ก่อนที่จะพูดถึงเรื่อง “สหรัฐฯ GDP ติดลบ” เรามาทำความรู้จักดัชนี (Index) กันก่อน
ดัชนี (Index) นั้นมีไว้บอกสภาวะภาพรวมของสิ่งชี้วัดนั้น ๆ อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ของไทยก็จะมี SET Index ที่คอยบอกภาพรวมของหุ้นทั้งตลาดว่าเป็นอย่างไร โดยปกติแล้วดัชนี SET Index หรือ ดัชนีที่บอกเฉพาะกลุ่มอย่าง SET50 (ที่วัดเฉพาะหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 50 ตัวแรกของตลาดหลักทรัพย์ไทย) นั้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็จะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเฉพาะหุ้นใหญ่ในไทยเท่านั้น
ดัชนีของสหรัฐอเมริกาเองอย่าง Nasdaq, DJIA, NYSE หรือ S&P500 ก็คงเป็นชื่อที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้ว ทั้งคนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเงิน แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้หรือลืมความหมายว่าแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันอย่างไร
S&P500, DJIA, NYSE และ Nasdaq แตกต่างกันยังไง ?
สหรัฐอเมริกามีตลาดหลักทรัพย์ด้วยกัน 2 แห่ง คือ New York Stock Exchange: NYSE และ Nasdaq โดยดัชนีที่เราคุ้นเคยทั้งหมด (S&P500, DJIA, NYSE และ Nasdaq) จะเป็นการดึงหุ้นในตลาด 2 ตลาดนี้มาคำนวณ ซึ่งแต่ละดัชนีจะดึงหุ้นออกมาแตกต่างกัน ทำให้ดัชนีในแต่ละวันขึ้นลงไม่เท่ากัน
DJIA หรือ Dow Jones
เป็นดัชนีที่วัดหุ้น 30 ตัวที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาจากทุก ๆ หมวดธุรกิจหลัก (Sector) ยกเว้นหมวดสาธารณูปโภค (Utilities) และขนส่ง (Transportation) จากทั้ง NYSE และ Nasdaq ดังนั้น ดัชนี DJIA จะมีไว้ใช้วัดภาพรวมของหุ้นยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะ
Nasdaq Composite Index
เป็นดัชนีที่วัดรวมหุ้นทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ซึ่งมีอยู่รวมกันกว่า 3,500 บริษัท โดยเป็นการวัดที่กว้างกว่า Dow Jones อย่างเห็นได้ชัด แต่บริษัทส่วนใหญ่ใน Nasdaq นั้นมีสัดส่วนน้ำหนักที่เบนไปทางหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่ ดังนั้น ภาพรวมของดัชนี Nasdaq ก็จะค่อนข้างอ่อนไหวไปทางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นพิเศษ
S&P500
จัดทำขึ้นโดยบริษัท Standard & Poor โดยจะเป็นการวัดหุ้น 500 ตัวจากทุก ๆ ภาคธุรกิจทั้ง NYSE และ Nasdaq รวมกัน โดย S&P500 นั้นคิดเป็น 75% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดของสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะเป็นการคัดจากหุ้นใหญ่ 500 ตัว แต่ก็เป็นการคำนวณที่สะท้อนถึงภาพรวมของตลาดทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาได้ดี
NYSE Composite Index
เป็นดัชนีที่รวมหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด New York Stock Exchange: NYSE กว่า 2,400 บริษัท เหมือน Nasdaq Composite Index แต่สิ่งที่ต่างกันคือ NYSE เกิดขึ้นมาก่อนและหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่อยู่มานาน จึงมีมูลค่าตลาดโดยรวมมากกว่าแม้มีจำนวนบริษัทน้อยกว่า และมีความผันผวนที่น้อยกว่าเช่นกัน
ถ้าจะเข้าใจและตีความดัชนี (Index) เราต้องเข้าใจว่าดัชนีที่เรากำลังดูนั้นประกอบด้วยอะไรบ้างก่อนเสมอ
การให้น้ำหนัก (Weight) นั้นมีความสำคัญในการตีความดัชนีนั้น ๆ เพราะดัชนี คือ การนำมูลค่าและราคาของบริษัทหลาย ๆ บริษัทมาคำนวณรวมกัน ดังนั้นการที่เราเข้าใจการให้น้ำหนักจะช่วยให้เราตีความทิศทางของดัชนีได้ดียิ่งขึ้น
พี่ทุยว่าหลาย ๆ คนคงเคยเจอเหตุการณ์ที่ดัชนีรวมตลาดอย่าง SET Index ปรับตัวขึ้น แต่หุ้นที่เราสนใจกลับไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับการที่เราดู Nasdaq Composite Index ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นที่เป็นเทคโนโลยีค่อนข้างมาก ดังนั้นแม้ภาพรวมหุ้นอื่นอาจจะดูไม่ค่อยดีนักแต่หากหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่เติบโตดี Nasdaq Composite Index ก็อาจสะท้อนออกมาเป็นบวกนั่นเอง
ในการคำนวนดัชนี S&P500 นั้นมีบริษัทที่ถูกคำนวณในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสูงถึง 27.47% ซึ่งสูงกว่าเมื่อปี 2015 ถึงเกือบ 7% สะท้อนภาพรวมของ S&P500 ที่ให้น้ำหนักไปให้กลุ่มเทคโนโลยีกว่า 1 ใน 4 เลยทีเดียว และมีแนวโน้มที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่อุตสาหกรรม (Sector) อื่นนั้นก็มีการเติบโตด้วยอัตราที่น้อยกว่าทำให้สัดส่วนของอุตสาหกรรมเหล่านั้นที่มีผลต่อการคำนวณ S&P500 ลดลง ตัวอย่างเช่น Health Care และ Consumer Discretionary ที่มีการเติบโตถึง 120% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
Energy กลับกลายเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่กำลังย่ำแย่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าภาพรวมย้อนหลังไป 5 ปีจะถือว่าเติบโตก็ตามแต่ก็เติบโตได้เพียง 18% เท่านั้น
ทำไมสหรัฐอเมริกา GDP ติดลบแต่ S&P500 ถึงทำ New High
ในช่วงที่ผ่านมา “สหรัฐฯ GDP ติดลบ” จากการประกาศตัวเลขการขยายของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 อยู่ที่ -32.9% โดยสาเหตุหลักคงหนีไม่พ้นผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 แต่สิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับหลาย ๆ คนเลย คือ ดัชนี S&P500 ยังมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำ New High สูงขึ้นไปกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ซะอีก
สิ่งแรกเลยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้ คือ ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีนั้นเติบโตมาก รวมถึงในบางบริษัทก็ได้รับประโยชน์จากโควิด-19 ด้วย และด้วยเหตุที่ S&P500 นั้นมีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Technology ถึง 1 ใน 4 จึงทำให้ดัชนี S&P500 ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ตรงนี้พี่ทุยอยากจะให้เห็นจุดสังเกตอย่างนึง ถ้าเราลองไปดูดัชนี NYSE Composite Index ที่มีบริษัทรุ่นเก๋าอยู่มากมาย จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน NYSE Composite Index มีมูลค่าอยู่ที่ 13,001.99 (ข้อมูลวันที่ 25 สิงหาคม 2563) ซึ่งน้อยกว่าช่วงต้นปีก่อนเหตุการณ์โควิด-19 ที่ทำ New High ไปสูงถึง 14,183.2 (ข้อมูลวันที่ 17 มกราคม 2563) ห่างกันกว่าพันจุดหรือประมาณ 10% เลยทีเดียว
ซึ่งหากเทียบ S&P500 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ปัจจุบัน S&P500 อยู่ที่ 3,443.62 (ข้อมูลวันที่ 25 สิงหาคม 2563) มากกว่าช่วงก่อนโควิด-19 อยุ่ที่ 3,329.62 (ข้อมูลวันที่ 17 มกราคม 2563) หรือประมาณเกือบ 5% เลยทีเดียว
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ภาพรวมของตลาดสหรัฐอเมริกาจะยังดูมีปัญหาและน่ากังวลมาก แต่ตัวเลขดัชนี S&P500 กลับทำ New High ขึ้นทุกวัน เพราะมีบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นคอยช่วยผลักดันตลาดอยู่นั่นเอง
ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจไทยเราในไตรมาสที่ 2 เป็นยังไง ลองเข้าไปอ่านกันได้เลย คลิกที่นี่
Comment