ย้อนอดีตซื้อ "หุ้น" ในช่วงเศรษฐกิจขาลง อนาคตจะรวยขึ้นแค่ไหน ?

ย้อนอดีตซื้อ “หุ้น” ในช่วงเศรษฐกิจขาลง อนาคตจะรวยขึ้นแค่ไหน ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • การลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผลตอบแทนที่น่าสนใจ
  • มีหุ้นบางตัวที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จัก ให้ผลตอบแทนมากกว่า 40 เท่าในช่วงที่ผ่านมา หุ้นตัวนั้นก็คือ AOT และหุ้นขนาดใหญ่หลาย ๆ ตัวที่เป็นที่รู้จักก็ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเช่นกันทั้ง PTT, BBL, SCC และ BDMS เป็นต้น
  • วิกฤตไม่ใช่เรื่องใหม่และในวิกฤตนั้นมีโอกาสอยู่เสมอ ซึ่งเราจะมีวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับเราและต้องทำตามระบบอย่างมีวินัย
  • สำหรับคนที่ไม่มีเวลา คัดเลือกหุ้นไม่เป็น อาจจะลองหาข้อมูลกองทุนรวมดัชนี (Passive Fund) เพิ่มเติมถือเป็นการลงทุนที่ดีและง่ายที่สุดตัวนึง

หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน หนังสือ "การเงิน 101" พื้นฐานเรื่องการเงินที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอน

เหตุผลหนึ่งที่เมื่อนึกถึงการลงทุน ยังไง “หุ้น” ก็ออกมาเป็นหนึ่งทางเลือกแน่นอน ก็เพราะว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นถือว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างเงินฝากหรือตราสารหนี้

มีคนถามหลังไมค์พี่ทุยมาเยอะมากช่วงนี้ว่าเกิด “วิกฤต” แบบนี้จะทำอย่างไรดี หุ้นจะลงอีกมั้ย หรือช่วงนี้ควรซื้อหุ้นไหมนะ ? ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ PODCAST ที่พี่ทุยเล่าถึงวิกฤตหรือเปล่า ฮ่า ๆ

พี่ทุยเลยอยากยกตัวอย่างสถิติที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาที่ผ่านมา รู้กันหรือไม่ว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงหลัง “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ถ้าใครลงทุนอยู่ในช่วงนั้นเราจะเห็น SET Index บ้านเราตกลงไปเหลือเพียงแถว ๆ 400 จุด เรียกได้ว่าตกลงไปมากกว่า 50% ในช่วงนั้น เมื่อเทียบกับ SET Index ช่วงสิ้นปี 2019 ก่อนที่จะเกิดวิกฤต Covid-19 ก็ปรับขึ้นมามากกว่า 400% !!

ย้อนอดีตซื้อ "หุ้น" ในช่วงเศรษฐกิจขาลง อนาคตจะรวยขึ้นแค่ไหน ?

แน่นอนว่าถ้าเป็น “หุ้น” ในช่วงนั้นก็ติดลบกันหมดกระดานเช่นกัน แต่พี่ทุยจะบอกว่ามีหุ้นบางตัวที่ปรับขึ้นมาจากวันนั้นมากกว่า 4,000% นั่นก็คือ AOT ถ้าวันนั้นใครตัดสินใจซื้อ AOT สัก 100,000 บาท เงินวันนี้จะเป็น 4,000,000 บาท ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น รวมถึงหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียงก็ปรับขึ้นมากกว่า 100% หลายตัวเหมือนกัน พี่ทุยกำลังจะบอกว่า “การลงทุนในหุ้นมีโอกาสในทุกวิกฤตเสมอ”

ถึงแม้ช่วงนี้ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงจนหลายคนทำอะไรไม่ถูก ถ้านับจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ตอนนี้หุ้นก็ปรับตัวลงมาเกือบ 50% ได้ ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่จะเห็นพอร์ตหุ้นติดลบกันนะ

ก่อนอื่นเลยพี่ทุยขอบอกว่าช่วงนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “สติ” ถ้าใครไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้หาความรู้จนกว่าจะเข้าใจการลงทุนได้เอง การลงทุนที่อันตรายที่สุดก็คือการลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ถ้าเรายังลงทุนตามเพื่อน ไม่สามารถเลือกหุ้นได้เอง แนะนำว่าให้ดูอยู่เฉย ๆ ก่อนดีกว่า ช่วงนี้ตลาดค่อนข้างผันผวน ไม่ต้องคิดเลยว่าเราจะซื้อได้จุดที่ต่ำที่สุด เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าจุดต่ำสุดคือตรงไหน ถ้าใครเคยทำได้ต้องบอกเลยว่าฟลุ๊คเท่านั่นแหละ 

แต่สิ่งที่เราควรจะประเมินได้ก็คือ “หุ้น” ที่เรากำลังจะเข้าซื้อนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ ถ้ามูลค่ามากกว่าราคาก็เข้าซื้อได้ แต่ถ้ามูลค่าน้อยกว่าราคาก็ขายออก …. ง่ายแค่นั้นแหละ พอพี่ทุยตอบแบบนี้หลาย ๆ  คนก็จะถามกลับมาว่าเราจะ “ประเมินมูลค่าหุ้น” ได้อย่างไร พี่ทุยบอกเลยถ้าใครยังประเมินมูลค่าหุ้นไม่ได้อย่าเพิ่งลงทุนในหุ้นเด็ดขาด เพราะสุดท้ายเราจะตอบตัวเองไม่ได้ว่า แล้วเราจะขายเมื่อไหร่อยู่ดี ?

การซื้อหุ้นใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ตอนขายหุ้นเป็นเรื่องที่วัดความสามารถกันว่าเราจะตัดออกจากพอร์ตไปหรือว่าถือต่อไป คำถามนี้สามารถตอบได้ทันทีถ้าหากเราประเมินมูลค่าหุ้นเป็น ถ้าใครยังประเมินไม่เป็นก็อ่านตามหนังสือ ตามเว็บไซต์ที่สอนประเมินมูลค่าหุ้น หรือสอนอ่านงบการเงินแบบฟรี ๆ ก็มีเยอะแยะ เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็เข้าถึงความรู้กันได้ทั้งนั้นถ้าใครขี้เกียจ อยากรวยเร็ว รวยง่าย รวยแรง พี่ทุยแนะนำให้ไปทางอื่นดีกว่า เพราะคนที่อยู่รอดจากตลาดหุ้นได้ ไม่สามารถทำชุ่ย ๆ แบบนั้นได้เลย

หรือถ้าใครเป็นสายเทคนิค หลักการก็ง่าย ๆ แค่ให้ซื้อเมื่อเกิด “สัญญาซื้อ (Buy Signal)” และขายเมื่อเกิด “สัญญาขาย (Sell Signal)” สิ่งที่สำคัญที่สุดของสายเทคนิคก็คือการ Let profit run และ Stop loss ต้องทำตามระบบอย่างมีวินัยถึงจะสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว

ความผิดพลาดของนักลงทุนที่พี่ทุยมักจะเจอก็คือ เวลาซื้อ ซื้อด้วยหลักการนึงแต่เวลาจะขายกลับขายด้วยอีกหลักการนึง จะทำให้เรามีโอกาสติดดอยและขายหมูสูงมาก เช่นตอนซื้อดูกราฟว่ามี “สัญญาซื้อ (Buy Signal)” แต่พอเวลาเกิด “สัญญาขาย (Sell Signal)” กลับไม่ขาย แล้วก็หันกลับมาดูมูลค่าของหุ้น ดูงบการเงินของหุ้นแทนเพราะไม่ยอมตัดขาดทุน (Cut Loss)

หรืออีกกรณีสุดคลาสสิคก็คือดูพื้นฐาน ประเมินมูลค่าอย่างดี แต่พอราคาลงอย่างรวดเร็วกลับตกใจขายเพราะมีข่าวเข้ามากระทบ โดยไม่ได้ประเมินด้วยซ้ำว่ากระทบกับพื้นฐานของหุ้นหรือไม่ โลกนี้มีวิธีการลงทุนหลากหลายรูปแบบมาก เราต้องหาวิธีการที่เหมาะที่สุดสำหรับเราแล้วทำตามระบบอย่างมีวินัยถึงจะสามารถเอาตลาดหุ้นอยู่

หรือถ้าใครคัดเลือกหุ้นยังไม่คล่องเท่าไหร่ พี่ทุยก็แนะนำว่าให้ซื้อพวกกองทุนรวมดัชนี (Passive Fund) ก็ได้เช่นกัน ถ้าเราลองดูผลตอบแทนย้อนหลังของตลาดหุ้นบ้านเรา 10 ปี เราจะเห็นว่าผลตอบแทนสูงถึง 11.35% ต่อปี (ข้อมูลจาก SETTRI ปี 2009 – 2018) เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดหุ้นถึงเป็นที่นิยม ไม่ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่โอกาสในการลงทุนก็มีมาเสมอ หุ้นตกได้ก็ขึ้นได้เช่นกัน

ดังนั้นไม่ต้องกลัวแค่เรามี Mindset การลงทุนที่ถูกต้อง วิกฤตมาแค่ไหนก็เอาตัวรอดได้สบาย ๆ ถ้า “วิกฤต” จะเกิด ก็มองให้เป็นโอกาสอย่าไปกลัวจนไม่กล้าทำอะไร เราต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าอะไรเรียกว่าหุ้นถูก อะไรที่เรียกว่าหุ้นแพง ถ้าคิดจะลงทุนในหุ้นแล้วสามารถเอาตัวรอดได้

การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การลงทุนสั้น ๆ เน้นรวยเร็ว ๆ แบบที่หลาย ๆ คนเข้าใจ ดังนั้นต้องให้เวลาในการลงทุนด้วยเช่นกัน ถ้าหวังรวยเร็ว พี่ทุยเห็นหลาย ๆ ครั้ง เข้ามาก็โดนหุ้นปั่นดึงตัวไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยก็เยอะเหมือนกันนะ

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply

error: