ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนเป็น “ทางเลือก” ของคนส่วนใหญ่ ที่มักหลีกเลี่ยงความแออัด ไม่สะดวกสบายจากโรงพยาบาลของรัฐ หรืออยากคุยกับแพทย์ผู้รักษาจนคลายความสงสัย โดยที่ไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากผู้ใช้บริการทั้งคนต่างชาติและคนไทยที่ไปใช้บริการนั้นยอมรับได้ หรือมีองค์กร บริษัทประกัน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ วันนี้พี่ทุยเลยหยิบยกหุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย นั่นก็คือ หุ้น BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) มาสรุปแบบเจาะลึก พร้อมวิเคราะห์ มาให้เพื่อน ๆ นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กัน
หุ้น BDMS คือใคร ?
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น BDMS เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ (Healthcare Services) ในรูปแบบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
BDMS มีเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคทั้งในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา จำนวน 49 โรงพยาบาล จำนวนเตียงทั้งสิ้น 8,577 เตียง ซึ่งให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการบำบัดเพื่อฟื้นฟูหลังการรักษาสำหรับลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันรับรองคุณภาพระดับสากล
ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล
นอกจากธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนแล้ว BDMS ยังมีธุรกิจสนับสนุนด้านการแพทย์ ได้แก่ ธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตยา ธุรกิจผลิตน้ำเกลือ ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ และ BDMS Wellness Clinic เป็นต้น
โครงสร้างรายได้ ปี 2563 ของ “หุ้น BDMS”
ปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมจำนวน 69,057 ล้านบาท ประกอบไปด้วย
-รายได้ค่ารักษาพยาบาล จำนวน 65,166 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 94.37 %
-รายได้จากการจำหน่ายสินค้า จำนวน 2,908 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.21%
-รายได้อื่นจำนวน 983 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.42%
และปี 2563 รายได้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยชาวต่างชาติลดลง 43% จากปี 2562 โดยมีการลดลงหลัก ๆ มาจากผู้ป่วยตะวันออกกลาง ผู้ป่วยชาวพม่า และผู้ป่วยชาวออสเตรเลีย ที่ลดลง ขณะที่รายได้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยชาวไทยก็ลดลง 8% จากปี 2562
ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของผู้ป่วยชาวไทยต่อต่างชาติเปลี่ยนแปลงจากที่ 70:30 ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 79:21 ในปี 2563
อ่านเพิ่ม
ผลการดำเนินงาน ปี 2561-2563 ของ หุ้น BDMS
หากเรามาดูผลการดำเนินงาน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ในปี 2563 จะพบว่า
รายได้จากการดำเนินงานรวม 69,057 ล้านบาท ลดลง 29.8% จากปี 2562 อยู่ที่ 83,774 ล้านบาท
กำไรสุทธิ 7,214 ล้านบาท ลดลง 54% จากปี 2562 อยู่ที่ 15,517 ล้านบาท
จะเห็นว่ารายได้จากการดำเนินงานรวมและกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติตลอดทั้งปี ซึ่งได้รับผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19
จุดแข็งของหุ้น BDMS คือ เครือโรงพยาบาลใหญ่มีความน่าเชื่อถือสูง
1. โรงพยาบาลกรุงเทพ (เครือข่ายโรงพยาบาลของBDMS) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น โรงพยาบาลที่ดีที่สุด ในประเทศไทย ในปี 2563
จากการลงคะแนนของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ผู้ป่วย และผู้รับบริการ ซึ่งพิจารณาจากความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้ป่วย อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตต่ำ การวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว รวมถึงคุณภาพการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง
2. บุคลากรทางการแพทย์มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาของโรค
บุคลากรทางการแพทย์นั้น บริษัทได้ทำการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ จะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการการ บริหารฝ่ายแพทย์และคณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าได้บุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานร่วมกัน
3. เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวาง
บริษัทมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวางที่สุด ซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาล 49 แห่งทั่วประเทศ และ ประเทศกัมพูชา ที่สามารถให้บริการผู้ป่วยในทั้งสิ้น 8,577 เตียง ณ เดือน ส.ค. 2563 นอกจากนี้ บริษัทยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมีแพทย์ที่ปฏิบัติงานในเครือโรงพยาบาลกว่า 12,000 คน และมีพยาบาลที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาประมาณ 9,000 คน
4. มีโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างดี
บริษัทมีโรงพยาบาลหลัก ๆ จำนวน 5 โรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท และ โรงพยาบาลเปาโล
5. มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลากหลาย
โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางระดับบนไปจนถึงรายได้สูง และคนไข้ชาวต่างชาติ ในขณะที่โรงพยาบาลเปาโลและโรงพยาบาลพญาไท มีลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงและคนไข้ในระบบประกันสังคม
6. ดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG
บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 124 บริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงาน โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG)
อัตราส่วนทางการเงินของหุ้น BDMS
จากงบการเงินปี 2563 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยต่างชาติลดลง และผลกระทบทางเศรษฐกิจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ผู้รับบริการของโรงพยาบาลเอกชนอาจเลือกที่จะชะลอหรือลดการใช้บริการของโรงพยาบาลได้ ส่งผลให้ผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงตามผลประกอบการของบริษัทฯ
“กำไรต่อหุ้น (EPS)” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2562 โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.45 บาทต่อหุ้น จากงบปี 2562 อยู่ที่ 0.99 บาทต่อหุ้น
ในช่วงปี 2563 หุ้นหลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นไทยมีลักษณะใกล้เคียงกันคือ “กำไรสุทธิลดลง” แต่ราคาหุ้นไม่ปรับลดลงตาม ทำให้ P/E Ratio เพิ่งสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นว่ากำไรของบริษัทยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต
เปรียบเทียบ P/BV และ P/E ปี 2563 ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
สำหรับ BDMS จากที่ในระยะยาวไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่า “Aging Society” ทำให้เกิดกระแสการรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ BDMS รายได้มีความสม่ำเสมอ ผลประกอบการไม่ผันผวนในสภาวะปกติ พี่ทุยมองว่าเมื่อผลประกอบการในอนาคตออกมากำไรเพิ่มมากขึ้น P/E ของ BDMS ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
D/E Ratio ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จากหนี้สินรวมที่ลดลง 4% จาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 และส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น 5% จาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 ตามปกติแล้วบริษัทที่มี D/E Ratio มีค่าที่ต่ำ แปลว่าบริษัทมีภาระหนี้สินต่ำ คือใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงบริษัทว่ามีความเสี่ยงน้อย
ROA และ ROE ตามหลักการแล้วยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบ ปี 2563 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกำไรสุทธิที่ลดลงนั่นเอง
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ BDMS
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำการให้บริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล ให้บริการทางการแพทย์ที่เป็นเลิศ และได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการ ผ่านการใช้วิทยาการและการบริหารจัดการเครือข่ายธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับประกันคุณภาพการให้บริการและได้รับการยอมรับในฐานะสถานประกอบการที่ดำเนินการอย่างสอดคล้องตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน
BDMS เชื่อว่าการ ดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาลที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จะเป็นการจัดการความเสี่ยง เปิดโอกาสทางธุรกิจ สามารถพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างคุณค่าระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
อนาคตของ BDMS จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. การแข่งขันในอุตสาหกรรมทั้งจากผู้ประกอบการภายในประเทศและต่างประเทศ
มีปัจจัยสนับสนุนจากสภาวการณ์สังคมสูงอายุและความตื่นตัว ด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก การแข่งขันในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดภายในประเทศน่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากจำนวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนที่จะเกิดขึ้นใหม่หลายแห่งในช่วงระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยมีจำนวนคลินิกพิเศษที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลรัฐเพิ่มมากขึ้น และยังมีผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมหลายแห่งได้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพอีกด้วย การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้อาจนำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของบุคคลากรทางการแพทย์ระหว่างโรงพยาบาล และอาจก่อให้การแข่งขันทางด้านราคาในช่วงระยะกลางได้
2. จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เร่งตัวขึ้น
จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในระดับสูงจาก COVID-19 สายพันธ์ใหม่ เป็นปัจจัยหนุนรายได้ให้เติบโต และคาดว่าดีต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 จากแผนเปิดประเทศที่จะทำให้ผู้ป่วยชาวต่างชาติกลับเข้ามารักษา ซึ่งจากฐานปกติของรายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติคิดเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมด ณ สิ้นปี 2562
3. การวางแผนฟื้นฟูธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์ COVID-19
จากการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดบริษัท คาดการณ์ว่าผลประกอบการและผู้รับบริการจะกลับมาสู่ ภาวะปกติภายใน 1.5 ปี หรือหลังจากสามารถผลิตวัคซีนสำเร็จ จึงมีการจัดทำแผนระยะสั้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) การเพิ่มกลุ่มลูกค้าประกัน หรือกลุ่มลูกค้าองค์กรในด้านอาชีวอนามัย (Occupational Medicine) และบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Healthcare) เพื่อรองรับการเป็น Medical Hub รวมถึงการพัฒนาบริการเพื่อใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยที่สุด หรือไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทุกครั้ง
2) กำหนดและจัดลำดับความสำคัญ เรื่องเร่งด่วนที่บริษัทต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูธุรกิจโดยเร็ว เช่น การพัฒนาทักษะของพนักงานเพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้รับบริการ การปรับปรุงกระบวนการบริการให้มีประสิทธิภาพ เน้นความคล่องตัว ลดระยะเวลาของผู้ป่วยในโรงพยาบาล
3) ทำความเข้าใจและวิเคราะห์ ความปกติวิถีใหม่ (New Normal) ของอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนจำเป็นต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) โรงพยาบาลจะนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้รับบริการเพื่อให้ผู้ป่วย ใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยที่สุด ประกอบกับการส่งเสริมบริการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค (Preventive Medicine) เช่น การฉีดวัคซีน การส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะ ได้รับความนิยมมากขึ้น
