ไม่แน่ใจว่ากระแสการซื้อรถยนต์มาจากไหนมากมาย คนรอบตัวพี่ทุยมีแต่คนมาชวนคุยเรื่องการซื้อรถยนต์ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่คำถามหลังไมค์ผ่าน Inbox รวมถึงเรื่องการวางแผนการซื้อรถยนต์ว่าจะวางแผนแบบไหน ทำยังไงถึงจะ “คุ้มค่า” มากที่สุด
การซื้อรถยนต์จริงๆก็สามารถมองได้หลากหลายมุมเหมือนกันนะ แต่ประเด็นที่พี่ทุยคิดว่าน่าสนใจ น่าลองคิดดู และจะหยิบมาในบทความนี้ คือ มีงบอยู่ก้อนนึง เราจะเลือกรถญี่ปุ่นหรือจะยอมเพิ่มเงินอีกนิดนึง แล้วได้รถยุโรปรุ่นเริ่มต้นเลยดีกว่า?
จริงๆส่วนตัวพี่ทุยต้องบอกก่อนเลยว่า เรื่องของรถยนต์เป็นเรื่องของความชอบและไม่ชอบของบุคคลซะเยอะนะ ไม่มีคำตอบตายตัวเลยอันนี้ แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนเลย
ส่วนใหญ่ตอนแรกเวลาที่เราเริ่มซื้อรถยนต์กัน ก็มักจะเริ่มจาก A-Segment อย่าง Eco Car เครื่องยนต์ประมาณ 1,200 ซีซี หรือบางคนอาจจะขยับไปเริ่มต้นจาก C-Segment ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1,800 – 2,000 ซีซี เป็นต้น
แต่พอเราเริ่มทำงานหาเงินได้สักระยะ มีเงินเก็บที่มากขึ้น อยากได้รถที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาอีก ก็มักจะมองรถที่ Segment สูงขึ้นอย่าง D-segment ที่มีขนาดเครื่่อง 2,000 – 2,500 ซีซี ถ้าจะยกตัวอย่างรถให้เห็นภาพมากขึ้นก็อย่างเช่น Toyota CAMRY ที่เป็นรถที่มียอดขายสูงที่สุดใน D-Segment ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยในปีล่าสุด 2018 มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 54% เลยทีเดียว
ทีนี้คำถามที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่ทำงานมาได้สักพักเริ่มสร้างฐานะได้ อายุมากขึ้น มีเงินมากขึ้น ก็มักจะใช้รถที่ Segment สูงขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่ก็จะมีจุดตัดสินใจเหมือนกันว่าถ้าเลือกระหว่างการซื้อรถ D-Segment ที่เป็นรถญี่ปุ่นอย่าง Toyota CAMRY กับ C-Segment ที่เป็นรถยุโรป แบบไหนดีกว่ากัน เพราะถ้ามองในเรื่องของราคานั้นมีความแตกต่างกันไม่เท่าไหร่ แต่การเปลี่ยนไปขับรถยุโรปจะดีกว่าหรือเปล่า ทั้งในเรื่องการขับขี่และความปลอดภัยที่รถยุโรปขึ้นชื่อมากกว่า
ตอนแรกพี่ทุยก็มองว่าจ่ายอีกนิดหน่อยไปเอารถยุโรปรุ่นเริ่มต้นเลยดีกว่ามั้ย แต่พอพี่ทุยไปเจอข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็แทบจะต้องเปลี่ยนความคิดนั้นไปเลย ข้อมูลที่พี่ทุยไปเจอมาว่า Toyota CAMRY นั้นน่าสนใจมากกว่า มีดังนี้..
1. ด้านการขับขี่และความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนามากขึ้น
เมื่อก่อนรถญี่ปุ่นดูเป็นรองรถยุโรปอยู่เยอะเหมือนกันในด้านการขับขี่ แต่เดี่ยวนี้ Toyota CAMRY เองก็มีพัฒนาเรื่องการขับขี่ที่เป็นนวัตกรรมโครงสร้างใหม่อย่างระบบ TNGA (Toyota New Global Architecture) ที่มีการออกแบบให้การขับขี่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ช่วงล่างแบบใหม่ รวมถึงมุมมองการขับขี่ที่กว้างมากขึ้น เรียกได้ว่า ช่วงล่างหนึบ เกาะถนน หักหลบหักเลี้ยวได้คม ควบคุมง่ายทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
ไม่ใช่แค่นั้น เพราะ Toyota CAMRY ยังได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด การันตีด้วยรางวัล ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว รวมถึงมีถุงลมนิรภัย 9 ลูก เรื่องความปลอดภัยในการขับขี่หายห่วงได้เลย ปลอดภัยกว่ารถญี่ปุ่นทั่วไป
ถ้าใครคิดว่าโตโยต้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเพียงแค่นี้ คิดใหม่ได้เลย เพราะยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ถือเป็นระบบความปลอดภัยใหม่อย่าง Toyota Safety Sense เป็นการเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้สูงขึ้นอีกขั้น และจุดนี้เองก็ถือว่าเป็นอีกจุดนึงที่ทำให้สมรรถนะของ Toyota CAMRY เทียบเท่ารถยุโรปรุ่นเริ่มต้นได้เลย ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงนับได้ว่าทั้งสมรรถนะและความปลอดภัยของ CAMRY เทียบชั้นได้กับรถยุโรปเลย
ส่วน Feature อื่นๆที่น่าสนใจที่ Toyota CAMRY มีแต่รถยุโรปรุ่นเริ่มต้นไม่มี อย่างเช่น ลมใต้เบาะและพนักพิงช่วยลดความอับชื้นขณะขับขี่ รวมถึงเบาะหลังที่สามารถปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้า Feature เหล่านี้ก็ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นไปอีกขั้น
2. ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา
Toyota มีแพคเกจ Ultimate Ownership Package ขยายการรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปีเป็น 5 ปี แถมฟรีค่าแรงเช็คระยะถึง 5 ปี หรือ 100,000 กม. และสำหรับระบบ Hybrid ก็มีการรับประกันระบบ Hybrid มากถึง 5 ปี และตัวแบตเตอรี่ Hybrid ยาวนานถึง 10 ปี
เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ค่าใช้จ่ายของรถยุโรปนั้นหนักกว่า รวมถึงหลายคนก็เป็นห่วงเรื่องของแบตเตอรี่ Hybrid ทาง Toyota ก็เลยอยากให้ลูกค้าสบายใจและมั่นใจในคุณภาพ
Toyota CAMRY 2.5 HV Premium ซึ่งเป็นตัวท็อป ราคาเต็มอยู่แถว ๆ 1.799 ล้านบาท เปรียบเทียบกับรถยุโรปรุ่นเริ่มต้น ราคาอยู่ที่ประมาณ 2.14 ล้านบาท ถือว่า Toyota CAMRY ถูกกว่าอยู่ระดับนึง แต่แน่นอนว่ารถยนต์เป็นสินค้าที่เราไม่ได้เปลี่ยนบ่อยๆ เราจึงจำเป็นต้องดูแลรักษาให้ดี เราเลยต้องสนใจเรื่องค่าบำรุงรักษาระหว่างการใช้งานด้วย
หลังจากที่พี่ทุยไปหาข้อมูลเรื่องค่าบำรุงรักษาเพิ่มเติมมา โดยเปรียบเทียบแล้วตัว Toyota CAMRY ก็ยังประหยัดมากกว่า รวมถึงค่าบำรุงรักษาเช็คระยะทางทุก ๆ 10,000 กิโลเมตรด้วย
พี่ทุยขอเปรียบเทียบต่อ 100,000 กิโลเมตรแล้วกัน ซึ่ง Toyota CAMRY มีค่าเช็คระยะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ต่อ 100,000 กิโลเมตร เทียบกับรถยุโรปรุ่นเริ่มต้น จะอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท ต่อ 100,000 กิโลเมตร ต้นทุนนี้ยังไม่นับรวมค่าอะไหล่อื่นๆที่อาจจะมีต้องเปลี่ยนระหว่างทาง ซึ่งค่าอะไหล่ก็อย่างที่เรารู้กันว่ารถยุโรปนั้นแพงกว่าอยู่ประมาณนึงอยู่แล้ว
เมื่อลองนับต้นทุนระหว่าง Toyota CAMRY Hybrid และรถยุโรปรุ่นเริ่มต้นแล้ว จะพบว่าถ้าซื้อ Toyota CAMRY Hybrid จะได้ส่วนต่างที่ราคาถูกกว่า 341,000 บาท และเรื่องของค่าบำรุงรักษาก็จะถูกกว่า 170,000 บาท เบ็ดเสร็จรวมแล้วประหยัดไปถึง 511,000 บาทเลยทีเดียว สามารถเอาเงินส่วนนี้ไปซื้อรถ Eco Car ได้เกือบ 1 คันสบายๆเลย..
3. การันตีราคาขายต่อด้วยโปรแกรม GFV
จากที่พี่ทุยรู้มาว่า Toyota CAMRY Hybrid เคยมีราคาขายต่อที่ตกหนักพอๆกับรถยุโรป ซึ่งพี่ทุยอยากจะบอกว่า ตอนนี้เรื่องนี้ก็มีปัญหาน้อยลงแล้ว เพราะทาง Toyota มีโปรแกรม GFV (Guaranteed Future Value) ที่ช่วยการันตีราคาขายต่อให้ % ราคารถ Hybrid เท่ากับ % ราคารถเครื่องยนต์เบนซินด้วย
ส่วนตัวพี่ทุยอยากจะบอกเลยว่า พี่ทุยเป็นคนนึงที่กังวลเรื่องนี้มากที่สุดเลย แต่พอเจอโปรแกรมนี้ไป ก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเยอะเลย !
ถ้ามองในแง่การลงทุนซื้อรถสักคัน พี่ทุยว่ารถญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ก็ดูไม่เลวเหมือนกันนะเมื่อเทียบกับรถยุโรป แถมยังได้รถขนาดใหญ่กว่า นั่งสบายกว่า เมื่อเทียบราคาที่ประหยัดกว่าเล็กน้อยด้วย ลองเอาข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกันดู แล้วลองดูว่าเราเหมาะกับแบบไหนมากกว่ากันก็จัดได้เลย!
สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลของ “Toyota CAMRY” มากขึ้น ก็สามารถเข้ามาดูได้เลยที่นี่ คลิก แล้วมาซื้อขับเป็นเพื่อนกับพี่ทุยกันนะ!
Comment