ในเวลานี้คงไม่มีใครพลาดข่าวใหญ่ที่ว่า ‘OCEAN’ ประกาศ Turnaround กิจการชื่อใหม่เป็น ‘บริษัท อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ (มหาชน)’ หรือ ‘หุ้น ALPHAX’ กันแล้วล่ะ
ก้าวใหญ่ของ ‘ALPHAX’ ในครั้งนี้เรียกได้ว่าพร้อมเปิดศึกลุยตลาดอสังหาฯ กัญชง-กัญชา และ FinTech อย่างแข็งแกร่งทีเดียว
ที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของหลาย ๆ ธุรกิจ เรามักจะได้ยินข่าวการร่วมทุน หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจกันอยู่เรื่อย ๆ ทั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อเตรียมเดินทางสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
อย่างล่าสุด ‘OCEAN’ ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อัลฟ่า ดิวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALPHAX พร้อมประกาศ Turnaround ด้วยการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหา ฯ กัญชา-กัญชง และ Fin-Tech เพื่อให้สอดคล้องกับโลกอนาคตมากขึ้น
ALPHAX ได้เล็งเห็นโอกาสการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย หลังจากที่ผ่านช่วงโควิดใน 2 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน ALPHAX มีโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ที่กำลังจะทยอยรับรู้รายได้ (Backlog) ตลอด 1-3 ปีต่อจากนี้ โดยมีทั้งบ้านเดี่ยว คอนโด รวมไปจนถึงอาคารสำนักงาน
โครงการอสังหาฯ ของ หุ้น ALPHAX
1. คอนโด IKON SUKHUMVIT 77 มูลค่า 1,215 ล้านบาท
โครงการคอนโดมิเนียมที่มีจุดเด่นที่ทำเลที่ตั้ง และตกแต่งครบแบบครบวงจร มาพร้อมกับสโลแกน “ก้าวเดียวถึงห้างใจกลางอ่อนนุช” โดยโครงการมีประตูเชื่อม กับ ‘People Park Community Mall’ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แถมยังมี Co-Working Space 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้นเพียง 1.99 ล้านบาท คาดว่าจะปิดโครงการได้ภายในปี 2565
2. คอนโด IKON UDOMSUK มูลค่า 585 ล้านบาท
อีกหนึ่งโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ IKON ที่อยู่บนทำเลศักยภาพในราคาที่แข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างชนะขาด เป็นโครงการที่เน้นการดีไซน์ที่แตกต่าง ใช้วัสดุพรีเมี่ยมในราคาที่ดีกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะแบบห้องขายดี คือห้อง Loft ที่ Sold Out ไปเป็นที่เรียบร้อย นับว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก มียอดจองมากกว่า 80% แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์โรคระบาด โดยปัจจุบันมี backlog อยู่ที่ 478 ล้านบาท คาดการณ์รับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2565-2566
3. บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ THE VALOR มูลค่า 480 ล้านบาท
โครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ ย่านรามอินทรา โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัว ด้วยจำนวนเพียง 25 หลังเท่านั้น เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อที่เติบโตได้ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และจะเริ่มโอนในต้นปี 2565
ซึ่งถ้าหากเราลองมองภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา โครงการบ้านเดี่ยวระดับบนได้กลายมาเป็นประเภทอสังหา ฯ ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนเริ่มมองหาบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น
4. คอนโด The 38 Sukhumvit มูลค่าโครงการกว่า 1,050 ล้านบาท
คอนโด The 38 Sukhumvit ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 38 ย่านทองหล่อ ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อเพียง 750 เมตรเท่านั้น จุดเด่นที่เหนือจากคู่แข่งก็คือเป็น โครงการที่มียูนิตน้อยที่สุดในคอนโดละแวกเดียวกัน โดยมีเพียง 95 ยูนิตเท่านั้น ราคาเริ่มต้นต่อตารางเมตรไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งถือว่าทำราคาได้ดีกว่าคู่แข่งทีเดียว เพราะโครงการอื่น ๆ นั้นไม่ว่าจะเป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้วหรือเตรียมเปิดขาย ก็เริ่มต้นที่ราคาสูงกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร
5. โครงการ V TOWER Office Building มูลค่าโครงการ 5,500 ล้านบาท
อีกหนึ่งอาคารสำนักงาน (Office Building) ที่มีจะเริ่มให้ผู้เช่าเข้าอยู่ได้ช่วงปี 2566 ตั้งอยู่ติด BTS พระโขนง โดยมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 12,500 ตร.ม. ซึ่งด้วยทำเลที่โดดเด่น ทำให้อัตราการเช่า (Occupancy Rate) มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่สูง
และอีกหนึ่งธุรกิจที่ทาง ALPHAX เข้าลุยอย่างเต็มตัวก็คือธุรกิจ “กัญชง-กัญชา” ที่เพิ่งเป็นกระแสในประเทศไทยช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการผ่านร่างกฎหมายที่ผ่อนปรนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่ง S-Curve ใหม่ที่น่าจับตามองของประเทศไทยเรา ณ เวลานี้เลย
พี่ทุยได้ยินข่าวดีแว่ว ๆ มาว่า ALPHAX จะเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ได้รับใบอนุญาตสกัดในเร็ว ๆ นี้ด้วยนะ
ทั้งนี้ทาง ALPHAX เตรียมลุยวิจัยสารสกัดจาก ‘กัญชา’ โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือเพื่อนำมา ผลิตยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง โดยร่วมกับ ‘บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพีจำกัด (มหาชน)’ หรือ ‘JP’ ซึ่งเป็นโรงงานที่มีใบอนุญาต GMP PIC/S (ใบอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน) ทำให้ ALPHAX สามารถทั้งผลิตและสกัดกัญชาได้ ซึ่งนับว่าเป็นการขยายโอกาสในเติบโตยิ่งขึ้น เพราะตลาดของสารสกัด THC (Tetrahydrocannabinol) ใหญ่กว่า CBD (Cannabidiol ) อยู่มาก
โดยในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ที่ผ่านมา กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 300 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2565 จะมีการติดตั้งครื่องจักรที่มีกำลังผลิตสูงขึ้นถึง 30,000 กิโลกรัมต่อเดือน และสามารถเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจกัญชง-กัญชา ได้ในปี 2565 เป็นต้นไป เรียกว่าเห็นโอกาสเติบโตกันจะ ๆ
ALPHAX ลุย “ธุรกิจ FinTech”
และนอกจาก “ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” และ “ธุรกิจกัญชง-กัญชา” ALPHAX ยังได้ลุย “ธุรกิจ FinTech” โดยได้เข้าถือบริษัทที่นับว่าเป็น Leasing เบอร์หนึ่งในลาวอย่าง “มะหะทุน (MAHATHUEN)”
“มะหะทุน (MAHATHUEN)” ณ ปัจจุบันเป็นบริษัทของคนไทยที่ทำธุรกิจสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์อันดับที่ 1 ใน สปป. ลาว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อรถมอไซค์มือหนึ่ง มือสอง หรือสินเชื่อรถแลกเงินก็มีให้บริการแบบเต็มวงจร
ด้วยลักษณะประชากรในประเทศลาว ณ เวลานี้ ยังเข้าถึงสินเชื่อได้ต่ำโดยเฉลี่ยแล้วยังไม่ถึง 50% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน รายได้ยังเติบโตได้ มีโอกาสที่จะเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ “มะหะทุน (MAHATHUEN)” จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ในช่วงที่ผ่านมา “มะหะทุน (MAHATHUEN)” มีอัตราการเติบโต (CGAR) เฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี แถมยังรักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 30 – 33% มาโดยตลอด
ซึ่งด้วยฐานลูกค้าที่สะสมมาตลอด 10 ปี “มะหะทุน (MAHATHUEN)” มีแผนที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น เตรียมพร้อมขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ และยังมีการขยายธุรกิจจากสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ไปยังสินเชื่อรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือเกษตร รวมถึงนาโนไฟแนนซ์ในอนาคตอีกด้วย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของ APLHAX ถือว่าเป็นอีกการ Turnaround ที่น่าจับตามองทีเดียว และในแต่ละธุรกิจที่ทาง ALPHAX เข้าลุยนั้นก็อยู่ในเทรนด์ที่น่าจับตามองในอนาคตทั้งสิ้นเลย สำหรับใครอยากที่ลงทุน อยากซื้อหุ้น APLHAX ก็สามารถเข้าไปซื้อตลาดหุ้นได้เลย แต่ยังไงก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนเสมอนะทุกคน
อ่านเพิ่ม
