ไทยเข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัวแล้ว จากอากาศที่ก็ไม่ได้เย็นอยู่เป็นทุนเดิมไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆ เจออย่างนี้พี่ทุยขอถอยมาแช่น้ำยาวๆ เลยนะจ๊ะ ไม่ว่าใครก็คงชอบอากาศเย็นสบาย ใครจะหนาว จะเย็นยะเยือกยังไงก็ได้ แต่อย่าปล่อยให้พอร์ตเราหนาวยะเยือกเพราะติดดอยนะ พี่ทุยขอ! เอาล่ะ มาส่องกันดีกว่าว่าเดือนเมษายนถึงมิถุนายนหรือไตรมาสสอง มี “หุ้นน่าเก็งกำไร” ตัวไหนที่ได้รับอานิสงค์จากอากาศร้อนและน่าเก็งกำไรบ้าง
1. หุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม
แน่นอนว่าเมื่อพูดอากาศร้อน หุ้นกลุ่มนี้ต้องมาเป็นอันดับแรกไม่ต้องสืบ เช่น SAPPE, ICHI, OISHI, TAAC มาดูแต่ละตัวดีกว่าว่า ตัวย่อต่างๆ คืออะไรกันนะและเค้าทำธุรกิจอะไร สินค้าเค้าสดชื่น น่าทานจริงมั้ย ?
SAPPE หรือที่เราเห็นโฆษณาบ่อยๆ คือ ‘เซปเป้ บิวติดริ๊ง’ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆที่เน้นเรื่องความสวยความงาม เช่น เพียว คอฟฟี่
ICHI หรือ ชาเขียวคุณตัน เช่น อิชิตัน กรีนที เย็น เย็น อิชิตัน
OISHI หรือ โออิชิกรุ๊ป ซึ่งทำธุรกิจทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เรารู้จักกันดี
TAAC หรือ บริษัท ที.เอ.ซี คอนซูเมอร์ จำกัด(มหาชน) ฟังชื่อแล้วอาจจะงง เพราะไม่เคยเห็นเครื่องดื่มยี่ห้อนี้ผ่านตาเลย แต่เชื่อมั้ยว่า จริงๆแล้วแทบทุกคนเคยทานสินค้าของ TAAC มาแล้ว
TAAC คือ ALL CAFÉ ใน 7-11 ยังไงล่ะ พวกเครื่องดื่ม-ชาทั้งหลายในตู้กดที่เราพยายามกดให้ได้เยอะๆในเซเว่นนั่นแหละ ใครเคยทำบอกมาซะดีๆนะ หรือพี่ทุยเป็นอยู่คนเดียว (ฮ่า)
ก่อนที่จะลงทุน เราควรพิจารณาอะไรบ้าง ?
หากดูเผินๆ กำไรของบริษัทเครื่องดื่มก็น่าจะกระเตื้องขึ้นอยู่แล้วในหน้าร้อน แต่หลายบริษัทก็มีปัจจัยเฉพาะตัวของกิจการนะ อย่างเช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบเป็นน้ำตาลมาก จะต้องเจอกับ ‘ภาษีความหวาน’ ซึ่งจะถูกเก็บมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสัดส่วนของน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่ม ถ้ามีการเพิ่มการเก็บภาษีความหวานโหดขึ้นก็จะส่งผลให้ต้นทุนมากขึ้นและกำไรน้อยลงน่ะสิ
หรือ บางบริษัทที่พึ่งพาการส่งออกมาก เช่น SAPPE ที่พึ่งพาการส่งออกไป 70 ประเทศทั่วโลก โดยคิดเป็น 66% ของรายได้รวมทั้งหมด ปัจจัยที่เราควรคิดเวลาที่จะลงทุน คือเรื่องของค่าเงินบาท เพราะถ้าหากค่าเงินเราแข็งเกินไป ต่างชาติก็ไม่ค่อยอยากมาค้าขายด้วยมากนัก เพราะต้องใช้เงินของเค้าในการแลกเงินบาทของเรามากขึ้นไงล่ะ
นอกจากนี้ ถ้าเราคิดจะลงทุนระยะยาวก็อาจจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่จะกระทบกับหุ้น อย่างเช่น TAAC ที่พึ่งพารายได้จาก 7-11 เป็นหลักถึง 90% เพราะฉะนั้นถ้าการเพิ่มหรือลดสาขาของ 7-11 จะมีผลต่อรายได้ของเค้ามาก
2. หุ้นกลุ่มพัดลมและแอร์
เช่น KOOL ผู้ผลิตพัดลมไอน้ำ พัดลมไอเย็น รวมถึงพัดลมอุตสาหกรรมยี่ห้อ MASTERKOOL และ SNC หรือชื่อเต็มว่า บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น ชิ้นส่วนประกอบอุปกรณ์ที่ใช้ในรถ แอร์
ก่อนที่จะลงทุน เราควรพิจารณาอะไรบ้าง ?
KOOL มีรายได้หลักถึง 79% มาจากพัดลมไอเย็น เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องอะไรมากระทบความต้องการในพัดลมไอเย็น รายได้ของบริษัทจะลดลงมากเลย นอกจากนี้พัดลมยังเป็นสินค้าที่ทำเลียนเเบบกันได้ไม่ยากนัก จึงมีคนแอบไปจ้างโรงงานทำแบบเดียวกันแล้วเอามาปั๊มตรายี่ห้อ KOOL ขายแข่งซะงั้น ยุคนี้อยู่ยากจริงๆเลย ทำไมเราอยากซื้อพัดลมสักตัว ยังต้องมาคอยระวังพัดลมเกรด AAA อีก (ฮือ) นี่ยังไม่ได้พูดถึงการแข่งขันอันดุเดือดในวงการพัดลมนะจ๊ะ เพราะพัดลมหลายเจ้าอย่าง ‘ฮาตาริ’ ก็มีสาวกของเค้าเหมือนกัน
3. หุ้นกลุ่มห้าง-ร้านสะดวกซื้อ
ตัวอย่างหุ้นกลุ่มนี้ก็จะเป็น CPN, CPALL เวลาร้อนมากๆ กินน้ำบ่อยๆ ก็แล้ว เปิดแอร์ เปิดพัดลมไอเย็นอยู่บ้านนานๆก็อุดอู้ ทางเลือกต่อไป คงหนีไม่พ้นการหลบร้อนเข้าห้าง นอกจากจะช่วยคลายร้อน ยังช่วยประหยัดค่าไฟที่บ้านได้ด้วยนะ อิอิ และแน่นอนว่าคนไทยมีนิสัยชอบเกรงใจ จะไปเดินตากแอร์เฉยๆ ก็กระไรอยู่ การจับจ่ายใช้สอยและซื้อของติดไม้ติดมือบ้างก็เลยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ก่อนที่จะลงทุน เราควรพิจารณาอะไรบ้าง ?
ถึงหุ้น 2 ตัวนี้จะจัดเป็นหุ้นกลุ่มที่มีความมั่นคงและมีมูลค่าการตลาดสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่เราก็ควรหาจังหวะดีๆ ในการเข้าลงทุน ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเคาะเลย จะกลายเป็นนักลงทุนที่มีต้นทุนไฮโซได้นะจ๊ะ (ฮ่า) นอกจากนี้ยังควรหาข้อมูลดีๆ เช่น มีการขยายสาขายังไง ธุรกิจอิ่มตัวแล้วหรือยังไปต่อได้อีกไกล มีวิธีรับมือกับการคุกคามของอินเตอร์เน็ต (Internet Disruption) ยังไง ลักษณะของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อย่างนี้ ต้องกู้เงินมาลงทุนเยอะมั้ยหรือยังไง จะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นมั้ย เป็นต้น
หุ้น ICHI ถึงแม้จะเป็นหุ้นเครื่องดื่มที่น่าจะได้ประโยชน์ในหน้าร้อน แต่ก็เจอปัจจัยเฉพาะตัวเรื่องภาษีความหวานที่เพิ่มขึ้น
หุ้น CPALL ทำจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม จากนั้นก็ย่อตัวลงมา แต่โดยรวมแล้ว ยังไม่หลุดเทรนไลน์ขาขึ้นในกราฟรายเดือนเลย
อย่าลืมว่า ‘การเก็งกำไร’ และ ‘การลงทุนระยะยาว’ เป็นคนละเรื่องกันนะจ๊ะ หุ้นกลุ่มนี้หลายๆตัวจะเป็น “หุ้นน่าเก็งกำไร” เพราะราคาพุ่งสูงขึ้นจริงๆในช่วงหน้าร้อน ซึ่งก็อาจเป็นเพราะแรงที่เข้ามาเก็งกำไร แต่ในระยะยาว ‘พื้นฐานกิจการ’ จะเป็นตัวกำหนดราคาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นก่อนเคาะซื้อ เราควรกำหนดเป้าหมายไว้ในใจเลยว่า จะซื้อเพื่อเก็งกำไรหรือลงทุน ไม่ใช่ตอนแรกจะเก็งกำไรแต่พอราคาลง ตัดใจขายขาดทุนไม่ลง กลายเป็น VI จำเป็นไปนะจ๊ะ พี่ทุยเป็นห่วงนะ
Comment