วันนี้พี่ทุยจะบอกว่าในเรื่องการลงทุนอย่างการลงทุนในหุ้นเนี้ย เราก็สามารถ “ทำประกัน” ให้พอร์ตของเราได้นะ แล้วก็ทำได้ไม่ยากเลยด้วย ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “การตัดขาดทุน (Cut loss)” และ “การหยุดขาดทุน (Stop-loss)” ถ้าเรากำหนดเหล่านี้ไว้ สามารถจะช่วยปกป้องเงินต้นให้เราได้อย่างดีมากๆ
ทันตแพทย์สม สุจีรา เขียนในหนังสือ “จิตของนักเล่นหุ้น” ว่า “การตัดขาดทุนก็เหมือนการวิ่งหนีสึนามิเมื่อได้ยินสัญญาณเตือน เราอาจจะต้องวิ่งหนีเก้อสี่รอบถ้าไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าครั้งที่ห้าเกิดสึนามิขึ้นจริงล่ะ ทุกอย่างที่ผ่านมาก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม” นอกจากนี้ทันตแพทย์สม สุจีรายังให้แง่คิดว่า “การตัดขาดทุนก็เหมือนการตัดหางจิ้งจก เมื่อเราตัดไปแล้ว มันก็สามารถงอกออกมาใหม่ได้ตลอดเวลา”
วิลเลี่ยม โอนีล เทรดเดอร์ผู้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 40% ต่อปีได้พูดถึงการตัดขาดทุนในหนังสือ “how to make money in stocks (คัดหุ้นชั้นยอดด้วยระบบชั้นเยี่ยม)” ว่า “คุณกำลังลดความเสี่ยงของคุณให้อยู่ในระดับที่สบายใจกับมัน ถ้าคุณซื้อประกันรถยนต์ปีที่แล้ว แต่ปรากฏว่าทั้งปีไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเลย มันแปลว่าคุณเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์หรือเปล่า แล้วปีนี้คุณจะซื้อประกันแบบเดียวกันอีกมั้ยในปีนี้ แน่นอนว่าคุณจะซื้อ”
แต่การตัดขาดทุนที่ไม่มีเหตุผลรองรับ ใช้แค่อารมณ์ตัดสินล้วน ๆ ก็ทำให้พอร์ตเสียหายได้เหมือนกันนะ จริงหลักการตั้งจุดตัดขาดทุนหรือหยุดขาดทุนก็มีหลักการอยู่เหมือนกันนะ ตามพี่ทุยมาเลยพี่ทุยจะเล่าให้ฟังเอง !!
สำหรับนักลงทุนระยะยาว เน้นลงทุนแบบเน้นคุณค่า
นักลงทุนกลุ่มนี้เลือกลงทุนในกิจการที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จุดที่ควรพิจารณาตัดขาดทุน (cut loss) / การการหยุดขาดทุน (stop loss) หรือจุดที่ขายหุ้นออกจากพอร์ต คือ
- ในเมื่อเราเลือกลงทุนในกิจการที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็อาจจะเลือกขายทำกำไรในกิจการที่ราคาหุ้นเต็มมูลค่าหรือเกินมูลค่าไปมากแล้ว อย่างเช่น หุ้นของกิจการที่มีอัตราส่วนราคาต่อส่วนผู้ถือหุ้น (P/E) มาก และเมื่อดูโครงการในอนาคตก็คาดว่าการเติบโตจะไม่พุ่งพรวดจนทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) สูง และส่งผลให้ P/E ลดลง ถ้าราคาสูงกว่ามูลค่าอย่างนี้จะรออะไรล่ะจ๊ะ ขายทำกำไรเถอะ แต่ถ้าบางคนผสานความรู้ทางด้านเทคนิคอลเข้าไปด้วย อาจจะเลื่อนจุดทำกำไรขึ้นเรื่อยๆ(trailing stop) และได้จุดขายที่ดีขึ้น อันนี้แล้วแต่ถนัดเลยนะ
- ขายเมื่อพื้นฐานของกิจการเปลี่ยน หมายถึงเปลี่ยนอย่างถาวรเลยนะ เช่น เราถือหุ้น AOT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสนามบิน แล้วปรากฏว่า จู่ๆ ทุกคนในโลกก็บินได้ขึ้นมา อย่างนี้ก็ไม่มีคนใช้บริการสนามบินแล้ว ถ้าทาง AOT ไม่ได้ปรับเปลี่ยนกิจการ แบบมีเครื่องบินรุ่นที่สามารถเดินทางได้เร็วกว่าการที่บินเองร้อยเท่า เราก็ควรขายทำกำไรหรือแม้กระทั่งตัดขาดทุน เพราะพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้ว หุ้นกิจการนี้คงไม่ค่อยกำไรเหมือนเดิมแล้ว ท่องไว้นะจ๊ะว่าอย่ารักหุ้นมาก รักไม่ช่วยอะไรเลย ฉันไม่ยอมเปลี่ยน เธอไม่ยอมเปลี่ยน แบบนี้ไม่โออย่างแรงนะ
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น–กลางที่เน้นสร้างกระแสเงินสดและปั้นพอร์ต
นักลงทุนกลุ่มนี้เลือกซื้อตามเทคนิคอลหรือการดูกราฟนั่นเอง ซึ่งถ้าซื้อด้วยเทคนิคอล เราก็ควรจะ Cut Loss หรือ Stop loss ด้วยเทคนิคอลเช่นกัน ไม่ใช่ว่าราคาหุ้นหลุดแนวรับทางเทคนิคอลไปเยอะแล้ว เราก็เอาเหตุผลทางปัจจัยพื้นฐานมารองรับแทน แล้วบอกตัวเองว่า “เราเป็นวีไอ” นะ หลายคนเคยทำใช่มั้ยล่ะ ตาวิเศษเห็นนะ ไม่ใช่ไรหรอกเพราะพี่ทุยก็เคยเป็น (ฮ่า) ส่วนจุดตัดขาดทุนหรือล็อคกำไรที่พี่ทุยขอแนะนำคร่าว ๆ คือ
- เมื่อราคาหุ้นหลุดแนวรับที่สำคัญ นักลงทุนบางคนอาจรอดูราคาปิดก็ได้ว่ากลับมายืนที่แนวรับได้มั้ย เพราะหลายครั้งก็เป็น “การเขย่า” แต่ปิดวันก็มีแรงซื้อดึงกลับมายืนที่แนวรับ แต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าราคาไม่กลับมายืนแนวรับจริงๆ เราก็ควรอวสานโลกสวยและปล่อยมือจากเค้าไป
- เมื่อราคาหลุดเส้น EMA ที่สำคัญ เด็กทุกคนมีผู้ปกครอง หุ้นแต่ละตัวก็จะมีเส้น EMA ที่เค้าเคารพอยู่เหมือนกัน เช่น หุ้นบางตัวเคารพเส้น EMA200 มาก ทุกครั้งที่ราคาลงมาแตะ จะเด้งกลับขึ้นไปทุกครั้ง แต่หากครั้งนี้ไม่เด้ง ก็เป็นสัญญาณไม่ดีแล้ว
- ทะลุแนวต้านไปแล้ว แต่กลับมาและราคาหลุดแนวต้านที่เคยทะลุขึ้นไปได้ แสดงว่าการทะลุผ่านไปในครั้งก่อนนั้น เป็นเพียงแค่การเบรกหลอก (false break)
หลุดเทรนไลน์ อาจจะพิจารณาทำกำไรบางส่วน เพราะการหลุดเทรนไลน์ที่ชันกว่า เป็นแค่การเตือนว่าหุ้นมีโมเมนตัมหรือแรงลดลง แต่ไม่ได้หมายถึงจะเปลี่ยนแนวโน้มไปเลยนะ ไม่ใช่ว่าหลุดเส้นแนวโน้มขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลงเลย
ลองกำหนดจุดในการเข้าซื้อและขายหุ้นกันดูนะจ๊ะ จะช่วยลดปัญหาการขายหมูและติดดอยได้เยอะเลย พี่ทุยว่าจุดขายหุ้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าจุดเข้าซื้อเลย เข้าอย่างราชา เราก็ต้องออกอย่างสง่างามด้วยนะ
Comment