สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

สรุป “หุ้น STGT” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

5 min read  

ฉบับย่อ

  • บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง และถุงมือยางไนไตรล์
  • รายได้มาจาก ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง 35.80% ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง 24.00% และถุงมือยางไนไตรล์ 40.20%
  • ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2563 ถือเป็นปีที่สามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ทั้งในด้านกำไรสุทธิและรายได้รวม โดยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 14,400.90 ล้านบาท เติบโต 2,245.46% (YoY) ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 30,405.10 ล้านบาท เติบโต 153.50% (YoY)
  • ปัจจัยที่ต้องติดตามในอนาคต คือ อุปสงค์และอุปทานของอุตสาหกรรมถุงมือยาง รวมถึงภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

ก่อนที่พี่ทุยจะพามาเจาะลึก “หุ้น STGT” พี่ทุยอยากจะเล่าให้นักลงทุนทุกคนรู้ถึงอุตสาหกรรมนี้กันในเบื้องต้นก่อน

ถุงมือยางถือเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตน้ำยาง ธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้มีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ และมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง โดยไทยเป็นผู้ส่งออก ถุงมือยางอันดับ 2 ของโลกรองจากมาเลเซีย ในขณะที่ตลาดถุงมือยางทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ถุงมือยางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

โดยถุงมือยางถูกนำมาใช้ในด้านการแพทย์ อาหาร และงานอื่น ๆ ที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกวัน วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนมาเจาะลึก “หุ้น STGT” หุ้นถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในไทยกันว่ามีความน่าสนใจในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน

ทำความรู้จักธุรกิจของ STGT

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง และถุงมือยางไนไตรล์

โครงสร้างรายได้ ปี 2563 ของบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

STGT มีรายได้หลักมาจากถุงมือยางที่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก โดยจะแบ่งได้ทั้งหมด 3 ประเภทหลัก คือ

1. ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง – คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 35.80%
2. ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง – คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 24.00%
3. ถุงมือยางไนไตรล์ – คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 40.20% 

ถุงมือยางที่บริษัทฯ ผลิตและจัดจำหน่ายโดยส่วนใหญ่เป็นถุงมือยางที่มีคุณสมบัติสำหรับใช้ใน “ทางการแพทย์” เป็นหลัก โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 โรงงานของบริษัทฯ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 32,619 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งบริษัทฯ ถือเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยและใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว

งบการการเงิน ของ STGT เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งโดยเฉพาะ ปี 2563 ที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการระบาดของโควิด-19

สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

สังเกตได้ว่ารายได้รวมในช่วงปี พ.ศ. 2561-2562 ค่อนข้างคงทรงตัว ส่วนกำไรสุทธิมีความผันผวน จากความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลต่อราคาขายผลิตภัณฑ์ และเงื่อนไขทางการค้าอื่น ๆ ของบริษัทฯ รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ เช่น สภาวะเศรษฐกิจ ผลผลิตยางพาราของกลุ่มประเทศผู้ผลิตหลัก การแทรกแซงของภาครัฐ และปริมาณความต้องการน้ำยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

ปัจจัยต่าง ๆ ที่พี่ทุยบอกมานี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ กระแสเงินสด ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และ โอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ นั่นเอง

ส่วนภาพรวมผลการดำเนินงานปี พ.ศ. 2563 ถือเป็นปีที่สามารถทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ทั้งในด้านกำไรสุทธิและรายได้รวม โดยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 14,400.90 ล้านบาท เติบโต 2,245.46% (YoY) ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 30,405.10 ล้านบาท เติบโต 153.50% (YoY)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิปี 2563 เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดเนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากการระบาดของ “โควิด-19” ที่ทำให้มีความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ

สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

อัตราส่วนทางการเงินของศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) (STGT)

สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

เมื่อเราลองมาดูพื้นฐานของ STGT จากอัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า

1. กำไรต่อหุ้น (EPS), Gross Profit Margin, EBITDA และ Net Profit Margin เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บ่งบอกถึงสินค้าและบริการของบริษัทนั้นว่ามีความสามารถในการทำกำไรที่ดีมาก โดยบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2561-2562

2. D/E Ratio ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ตามปกติแล้วบริษัทที่มี D/E Ratio มีค่าที่ต่ำ แปลว่าบริษัทมีภาระหนี้สินที่ต่ำ คือ ใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงของธุรกิจที่มีน้อย หากในอนาคตบริษัทต้องการขยายกิจการ ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุน ซึ่งอาจจะได้จากการกู้ธนาคารหรือการเพิ่มทุน ก็สามารถที่จะกู้ผ่านได้โดยง่าย

3. ROA และ ROE  เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตามหลักการแล้วยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ่งบอกว่าสามารถนำสินทรัพย์และเงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรสุทธิได้ในระดับที่สูง

4. P/E ของ STGT ในงบปี 2563 เท่ากับ 17.91 เท่า

หากเปรียบเทียบ P/E กับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เป็นผู้นำตลาดหรือมีส่วนแบ่งตลาดอันดับต้น ๆ ของโลก 4 ราย ได้ P/E เฉลี่ยที่ 12.84 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563)

สรุป "หุ้น STGT" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางใหญ่ที่สุดในไทย

โดย P/E ของ STGT อยู่ระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/E ของหุ้นในอุตสาหกรรมถุงมือยางที่เป็นผู้นำตลาดหรือมีส่วนแบ่งตลาดในอันดับต้น ๆ ของโลก 4 ราย บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต

5. อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) มีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บ่งบอกถึงบริษัทมีรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย เนื่องจากบริษัทมีสภาพคล่องที่สูง และยังมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง รวมถึงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ

4 เป้าหมายใหม่ในการทำธุรกิจ ของ STGT

  1. ขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจถุงมือยางในตลาดโลก
  2. มุ่งเน้นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังตลาดใหม่ ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตสูง
  3. เพิ่มสัดส่วนการขายภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น พร้อมกับการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดใหม่
  4. มุ่งสู่การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย (State of the Art Technology) ในกระบวนการผลิตของบริษัทฯ

อนาคตของ STGT จะเป็นอย่างไรต่อไป ?

1. ความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก

การเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก เนื่องจากถุงมือยางเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในทุกขั้นตอนของการให้บริการทางการแพทย์ เช่น การตรวจคัดกรองโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การตรวจในห้องปฏิบัติการ (Lab Test) และขั้นตอนการรักษาโรค รวมไปถึงการให้บริการทางการแพทย์อื่น ๆ

แต่ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา STGT ได้ทำกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ด้วยการเติบโตของธุรกิจถุงมือยางที่สร้างสถิติใหม่ทั้งปริมาณการขาย ราคาขายเฉลี่ย และการทำกำไรที่เติบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจากการเริ่มทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในหลายประเทศในปีนี้ น่าจะส่งผลให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มบรรเทาลง 

ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการใช้ถุงมือยางโลกในปี 2565 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากปี 2563-2564 จึงมีโอกาสที่บริษัทฯ จะเผชิญภาวะกำลังการผลิตถุงมือยางสูงเกินความต้องการก็เป็นไปได้เช่นกัน

2. ภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมถุงมือยางที่ดุเดือดมากขึ้น

จากปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางโลกที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันของอุตสาหกรรมถุงมือยางโลกนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยผู้ประกอบการธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก

รวมถึงการส่งออกถุงมือยางไทยมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป โดยเป็นผลมาจากปริมาณการผลิตถุงมือยางโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก จากการเร่งขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการไทยและมาเลเซียในปัจจุบัน

ประกอบกับภาครัฐ ได้มีการออกนโยบาย ส่งเสริมการผลิตและส่งออกถุงมือยางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อให้การส่งออกถุงมือยางสามารถแข่งขันกับผู้ส่งออกจากประเทศอื่น ๆ ได้

ดูคลิป Youtube เพิ่มเติม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: