ย้อนรอย Bull market ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

ย้อนรอย Bull market ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

   Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • จุดเริ่มต้นของ Bull Market ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ กินระยะเวลาประมาณ 10 ปี ให้ผลตอบแทนจากจุดต่ำสุด มาจนถึงจุดสูงสุดที่ 2248 จุด เมื่อเดือน ม.ค. 2561 อยู่ที่ 229% คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย (CAGR) 12.91% ต่อปี
  • วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของโลกคือ “วิกฤต Subprime” เมื่อปี 2008 หรือปี 2551 กดดันให้ดัชนี MSCI World Index ร่วงลงมาประมาณ 60% จากจุดสูงสุดที่ 1686 จุด มาแตะจุดต่ำสุดที่ 684 จุด ในช่วงต้นปี 2552

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของโลกคือ “วิกฤต Subprime” เมื่อปี 2008 หรือปี 2551 กดดันให้ดัชนี MSCI World Index ร่วงลงมาประมาณ 60% จากจุดสูงสุดที่ 1686 จุด มาแตะจุดต่ำสุดที่ 684 จุด ในช่วงต้นปี 2552 แต่เพียงไม่นานหลังวิกฤตผ่านพ้นไป ตลาดการเงิน การลงทุนของโลก ก็กลับมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง และยังเป็นตลาดขาขึ้น (Bull Market) ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย

 

ตลาดขาขึ้น หรือตลาดกระทิง (Bull Market)

ก่อนจะลงไปในรายละเอียด ต้องขออธิบายถึงตลาดขาขึ้น หรือตลาดกระทิง (Bull Market) ในที่นี้ว่า มักจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ดัชนีราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกว่า 20% จากจุดต่ำสุดก่อนหน้านั้น และในส่วนของดัชนี MSCI World Index ที่นำมาอ้างอิงในที่นี้ เป็นดัชนีที่ย่อมาจาก “Morgan Stanley Capital International” World Index เป็นตัวชี้วัดที่อ้างอิงถึงตลาดที่พัฒนาแล้วจาก 23 ประเทศ โดยมีตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 53.64% รองลงมาคือ ยุโรป (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) สัดส่วน 14.39%

จุดเริ่มต้นของ Bull Market ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

คือ เดือน มี.ค. 2552 กินระยะเวลาประมาณ 10 ปี ให้ผลตอบแทนจากจุดต่ำสุด มาจนถึงจุดสูงสุดที่ 2248 จุด เมื่อเดือน ม.ค. 2561 อยู่ที่ 229% คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย (CAGR) 12.91% ต่อปี

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุน Bull Market ที่ผ่านมาคือ มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) ซึ่งถูกธนาคารกลางสหรัฐนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต Subprime เป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ และไม่เพียงแต่สหรัฐฯเท่านั้นที่นำนโยบายนี้ออกมาใช้ ยังรวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ในยุโรป อาทิ อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ สวีเดน เป็นต้น

เมื่อปริมาณเงินมหาศาลมากกว่า 12 ล้านล้านเหรียญ ถูกอัดฉีดเข้ามาในระบบ เงินจำนวนหนึ่งจึงไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั่วโลก จนราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะหุ้น ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มดีขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จึงเริ่มลดปริมาณ QE ลงทีละน้อย ตั้งแต่ปี 2556

แต่แล้วดูเหมือนว่ามาตรการ QE อาจจะถูกนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เมื่อ Fed ได้ส่งสัญญาณถึงโอกาสที่จะนำ QE กลับมาใช้ใหม่ พร้อม ๆ กับการกลับมาลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งในรอบ 11 ปี อยู่ในช่วง 2–2.25% ซึ่งการลดดอกเบี้ยนโยบายนี้จะช่วยลดภาระของการพิมพ์เงิน (หาก Fed นำมาตรการ QE กลับมาใช้อีกครั้ง) อย่างไรก็ตาม ประเด็นคำถามที่เกิดขึ้น คือ QE ในยุคใหม่ จะมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับในอดีตหรือไม่ ? เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงอุปสรรคสำคัญอย่างสงครามทางการค้า ซึ่งกระทบโดยตรงต่ออัตราการหมุนของเงินในระบบ (Velocity of Money) ทำให้ปริมาณเงินที่ถูกอัดฉีดเข้ามาในระยะหลังไม่สามารถหมุนเวียนได้คล่องเท่ากับในอดีต

ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวล ประธาน Fed ได้แถลงว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นในครั้งนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการปรับดอกเบี้ยขาลงในระยะยาว และการปรับลดในครั้งนี้ เป็นเพียงการปรับนโยบายช่วงกลางวัฏจักร และเป็นการสนับสนุนและป้องกันเศรษฐกิจสหรัฐ จากการชะลอตัวของและความตรึงเศรษฐกิจโลกเครียดทางการค้า

ขณะที่การตอบรับจากตลาดหุ้นในเชิงลบ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงแรงประมาณ 3% ยิ่งตอกย้ำมุมมองเชิงลบจากทางฝั่งสหรัฐที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ว่า ตลาดหุ้นในขณะนี้กำลังเข้าสู่ตลาดขาลง (Bear Market) แล้ว อิงจากการปรับตัวลดลงของดัชนีมากกว่า 20% จากจุดสูงสุด ในช่วง 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัญญาณที่ว่านี้เกิดขึ้นเมื่อมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ซึ่งดัชนี S&P 500 ลดลงจาก 3,027.98 จุด ไปแตะระดับต่ำสุดที่ 2,346.58 จุด และจากสถิติที่ผ่านมาของตลาดหุ้นสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs และ CNBC พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วเมื่อเกิดภาวะตลาดหมี ราคาจะร่วงลงประมาณ 30.4% ในช่วงเวลาประมาณ 13 เดือน และตลาดจะใช้เวลาประมาณ 22 เดือน สำหรับการฟื้นตัว

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าตลาดกระทิงจะจบลงไปแล้วจริง ๆ หรือตลาดหมีกำลังมาเยือนหรือไม่ สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมพร้อมกันไว้คือ แนวทางที่ชัดเจนในการป้องกัน “ความเสี่ยง” เมื่อตลาดกลับเป็นขาลง ขณะเดียวกันก็ควรจะเรียนรู้วิธีในการมองหา “โอกาส” ภายใต้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นด้วย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply