4 เทคนิคของหัวหน้าที่ต้องการงานจากลูกน้อง

4 เทคนิคของหัวหน้าที่ต้องการงานจากลูกน้อง

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เทคนิคหนึ่งในการบริหารทีมที่ได้ผลดีเสมอมา คือความเข้มงวดอย่างพอเหมาะที่ใช้ออกมาในเวลาที่เหมาะสม สิ่งนี้จะช่วยให้ทุกคนในทีมจริงจังกับงานได้มากขึ้น
  • การให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่าง ๆ จะช่วยให้ชิ้นงานเสร็จลุล่วงได้ด้วยดี โดยมีความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อย เพราะการเก็บรายละเอียดให้เป็นไปตามเป้าหมายคือหัวใจสำคัญของการสร้างงานที่ดี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

สำหรับคนที่อยู่ในบริษัทเดิมมานานอาจจะรู้สึกว่าหัวหน้ามีด้านเฮฮาบ่อยกว่าด้านเข้ม แต่ถ้าถามคำถามนี้กับสมาชิกใหม่ในทีมล่ะก็ คำตอบที่ได้อาจจะต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานที่เด็กใหม่พร้อมใจกันหวั่นเกรงหัวหน้าอยู่เสมอทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วหัวหน้าทีมก็ไม่ใช่คนเคร่งอะไรมากมายนักในสายตาเรา แล้วอะไรคือสาเหตุของเรื่องราวเหล่านั้นล่ะ ? เทคนิคหนึ่งในการบริหารทีมที่ได้ผลดีเสมอมา คือความเข้มงวดอย่างพอเหมาะที่ใช้ออกมาในเวลาที่เหมาะสม สิ่งนี้จะช่วยให้ทุกคนในทีมจริงจังกับงานได้มากขึ้น ทำงานเสร็จเร็วขึ้น หรือแม้แต่เพิ่มโอกาสพบวิธีใหม่ ๆ ในการทำงานให้เสร็จลุล่วงได้ไวกว่าเดิม แต่อะไรบ้างที่เป็น “เทคนิคการทำงาน” สายเข้มล่ะ ? วันนี้พี่ทุยจะพามาลองดูไปพร้อม ๆ กันดีกว่า

1. ตั้งเป้าให้สูง

“เทคนิคการทำงาน” นี้จะช่วยให้ทุกคนในทีมพยายามจนถึงขีดสุดเพื่อบรรลุเป้าในกรณีที่พวกเขายังมีไฟ แต่ถ้าพิจารณาในอีกแง่ การตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไปอาจกลายมาเป็นหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการเบิร์นเอาท์ แล้วเราจะทำอย่างไรให้เป้าหมายกลายเป็นของหวานโดยไม่พาลเป็นยาขมล่ะ ? วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือกำหนดขอบเขตของความผิดพลาดที่ยอมรับได้ ตลอดจนตั้งเป้าให้อิงจากผลงานเก่า ๆ โดยนึกถึงความเป็นไปได้อยู่เสมอ

2. ให้ลองมั่ว ๆ ก่อน แล้วสอนทีหลัง

การปล่อยให้สมาชิกในทีมระดมสมองเพื่อคิดวิธีดำเนินงานเอง จะเป็นการสร้างงานในแบบฉบับที่ไม่ซ้ำใคร โดยอาจจะได้ผลดีหรือผลเสียก็ขึ้นกับปัจจัยทุก ๆ อย่าง แต่ข้อดีที่หวังผลได้คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของทุกคน เนื่องจากการพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้นคือส่วนหนึ่งคือวิธีพัฒนางานที่ดีที่สุด สอดคล้องกับวิธีเลือกแคนดิเดทเข้างานที่ได้ผลดีที่สุดจากงานวิจัย Frank Schmidt และ John Hunter ซึ่งก็คือการปล่อยให้พวกเขาได้ลองทำชิ้นงานที่เขาต้องเจอในอนาคตสักชิ้นระหว่างการสัมภาษณ์ หากใครผ่านปราการด่านนี้มาได้ก็ย่อมมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงาน ข้อเสียของวิธีนี้คือความล่าช้าที่เกิดจากความผิดพลาด ดังนั้นการชี้แนะสม่ำเสมอจึงเป็น “เทคนิคของหัวหน้า” ที่จำเป็นต้องมี

3. รายงานก็ต้องมี แถมจู้จี้ที่หนึ่ง

การให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่าง ๆ จะช่วยให้ชิ้นงานเสร็จลุล่วงได้ด้วยดี โดยมีความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อย เพราะการเก็บรายละเอียดให้เป็นไปตามเป้าหมายคือหัวใจสำคัญของการสร้างงานที่ดี และจะดียิ่งขึ้นหากเราใส่หัวใจลงไปในหน้าที่ผ่านการพัฒนาวิธีดำเนินงานอย่างไม่หยุดหย่อน อย่างไรก็ตาม การตามจิกทุกขั้นตอนนั้นก็ไม่ได้ดีเสมอไปเพราะลูกทีมอาจรู้สึกเคร่งเครียด ยุ่งยากลำบากใจ จนพาลให้เกิดความผิดพลาดขึ้น วิธีป้องกันเรื่องดังกล่าวคือการจู้จี้เฉพาะในสโคปงานเท่านั้น และเผยด้านผ่อนคลายให้ทุกคนเห็นทันทีหลังจบจากเรื่องงาน

4. ดุเก่งแถมบ่นบ่อย

หัวหน้าทีมประเภทนี้อาจเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ร้องยี้เมื่อพบเจอ ซึ่งอาจจะไม่ได้ดีต่อใจเหมือนพี่ใหญ่สายยิ้ม แต่เชื่อไหมว่างานใด ๆ ล้วนเสร็จไวได้ด้วยพลังแห่งการบ่น เนื่องจากการตามงานผ่านการตามจิกนั้นจะช่วยให้บรรยากาศในทีมเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง และเพิ่มศักยภาพในการทำงานภายในเวลาที่จำกัดได้ดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจส่งผลเสียต่อทีมในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการไม่ชอบ (หัว) หน้า หรือการใส่ใจกับคำพูดเชิงลบจนบั่นทอนกำลังใจ จนลืมปัญหาที่แท้จริง ทางแก้คือการชี้นำอย่างเยือกเย็นหลังเผยความดุเพื่อสร้างความสนใจ

“เทคนิคของหัวหน้า” ในการทำงานเหล่านี้จะช่วยให้ทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว โดยใช้ความพยายามและเวลาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการบริหารงานสไตล์ราชสีห์อาจไม่ใช่สิ่งดีสำหรับทุกคนเสมอไป เพราะขีดจำกัดทางด้านจิตใจของพวกเราล้วนแตกต่างกัน หากน้องเล็กในทีมเป็นคนที่มีความเสี่ยงต่อโรคเครียดล่ะก็ การกดดันอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นเราจึงควรมี เลือกวิธีทำงานร่วมกับทุกคนอย่างเหมาะสม เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply