สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

สรุป “หุ้น BDMS” เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

5 min read  

ฉบับย่อ

  • BDMS เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ (Healthcare Services) ในรูปแบบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
  • ผลการดำเนินงานสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2563 รายได้จากการดำเนินงานรวม 69,057 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,214 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของจำนวนผู้ป่วย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19
  • สภาวการณ์สังคมสูงอายุและความตื่นตัว ด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดภายในประเทศจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนเป็น “ทางเลือก” ของคนส่วนใหญ่ ที่มักหลีกเลี่ยงความแออัด ไม่สะดวกสบายจากโรงพยาบาลของรัฐ หรืออยากคุยกับแพทย์ผู้รักษาจนคลายความสงสัย โดยที่ไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากผู้ใช้บริการทั้งคนต่างชาติและคนไทยที่ไปใช้บริการนั้นยอมรับได้  หรือมีองค์กร บริษัทประกัน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ วันนี้พี่ทุยเลยหยิบยกหุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย นั่นก็คือ “หุ้น BDMS” หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) มาสรุปแบบเจาะลึก พร้อมวิเคราะห์ มาให้เพื่อน ๆ นักลงทุนได้เข้าใจง่าย ๆ กัน

“หุ้น BDMS” คือใคร ?

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น BDMS เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ (Healthcare Services) ในรูปแบบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

BDMS มีเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคทั้งในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา จำนวน 49 โรงพยาบาล จำนวนเตียงทั้งสิ้น 8,577 เตียง ซึ่งให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการบำบัดเพื่อฟื้นฟูหลังการรักษาสำหรับลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันรับรองคุณภาพระดับสากล

ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

นอกจากธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนแล้ว BDMS ยังมีธุรกิจสนับสนุนด้านการแพทย์ ได้แก่ ธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตยา ธุรกิจผลิตน้ำเกลือ ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ และ BDMS Wellness Clinic เป็นต้น

โครงสร้างรายได้ ปี 2563 ของ “หุ้น BDMS”

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ปี 2563 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานรวมจำนวน 69,057 ล้านบาท ประกอบไปด้วย

-รายได้ค่ารักษาพยาบาล จำนวน 65,166 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 94.37 %

-รายได้จากการจำหน่ายสินค้า จำนวน 2,908 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.21%

-รายได้อื่นจำนวน 983 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.42%

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

และปี 2563 รายได้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยชาวต่างชาติลดลง 43% จากปี 2562 โดยมีการลดลงหลัก ๆ มาจากผู้ป่วยตะวันออกกลาง ผู้ป่วยชาวพม่า และผู้ป่วยชาวออสเตรเลีย ที่ลดลง ขณะที่รายได้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยชาวไทยก็ลดลง 8% จากปี 2562 

ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของผู้ป่วยชาวไทยต่อต่างชาติเปลี่ยนแปลงจากที่ 70:30 ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 79:21 ในปี 2563

อ่านเพิ่ม

ผลการดำเนินงาน ปี 2561-2563 ของ “หุ้น BDMS”

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

หากเรามาดูผลการดำเนินงาน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ในปี 2563 จะพบว่า 

รายได้จากการดำเนินงานรวม  69,057 ล้านบาท ลดลง 29.8% จากปี 2562 อยู่ที่ 83,774 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 7,214 ล้านบาท ลดลง 54% จากปี 2562 อยู่ที่ 15,517 ล้านบาท

จะเห็นว่ารายได้จากการดำเนินงานรวมและกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติตลอดทั้งปี ซึ่งได้รับผลกระทบเชิงลบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 

จุดแข็งของหุ้น BDMS คือ เครือโรงพยาบาลใหญ่มีความน่าเชื่อถือสูง

1. โรงพยาบาลกรุงเทพ (เครือข่ายโรงพยาบาลของBDMS) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น โรงพยาบาลที่ดีที่สุด ในประเทศไทย ในปี 2563

จากการลงคะแนนของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ผู้ป่วย และผู้รับบริการ ซึ่งพิจารณาจากความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้ป่วย อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตต่ำ การวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว รวมถึงคุณภาพการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง

2. บุคลากรทางการแพทย์มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาของโรค

บุคลากรทางการแพทย์นั้น บริษัทได้ทำการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ จะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการการ บริหารฝ่ายแพทย์และคณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าได้บุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานร่วมกัน

3. เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวาง

บริษัทมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างขวางที่สุด ซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาล 49 แห่งทั่วประเทศ และ ประเทศกัมพูชา ที่สามารถให้บริการผู้ป่วยในทั้งสิ้น 8,577 เตียง ณ เดือน ส.ค. 2563 นอกจากนี้ บริษัทยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม โดยมีแพทย์ที่ปฏิบัติงานในเครือโรงพยาบาลกว่า 12,000 คน และมีพยาบาลที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาประมาณ 9,000 คน

4. มีโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างดี

บริษัทมีโรงพยาบาลหลัก ๆ จำนวน 5 โรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท และ โรงพยาบาลเปาโล

5. มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลากหลาย

โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางระดับบนไปจนถึงรายได้สูง และคนไข้ชาวต่างชาติ ในขณะที่โรงพยาบาลเปาโลและโรงพยาบาลพญาไท มีลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงและคนไข้ในระบบประกันสังคม

6. ดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG

บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 124 บริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงาน โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG)

อัตราส่วนทางการเงินของหุ้น BDMS

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

จากงบการเงินปี 2563 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยต่างชาติลดลง และผลกระทบทางเศรษฐกิจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ผู้รับบริการของโรงพยาบาลเอกชนอาจเลือกที่จะชะลอหรือลดการใช้บริการของโรงพยาบาลได้ ส่งผลให้ผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงตามผลประกอบการของบริษัทฯ

“กำไรต่อหุ้น (EPS)” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2562  โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.45 บาทต่อหุ้น จากงบปี 2562 อยู่ที่ 0.99 บาทต่อหุ้น

ในช่วงปี 2563 หุ้นหลาย ๆ ตัวในตลาดหุ้นไทยมีลักษณะใกล้เคียงกันคือ “กำไรสุทธิลดลง” แต่ราคาหุ้นไม่ปรับลดลงตาม ทำให้ P/E Ratio เพิ่งสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นว่ากำไรของบริษัทยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต 

เปรียบเทียบ P/BV และ P/E ปี 2563 ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

สรุป "หุ้น BDMS" เครือ ร.พ. เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

สำหรับ BDMS จากที่ในระยะยาวไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่า “Aging Society” ทำให้เกิดกระแสการรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ BDMS รายได้มีความสม่ำเสมอ ผลประกอบการไม่ผันผวนในสภาวะปกติ พี่ทุยมองว่าเมื่อผลประกอบการในอนาคตออกมากำไรเพิ่มมากขึ้น P/E ของ BDMS ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

D/E Ratio ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จากหนี้สินรวมที่ลดลง 4% จาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 และส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น 5% จาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 ตามปกติแล้วบริษัทที่มี D/E Ratio มีค่าที่ต่ำ แปลว่าบริษัทมีภาระหนี้สินต่ำ คือใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงบริษัทว่ามีความเสี่ยงน้อย 

ROA และ ROE  ตามหลักการแล้วยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบ ปี 2563 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกำไรสุทธิที่ลดลงนั่นเอง

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ BDMS

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำการให้บริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล ให้บริการทางการแพทย์ที่เป็นเลิศ และได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการ ผ่านการใช้วิทยาการและการบริหารจัดการเครือข่ายธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับประกันคุณภาพการให้บริการและได้รับการยอมรับในฐานะสถานประกอบการที่ดำเนินการอย่างสอดคล้องตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

BDMS เชื่อว่าการ ดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาลที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จะเป็นการจัดการความเสี่ยง เปิดโอกาสทางธุรกิจ สามารถพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างคุณค่าระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

อนาคตของ BDMS จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?

1. การแข่งขันในอุตสาหกรรมทั้งจากผู้ประกอบการภายในประเทศและต่างประเทศ

มีปัจจัยสนับสนุนจากสภาวการณ์สังคมสูงอายุและความตื่นตัว ด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก การแข่งขันในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดภายในประเทศน่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากจำนวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนที่จะเกิดขึ้นใหม่หลายแห่งในช่วงระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยมีจำนวนคลินิกพิเศษที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลรัฐเพิ่มมากขึ้น และยังมีผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมหลายแห่งได้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพอีกด้วย การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้อาจนำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของบุคคลากรทางการแพทย์ระหว่างโรงพยาบาล และอาจก่อให้การแข่งขันทางด้านราคาในช่วงระยะกลางได้

2. จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เร่งตัวขึ้น

จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในระดับสูงจาก COVID-19 สายพันธ์ใหม่ เป็นปัจจัยหนุนรายได้ให้เติบโต และคาดว่าดีต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 จากแผนเปิดประเทศที่จะทำให้ผู้ป่วยชาวต่างชาติกลับเข้ามารักษา ซึ่งจากฐานปกติของรายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติคิดเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมด ณ สิ้นปี 2562

3. การวางแผนฟื้นฟูธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์ COVID-19

จากการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดบริษัท คาดการณ์ว่าผลประกอบการและผู้รับบริการจะกลับมาสู่ ภาวะปกติภายใน 1.5 ปี หรือหลังจากสามารถผลิตวัคซีนสำเร็จ จึงมีการจัดทำแผนระยะสั้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) การเพิ่มกลุ่มลูกค้าประกัน หรือกลุ่มลูกค้าองค์กรในด้านอาชีวอนามัย (Occupational Medicine) และบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Healthcare) เพื่อรองรับการเป็น Medical Hub รวมถึงการพัฒนาบริการเพื่อใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยที่สุด หรือไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทุกครั้ง

2) กำหนดและจัดลำดับความสำคัญ เรื่องเร่งด่วนที่บริษัทต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงเพื่อฟื้นฟูธุรกิจโดยเร็ว เช่น การพัฒนาทักษะของพนักงานเพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้รับบริการ การปรับปรุงกระบวนการบริการให้มีประสิทธิภาพ เน้นความคล่องตัว ลดระยะเวลาของผู้ป่วยในโรงพยาบาล

3) ทำความเข้าใจและวิเคราะห์ ความปกติวิถีใหม่ (New Normal) ของอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนจำเป็นต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) โรงพยาบาลจะนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้รับบริการเพื่อให้ผู้ป่วย ใช้เวลาในโรงพยาบาลน้อยที่สุด ประกอบกับการส่งเสริมบริการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค (Preventive Medicine) เช่น การฉีดวัคซีน การส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะ ได้รับความนิยมมากขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: