[บทวิเคราะห์] หุ้นโรงพยาบาลไทยไตรมาสแรก 2565 ผลประกอบการเป็นยังไงบ้าง ?

[บทวิเคราะห์] หุ้นโรงพยาบาลไทยไตรมาสแรก 2565 ผลประกอบการเป็นยังไงบ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ไตรมาสแรก ปี 2565 หุ้นโรงพยาบาลทำกำไรสุทธิเติบโตกันหลัก 100-1,000%  โดยโรงพยาบาลที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 3 อันดับแรกคือกลุ่ม BDMS, BCH และ CHG
  • สาเหตุที่ไตรมาสแรกโรงพยาบาลกำไรพุ่งมาจาก รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการให้บริการผู้ป่วยโควิด-19 และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ทำให้ผู้ป่วยโรคอื่นในไทย รวมทั้งผู้ป่วยจากต่างชาติเริ่มกลับมาใช้บริการมากขึ้น ขณะที่ครึ่งปีหลังกลุ่มโรงพยาบาลน่าจะได้อานิสงส์ไปเต็ม ๆ จากการเปิดเมือง

 


รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ตอนนี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2565 หรือเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 ออกมากันต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการประกาศผลประกอบการออกมาครบแล้วทั้งกลุ่มก็คือกลุ่ม “หุ้นโรงพยาบาล”

วันนี้พี่ทุยก็เลยอยากชวนทุกคนมาอัปเดตผลประกอบการกลุ่มนี้กันว่า ในไตรมาสแรก เป็นยังไงกันบ้าง

หลังจากดูผลการดำเนินงานแล้ว หลายคนอาจจะตะลึงกับกำไรที่พร้อมใจกันโตหลัก 100% ไปจนถึงหลัก 1,000% หรือบางแห่งขาดทุนสุทธิในช่วงไตรมาสแรกปี  2564 ก็พลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิที่เติบโตเอามาก ๆ ในไตรมาสแรกปี 2565

ถ้าจะดูไล่อันดับกำไรสุทธิ ว่า บริษัทไหนโกยกำไรสุทธิไปมากที่สุด ก็ต้องยกให้ 3 รายนี้ ได้แก่ อันดับ 1 BDMS ที่ฟันกำไรไป 3,443.03 ล้านบาท ตามด้วย อันดับ 2 BCH บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิ 2,028.33 ล้านบาท และอันดับ 3 CHG บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) กำไรสุทธิ 1,356.40 ล้านบาท

พอไปดูไส้ในจะพบว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีคำอธิบายคล้าย ๆ กัน ดังนี้

ปัจจัยที่ทำให้ “หุ้นโรงพยาบาล” กำไรเติบโตดีในไตรมาสแรกปี 2565

1. โรงพยาบาลต่าง ๆ มีรายได้เติบโตดี จากการใช้บริการของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

2. โรงพยาบาลบางแห่งมีรายได้จากการจำหน่ายวัคซีนทางเลือก และการให้บริการฉีดวัคซีนกับประชาชน

3. ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด-19 ผู้ป่วยปกติในประเทศ ทยอยกลับมาใช้บริการ

4. ผู้ป่วยต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาใช้บริการ ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย

5. มีการขยายบริการทางการแพทย์ดิจิทัล เช่น Tele-medicine ให้บริการผ่านระบบแพทย์ทางไกล หรือบริการถึงบ้าน

พี่ทุยย้อนไปดูบทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล พบว่า SCBS ประเมินไว้ว่า ในปี 2565 ความต้องการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิด-19 จะดีขึ้น สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และความสามารถในการให้บริการที่น่าจะมีมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ต้องสำรองไว้สำหรับการรักษาโรคโควิด-19

ขณะที่บริการผู้ป่วยต่างชาติจะดีขึ้นเช่นกัน โดยผู้ป่วยต่างชาติที่ต้องการเข้ารับการรักษาในไทย ส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลางและประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่มีความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่ค้างมาจากช่วงก่อน (Pen-Up Demand) รออยู่ด้วย

ในบทวิเคราะห์ประเมินว่า จำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติน่าจะเพิ่มขึ้นชัดเจนช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ไปแล้ว เพราะเดินทางมาได้สะดวกมากขึ้น หลังการเปิดประเทศ

นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจการแพทย์ของไทย ยังมีธุรกิจใหม่เกี่ยวกับบริการการแพทย์ในรูปแบบดิจิทัล ถึงแม้สัดส่วนรายได้ที่มาจากตรงนี้จะยังน้อย แต่ก็มีโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการรูปแบบนี้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและรองรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาวได้ 

จะเห็นได้ว่า กลุ่มโรงพยาบาลเป็นหุ้นอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนอกจากได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองไปเต็ม ๆ แล้ว ตัวโครงสร้างธุรกิจ ก็จะอยู่ในกลุ่มหุ้น Defensive คือ หุ้นที่ค่อนข้างปลอดภัย มีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นทั่วไป เพราะตัวธุรกิจมีความทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ก็ยังไปต่อได้

ดังนั้น ถ้านักลงทุนเห็นภาวะตลาดหุ้นผันผวนในช่วงนี้แล้ว ใจมันหวิว ๆ เพราะขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ อยากหาทางเลือกหุ้นที่มีโอกาสเหาะขึ้นลงน้อยกว่าตลาดหน่อย กลุ่มโรงพยาบาลก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: