วิเคราะห์แนวคิด “การลงทุนแบบ VI” และแนวทางในการเลือกหุ้น

วิเคราะห์แนวคิด “การลงทุนแบบ VI” และแนวทางในการเลือกหุ้น

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • นักลงทุนแถวหน้าของโลกซึ่งประสบความสำเร็จจากการลงทุน โดยวัดจากความมั่งคั่ง ก็ใช้แนวคิดวีไอในการลงทุนอยู่ไม่น้อย ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Warren Buffett ปรมาจารย์ด้านวีไอ และเป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับ 3 ของโลก
  • หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจจากหนังสือ The little book that beats the market ของ Joel Greenblatt เขาได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Magic Formula หรือแนวทางในการเลือกหุ้นเพื่อเข้าลงทุน โดยให้ความสำคัญกับเรื่องของกระแสเงินสด (Free Cash Flow) และความสามารถในการทำกำไร โดยแบ่งขั้นตอนการเลือกหุ้นออกเป็น 7 ข้อหลัก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Value Investing หรือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งมักจะมีคำเรียกติดปากกันสั้น ๆ ว่า ‘วีไอ’ เป็นหนึ่งในแนวคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ในบทความนี้พี่ทุยจะมาบอกถึงการวิเคราะห์แนวคิด “การลงทุนแบบ VI” และแนวทางในการเลือกหุ้นให้เพื่อน ๆ ได้รู้กัน

เมื่อมองอย่างผิวเผินก็คงต้องบอกว่า เป็นเพราะนักลงทุนแถวหน้าของโลกซึ่งประสบความสำเร็จจากการลงทุน โดยวัดจากความมั่งคั่ง ก็ใช้แนวคิดวีไอในการลงทุนอยู่ไม่น้อย ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Warren Buffett ปรมาจารย์ด้านวีไอ และเป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับ 3 ของโลก Charlie Munger คู่หูของ Buffett ซึ่งบริหารบริษัท Berkshire Hathaway มาด้วยกัน หรือจะเป็น Joel GreenBlatt ผู้จัดการกองทุนและอาจารย์สอนที่ Columbia University ผู้ซึ่งสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึงราว 30% เทียบกับ Buffett ที่ประมาณ 24%

อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 4 – 5 ปีมานี้ ดูเหมือนว่าความน่าสนใจของแนวคิดการลงทุนแบบวีไอจะลดลงไปมากพอสมควร ซึ่งนั่นก็น่าจะมาจาก 2 เหตุผลหลัก คือ

1. ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของวีไอ สู้แนวคิดอื่น ๆ อย่าง Momentum หรือ Growth stock ไม่ได้
2. การเลือกหุ้นตามแนวคิดของวีไอ ทำได้ยากมากขึ้น

จากการศึกษาของ NYU’s Stern School of Business and at Calgary’s Hasakayne School of Business แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2009 การลงทุนใน Growth stock ให้ผลตอบแทนดีกว่าแบบวีไอถึง 141% อิงจาก iShares Russell 2000, Value ETF และ iShares Russell 2000 Growth ETF กลับกัน หากเริ่มพิจารณาข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงเดียวกัน โดยย้อนไปเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2000 จะพบว่า “การลงทุนแบบ VI” ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนใน Growth stock ถึง 100% ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ การพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ปี 2000 ผ่านช่วงวิกฤตสำคัญสองครั้ง คือ วิกฤตดอทคอม ระหว่างปี 2000 – 2002 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วงปี 2008 – 2009

โดยปกติแล้วในภาวะวิกฤต ราคาหุ้นส่วนใหญ่ของตลาดจะปรับตัวลดลงอย่างมาก แน่นอนว่าย่อมเป็นโอกาสของนักลงทุนแนววีไอ ซึ่งต้องการเข้าลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันทางเลือกในการลงทุนก็เปิดกว้างขึ้นอย่างมาก แตกต่างจากช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวเป็นขาขึ้น หรืออยู่ในสภาวะปกติ ทำให้นักลงทุนกล้าที่จะให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น และคาดหวังต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างในสถานการณ์ปัจจุบัน ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังวิตกกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ช่วงเวลาเพียงประมาณ 2 เดือนครึ่ง ลดลงมาราว 500 จุด และลดลงจากจุดสูงสุดที่ระดับ 1,800 จุด ถึงประมาณ 40% หุ้นขนาดใหญ่ของไทยมีราคาลดลงมาต่ำสุดในรอบ 5 – 10 ปี อัตราส่วนทางการเงินอย่าง P/E หรือ P/BV ลดต่ำไปเทียบเท่ากับในครั้งวิกฤต 2008 ทำให้แนวคิดการเลือกหุ้นแบบนักลงทุนวีไอ เริ่มจะกลับมาใช้ได้ผลดีอีกครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีตัวเลือกที่มากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจจากหนังสือ The little book that beats the market ของ Joel Greenblatt เขาได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Magic Formula หรือแนวทางในการเลือกหุ้นเพื่อเข้าลงทุน โดยให้ความสำคัญกับเรื่องของกระแสเงินสด (Free Cash Flow) และความสามารถในการทำกำไร โดย

ขั้นตอนในการเลือกหุ้นของ Joel แบ่งได้เป็น 7 ข้อหลัก ๆ ได้แก่

1. เลือกหุ้นที่มีมูลค่าตลาดมากกว่าประมาณ 3,000 ล้านบาท ขึ้นไป
2. คำนวณ Earning Yield ของแต่ละบริษัท ซึ่งหาได้จาก ‘EBIT/มูลค่าของกิจการ’
3. คำนวณ Return on capital ซึ่งหาได้จาก ‘EBIT/(สินทรัพย์ถาวรสุทธิ – เงินทุนหมุนเวียน)
4. จัดลำดับหุ้นทั้งหมดนี้ โดยเรียงจากหุ้นที่มี Earning Yield และ Return on capital สูงที่สุด
5. ทยอยเข้าซื้อหุ้นที่อยู่ใน 20 – 30 อันดับแรก
6. ในแต่ละปีให้ทำการจัดเรียงอันดับของหุ้นใหม่ และปรับพอร์ตโดยขายหุ้นที่หลุดจาก 20 – 30 อันดับแรกออกไป และเข้าซื้อหุ้นที่ติดอันดับเข้ามาใหม่แทน
7. ทำตามแนวทางนี้อย่างน้อย 5 หรือ 10 ปีต่อเนื่อง

ในยามที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงเช่นนี้ มูลค่าของกิจการย่อมลดลงตามมาด้วย ในขณะเดียวกันหาก EBIT ของบริษัทลดลงในอัตราที่ต่ำกว่า หรือมีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้แล้ว นั่นหมายความว่าเราจะสามารถซื้อหุ้นที่มี Earning Yield สูงขึ้นได้ นอกจากนี้ Joel ยังได้พูดถึงเรื่องของความเสี่ยงในประเด็น Margin of safety ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญอีกส่วนหนึ่งของนักลงทุนวีไอ ในยามที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ได้ประเมินไว้ ยิ่งเราสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าระดับนั้นได้มากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของการลงทุนก็จะยิ่งลดลงตามไปเท่านั้น

การเกิดขึ้นของวิกฤตในตลาดหุ้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แน่นอนว่าในมุมหนึ่งมันคือหายนะสำหรับนักลงทุนที่ไหวตัวไม่ทัน แต่อีกมุมหนึ่งมันก็เป็นโอกาส (ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง) สำหรับนักลงทุนที่เตรียมพร้อมทั้งในเงินทุนและความรู้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply