เมื่อปลายปีที่ผ่านมานอกจากข่าวบันเทิงเรื่องมือที่สามของดาราดังและข่าวสงครามการค้าที่ปล่อยออกมาวันเว้นวันแล้ว พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นประเด็นเรื่อง “การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” ของกนง. หรือคณะกรรมการนโยบายทางการเงินอย่างแน่นอน
ถ้ามองกันอย่างผิวเผินการขึ้นดอกเบี้ยต้องเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และกลุ่มธุรกิจเช่าซื้ออย่าง MTC, SAWAD, THANI แน่ๆ งั้นอย่ารอช้า เราควรเคาะขวาเลยดีมั้ย ? ไม่อยากตกรถ เดี๋ยวโดนเพื่อนล้อแล้วอายแย่เลย
ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งกดส่งคำสั่งซื้อออกไป เพราะกลุ่มธนาคารไม่ได้มีเรื่องดีอย่างเดียวเท่านั้น มาเลยเดี๋ยวพี่ทุยจะเล่าให้ได้อ่านกัน..
ทำไมเมื่อดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาขึ้น แล้วอย่าเพิ่งใจร้อนซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร ?
ถ้าขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารต่างๆก็ย่อมจะมีกำไรมากขึ้นน่ะสิ แต่พี่ทุยจะบอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้ธนาคารมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างทันท่วงที เพราะถ้าลองดูจากผลประกอบการในไตรมาส 4 ของปี 2561 จะเห็นได้ชัดเลยว่ากำไรไมได้เพิ่มขึ้นขนาดนั้น
นำโดยธนาคารกสิกร (KBANK) ที่มีส่วนแบ่งการตลาด (MARKET CAPITALIZATION) ใหญ่ที่สุดในบรรดาพี่น้องกลุ่มสถาบันการเงิน ไตรมาสที่ 4 ปี 2561 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,032 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากรายได้รวมทั้งปี 2560
ต่อมาคือ ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับสอง ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 กำไรของ SCB หดตัวลงถึง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสเดียวกัน
ส่วนหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเงินและดอกเบี้ย เช่น หุ้นกลุ่มเช่าซื้ออย่าง THANI, SAWAD, MTC มีตัวเลขกำไรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นพากันซิ่ง ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มหน้าบานไปตามๆกัน
ในเมื่อดอกเบี้ยขึ้น แล้วทำไมหุ้นกลุ่มธนาคารไม่บินตามล่ะ ?
หลังจากเรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียม (Fee) ในการทำธุรกรรมต่างๆทางออนไลน์เมื่อตอนต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารดิ่งลงเหวจนแทบดึงเบรคไม่อยู่ ก็มีหลายเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มนี้อีก เรียกว่า “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” เลยนะเนี่ย
เหตุผลข้อแรก คือ ดอกเบี้ยมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่และอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว
พี่ทุยขอสรุปง่ายๆ ว่า ดอกเบี้ยแบบลอยตัวจะเปลี่ยนแปลงไปตามดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอย่างในตอนนี้ อัตราดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นด้วย ในขณะที่ดอกเบี้ยคงที่จะคงที่อยู่เหมือนเดิมตามชื่อ ไม่ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นปรับลงมากน้อยแค่ไหน ก็จะอยู่เท่าเดิมไม่สะทกสะท้าน
ปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อกำไรของสถาบันการเงินอยู่ที่ว่า หลายๆแห่งปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ แต่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว
ในช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นอย่างนี้ ก็เท่ากับว่าจะได้กำไรเท่าเดิม เพราะดันไปสัญญาแล้วว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ก็จะคิดดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่กลับต้องจ่ายเงินมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ให้ลอยตัวตามดอกเบี้ยนโยบายนั่นเอง เมื่อรายได้เท่าเพิ่ม รายจ่ายเพิ่ม กำไรก็เลยลดหน่ะสิ
ธนาคารที่ใจดีให้ดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่มีเยอะเสียด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อคนที่อยากกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน คอนโดและรถ พี่ทุยขอชี้เป้าคร่าวๆนะจ๊ะ เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ต่ำที่สุด เฉลี่ย 3 ปีเพียงแค่ 3.04% และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่คิดดอกเบี้ยเพียง 3.15% (แหล่งที่มาของข้อมูลจาก DD Property)
เหตุผลข้อสอง ที่เราควรต้องรู้ ก่อนตัดสินใจเคาะหุ้นกลุ่มนี้คือ มาตรฐานบัญชีใหม่ “IFRS9” จากข้อมูลล่าสุดที่พี่ทุยรู้มา ดูเหมือนว่ามาตรการนี้ถูกเลื่อนการบังคับใช้ไปเป็นต้นปี 2563
จริงๆแล้ว IFRS9 ที่เพิ่มความเข้มงวดในเรื่องของการกำหนดการรับรู้การด้อยค่านี้มีผลต่อทุกธุรกิจทุกประเภทนั่นแหละ เพราะทุกธุรกิจล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินเป็นสายป่าน แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงินโดยตรง เช่น ธนาคารพาณิชย์และเช่าซื้อ(Leasing) จะได้รับผลกระทบมากกว่าเพื่อนหน่อย เช่น ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น เพราะมาตรการ IFRS9 ที่เข้มงวดนี้ ทำให้ธุรกิจต่างๆต้องมีการตั้งสำรองเผื่อหนี้ที่สงสัยจะสูญ หรือที่เรียกกันว่า “NPL (Non-Performing Loan)” มากขึ้น
เอาง่ายๆว่ามาตรฐานการทำบัญชีใหม่นี้จะทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น กำไรก็เลยหดอย่างที่เห็น
การเพิ่มสัดส่วนหนี้สงสัยจะสูญ (NPL) เริ่มทำพิษกับธนาคารหลายแห่งแล้ว เช่น พี่ใหญ่ KBANK ที่ได้มีการปรับหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือเรียกรวมๆว่า Coverage Ratio ขึ้นจาก 148.45% เป็น 160.60% และพี่รองอย่าง SCB ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะได้ปรับอัตรา Coverage Ratio ที่พูดถึง จาก 143% เป็น 147% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กำไรหดตัวอย่างที่เห็น
จริงๆต้องบอกว่าหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นอะไรที่วิเคราะห์ยากพอสมควรเลย พี่ทุยเลยไม่ค่อยแนะนำให้มือใหม่กระโดดเข้ามาเลือกหุ้นกลุ่มธนาคารเข้าพอร์ตลงทุนกันสักเท่าไหร่เพราะปัจจัยที่กระทบกับตัวหุ้นมันเยอะมาก จนบางทีวิเคราะห์ไม่ถูก ตามข่าวไม่ทันก็ดอยกันง่ายๆ
เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเงินเข้าพอร์ต อย่าเพิ่งผลีผลาม หน้ามืดตามัวเพราะคิดว่า ดอกเบี้ยขึ้น ธนาคารต้องได้รับประโยชน์ พี่ทุยอยากแนะนำให้ศึกษานิสัยใจคอกันให้ดีๆก่อน เช่น มีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากแบบไหน มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมากน้อยแค่ไหน จะได้ไม่ต้องอกหักเพราะรักคนผิดนะ (ฮ่า)
Comment