆ ผ่านโบรกเกอร์ วิธีนี้เหมาะกับสายแกร่ง สายที่มีประสบการณ์ในการลงทุนมาบ้างแล้ว และพร้อมที่จะเรียนรู้ระบบการลงทุนในต่างประเทศอย่างจริงจัง

การเริ่มต้นก็ไม่ยากอย่างที่คิด เราสามารถเปิดพอร์ตการลงทุนกับโบรกเกอร์ไทยที่ให้บริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศได้ หรือถ้าอยากได้ประสบการณ์เต็ม ๆ ก็สามารถไปเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ต่างประเทศโดยตรงเลยก็ได้ ทั้งสองทางเลือกนี้จะทำให้เราสามารถลงทุนได้เต็มที่ เหมือนกับว่าเราอยู่ประเทศนั้น ๆ จริง ๆ

 

ข้อดีของการลงทุนโดยตรง

เราจะได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีคนกลางมาตัดส่วนแบ่ง เราสามารถเลือกซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ที่ตรงตามใจเราและตรงกับกลยุทธ์การลงทุนของเรา อยากได้หุ้นเทคโนโลยี อยากได้หุ้นพลังงาน หรือจะเป็นหุ้นสุขภาพ เราก็เลือกได้เลย มีอิสระเต็มที่ในการตัดสินใจ

 

ข้อเสียของการลงทุนโดยตรง

อันดับแรกเลยคือเรื่องค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ซึ่งบางครั้งก็กินเงินเราไปไม่น้อยเลย โดยเฉพาะถ้าเราซื้อขายบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องภาษีที่ซับซ้อนกว่าการลงทุนในหุ้นไทยมาก เราต้องเข้าใจกฎหมายภาษีของแต่ละประเทศ และอาจต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยคำนวณภาษีด้วย อีกอย่างคือเราต้องบริหารพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเองทั้งหมด ต้องคอยติดตามข่าวสาร วิเคราะห์บริษัท และตัดสินใจซื้อขายด้วยตัวเอง

วิธีนี้เหมาะกับใคร? นักลงทุนที่มีประสบการณ์พอสมควร มีเวลาศึกษาข้อมูล และอยากลงทุนแบบเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ถ้าเรายังใหม่มาก อาจจะต้องใช้เวลาเรียนรู้หน่อยก่อนจะกล้าลงมือ

 

หุ้นต่างประเทศ

 

วิธีที่ 2: กองทุนรวม – ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลแทนเรา

วิธีที่สองนี้พี่ทุยบอกเลยว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเหมาะกับมือใหม่มาก ๆ นั่นก็คือการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เราแค่ซื้อกองทุนในไทย ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องเปิดพอร์ตต่างประเทศเลย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “บลจ.” จะเป็นคนนำเงินของเราไปลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่ ๆ ต่างประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น หุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Apple บริษัทที่ทำ iPhone, Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของ Elon Musk, Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ, Microsoft บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลก, Google หรือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google, Meta บริษัทแม่ของ Facebook และอีกหลายร้อยบริษัททั่วโลก ผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนคัดเลือกหุ้นเหล่านี้มาใส่ในพอร์ตให้เรา

ผลตอบแทนที่เราจะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก ถ้าเขาเลือกหุ้นได้ดี เราก็ได้กำไร แต่ถ้าเขาตัดสินใจผิดพลาด เราก็อาจจะขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกกองทุนที่ดี มีทีมบริหารที่เก่ง มีผลงานที่ผ่านมาดี จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

ข้อดีกองทุนรวม

นั่นคือความง่าย เราไม่ต้องปวดหัวกับการเลือกหุ้นเอง ไม่ต้องนั่งวิเคราะห์งบการเงินของบริษัททีละบริษัท ไม่ต้องคอยติดตามข่าวสารตลาดหุ้นทุกวัน ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่เหล่านี้แทนเรา อีกอย่างคือเงินของเราจะถูกกระจายไปลงทุนในหลายบริษัท หลายอุตสาหกรรม บางกองทุนอาจมีหุ้นมากกว่า 50-100 ตัว ทำให้ความเสี่ยงกระจายตัวได้ดี ไม่ได้เอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว

 

ข้อเสียกองทุนรวม

แต่ข้อเสียก็คือเรื่องค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่เราต้องจ่ายทุกปี บางกองทุนอาจมีค่าธรรมเนียมสูงถึง 2-3% ต่อปี ซึ่งถ้าเทียบกับผลตอบแทนที่เราได้ บางครั้งก็รู้สึกว่าแพงไปหน่อย นอกจากนี้ผลตอบแทนที่เราได้รับบางครั้งก็อาจไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะถูกหักค่าใช้จ่ายหลายชั้น ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมการบริหาร ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ฯลฯ

วิธีนี้เหมาะกับใคร? มือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศแบบสบาย ๆ ไม่อยากยุ่งยาก หรือคนที่ไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งดูแลพอร์ตเอง การให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการแทนเราก็เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว

 

วิธีที่ 3: DR (Depositary Receipt) – ซื้อง่ายเหมือนหุ้นไทย

วิธีที่สามนี้เป็นทางเลือกกลาง ๆ ที่น่าสนใจมาก นั่นก็คือการลงทุนผ่าน DR หรือ Depositary Receipt ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของหุ้นต่างประเทศที่บริษัทหลักทรัพย์ไทยออกมาให้เราลงทุน ทำให้เราสามารถซื้อหุ้นต่างประเทศได้เหมือนกับซื้อหุ้นไทยเลย ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายอะไรเลย

ลองนึกภาพว่า DR เป็นเหมือนใบแทนของหุ้นต่างประเทศที่ถูกนำมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย เราใช้โปรแกรมซื้อขายหุ้นไทยที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ใช้เงินบาท ไม่ต้องแลกเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินอื่น ๆ ระบบก็เหมือนกับที่เราซื้อหุ้นไทยทุกประการ

 

ข้อดี DR

คือความสะดวกสบายสุด ๆ เราซื้อขายง่ายผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย ไม่ต้องเปิดพอร์ตต่างประเทศ ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องแลกเงินต่างประเทศ ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนตอนโอนเงินเข้า-ออก ใช้โปรแกรมเทรดเดิมที่เราชินอยู่แล้ว ดูกราฟ ดูข้อมูล ทุกอย่างก็เป็นภาษาไทย อ่านง่าย เข้าใจง่าย สำหรับคนที่ยังไม่อยากออกนอกกรอบมากนัก แต่อยากลองสัมผัสหุ้นต่างประเทศ DR ก็ตอบโจทย์มาก

 

ข้อเสีย DR

คือราคาของ DR จะขึ้น-ลงตามสองปัจจัยหลัก ๆ คือราคาหุ้นแม่ในต่างประเทศ บวกกับค่าเงินบาท ถ้าหุ้นแม่ขึ้น แต่บาทแข็งค่า เราอาจได้กำไรน้อยลง หรือถ้าหุ้นแม่ลง แต่บาทอ่อนค่า เราอาจขาดทุนมากขึ้น นอกจากนี้บางทีราคา DR อาจมีความคลาดเคลื่อนจากราคาหุ้นจริงในต่างประเทศ เพราะเป็นคนละตลาด อุปสงค์-อุปทานก็ต่างกัน และที่สำคัญคือ DR ที่มีในไทยยังมีจำนวนไม่มากนัก ไม่ครอบคลุมทุกบริษัทที่เราอยากลงทุน

วิธีนี้เหมาะกับใคร? คนที่อยากลองลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ยังไม่อยากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อขายมากนัก ยังอยากใช้ระบบที่คุ้นเคยอยู่ หรือคนที่ยังไม่มั่นใจพอที่จะไปเปิดพอร์ตต่างประเทศจริง ๆ

 

หุ้นต่างประเทศ ควรซื้อวิธีไหนดี?

หลังจากที่พี่ทุยเล่าไปทั้ง 3 วิธีแล้ว คำถามสำคัญคือ “แล้วเราควรเลือกวิธีไหน?” จริง ๆ แล้วคำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประสบการณ์การลงทุนของเรา เวลาที่เรามี ความพร้อมในการเรียนรู้ และเป้าหมายการลงทุนของเราเอง

ถ้าเราอยากได้ผลตอบแทนที่ชัดเจน จัดเต็ม และไม่กลัวความยุ่งยาก พร้อมที่จะลงทุนเวลาศึกษาข้อมูล “หุ้นต่างประเทศโดยตรง” คือคำตอบที่เหมาะสม เราจะได้ควบคุมการลงทุนเต็มที่ เลือกหุ้นที่เราอยากได้ ไม่มีคนกลางมาตัดส่วนแบ่ง แต่ต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบที่มากขึ้น

หรือถ้าเราอยากลงทุนแบบง่าย ๆ มีคนดูแล ไม่อยากปวดหัวกับการวิเคราะห์หุ้นทีละตัว “กองทุนรวม” คือทางเลือกที่ดีมาก เพียงแค่เลือกกองทุนที่ดี มีผลงานที่ผ่านมาดี มีทีมบริหารที่เก่ง เราก็สามารถนอนหลับสบายได้ ปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญทำงานแทนเรา

แต่ถ้าเราอยากลองสัมผัสหุ้นต่างประเทศ แต่ยังไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายมากนัก ยังอยากใช้ระบบที่คุ้นเคย “DR” ก็คือทางเลือกที่น่าสนใจมาก เราจะได้เรียนรู้และคุ้นเคยกับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องก้าวกระโดดไปเลย

และที่สำคัญที่สุดที่พี่ทุยอยากย้ำคือ ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่วิธีที่เหมาะกับเราที่สุดเท่านั้น บางคนอาจเริ่มจากกองทุนรวม พอมีประสบการณ์แล้วค่อยไปซื้อหุ้นโดยตรง หรือบางคนอาจใช้ทั้ง 3 วิธีควบคู่กันไปเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไร มีความพร้อมแค่ไหน และสบายใจกับวิธีไหนมากที่สุด

สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีอย่างชัดเจน แล้วเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง อย่าเพิ่งรีบร้อน ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะการลงทุนที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่ทำตามคนอื่น หรือทำตามกระแส

พี่ทุยหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจทางเลือกในการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น จำไว้นะว่า การลงทุนที่ดีคือการลงทุนที่ทำให้เรานอนหลับสบาย ไม่ใช่การลงทุนที่ทำให้เราเครียดหรือกังวลตลอดเวลา

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เริ่มต้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ เวลาก็จะช่วยทำงานให้เรามากขึ้นเท่านั้น การลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีคุณภาพมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ แค่เราต้องใจเย็น มีวินัย และเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการลงทุนไปด้วย

 

ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

อ่านบทความอื่น ๆ

แผนการลงทุน กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับการ ลงทุนหุ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile