หลายคนคงสงสัยว่า พี่ทุยจะกางแผนที่เส้นทางการเดินเรือมาให้ดูทำไม ?
แน่นอนว่าอย่างที่พี่ทุยบอกไปแล้ว นั่นก็คือคนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถไปเที่ยวกับพี่ทุยใน 1 Day Trip นี้ได้ เพราะพี่ทุยจะพาไปล่องเรือ พาไปกิน เที่ยว ถ่ายรูปสวย ๆ และมีความรู้ดี ๆ มาฝากกันด้วย!
พี่ทุยพามาเริ่มต้นกันที่ท่าเรือตากสินตอน 10.00 น. จากตารางเส้นทางเดินเรือด้านบน เราจะเดินทางกันด้วยเรือธงส้มเพื่อที่จะไปท่าเรือพระราม 7 เพราะจุดหมายปลายทางแรกของเรา ก็คือ EGAT Learning Center, Headquarters หรือศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง ไปหาความรู้กันก่อนตั้งแต่ต้นทริปเลย
แต่เพื่อน ๆ ต้องดูให้ดีดีนะ เพราะเรือก็มีหลายสายเหมือนรถไฟฟ้า ซึ่งสายที่เราจะไปมีค่าโดยสาร 15 บาท/คน ตลอดทั้งสาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะถึงที่หมายของเรา ก็นั่งชมนกชมไม้ไปเรื่อย เพลิน ๆ แปปเดียวก็ถึงแล้ว ยิ่งถ้าวันไหนอากาศดีก็คือหลับบนเรือไปเลย (ฮ่า)
และแล้วพี่ทุยก็มาถึงท่าเรือพระราม 7 ซึ่งพี่ทุยอยากจะบอกว่าอยู่ใกล้กับ EGAT Learning Center ที่เราจะไปมาก และพี่ทุยอยากจะบอกว่าในอนาคตท่าเรือแห่งนี้จะมีความทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตามแนวคิดการประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น Free Wi-Fi จุดบริการชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ป้ายแนะนำเส้นทางการเชื่อมต่อรถโดยสาร ทางลาดคนพิการ และห้องน้ำอัจฉริยะ จากการที่ กฟผ. ทำ MOU กับกรมเจ้าท่านั่นเอง
เมื่อเดินออกจากท่าเรือไปแล้วให้เลี้ยวขวา เดินเลียบข้างถนนไปเรื่อย ๆ 5 นาทีก็ถึงเลย แต่ถ้าใครร้อน เดินไม่ไหวจริง ๆ หน้าท่าเรือก็จะมีพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างแค่ 10 บาทเท่านั้น 1 นาทีถึงเลย (แต่พี่ทุยแนะนำให้เดินไปชิว ๆ กินบรรยากาศไปดีกว่านะ)
พาทัวร์ทั้ง 7 โซนของ EGAT Learning Center
มาถึงเรียบร้อยแล้ว นี่คือหน้าตาของ EGAT Learning Center ยิ่งใหญ่อลังการจริง ๆ บอกแล้วว่าเดินทางง่ายจริง ๆ ไม่ต้องมีรถส่วนตัวก็มาได้แบบสบาย ๆ เลย

ที่นี่เค้าก็มีมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด ทั้งตรวจวัดไข้ มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ แต่เราก็ต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดการรับชมและหาความรู้ใน EGAT Learning Center นะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนรอบข้างด้วย
พอเข้ามาปุ๊บ สิ่งแรกที่พี่ทุยวิ่งเข้าไปทักทายก่อนเลยก็คือ น้อง Power และ Happy ที่เป็นมาสคอตประจำ EGAT Learning Center, Headquarters น้องเค้าไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มายื่นนิ่ง ๆ อย่างเดียวนะ แต่เราสามารถเอามือเราไปแปะที่มือของน้อง Power น้องก็ทักทายเรากลับมาแบบน่ารักฝุด ๆ เห็นละอยากหิ้วกลับบ้านเลย แต่หิ้วกลับบ้านไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหนนะ ใหญ่เกิน (ฮ่า)
ก่อนเข้าสู่ EGAT Learning Center ก็ต้องอย่าลืมลงทะเบียนเพื่อรับ Wristband ที่เป็นเทคโนโลยี RFID (Radio frequency identification) ในการระบุตัวตนสำหรับการท่องเที่ยวภายในศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าใด ๆ ทั้งสิ้น
ตัว RFID นี้แหละ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเที่ยวในศูนย์สนุกมากขึ้นเลย แต่ในช่วงโควิด-19 เค้าก็มีมาตรการความปลอดภัย อาจจะงดแจก RFID นี้ไปก่อนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นนะ
โซนที่ 1 จุดประกาย
โซนนี้จะอยู่โซนแรกเลย จะมีพนักงานที่น่ารักพาเราไปที่หน้าจอสีเหลืองตรงนั้น ซึ่งจะเป็นการใช้ Wristband ที่ได้มา ไปลงทะเบียน กรอกชื่อ กรอกอีเมล ถ่ายภาพ ซึ่งเจ้า RFID ตัวนี้จะเปลี่ยนเราให้เป็นร่าง Avatar เพื่อใช้สะสมคะแนนในการเล่นเกมตามโซนต่าง ๆ
และตอนสุดท้ายก็จะมีการสรุปผลคะแนนออกมา บอกเลยว่าถ้าไปกับเพื่อน ๆ หรือครอบครัว แข่งขันกันสนุกสนานเฮฮาแน่นอน!

โซนที่ 2 จากแสงแรกสู่แสงนิรันดร์
พอผ่านโซนแรกเข้ามาปุ๊บ มาต่อที่โซนสอง คือ โซนที่เราจะได้รับชมประวัติความเป็นมาของโรงไฟฟ้าใน ประเทศไทยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดเมื่อไหร่ แล้วที่ไหนในไทยมีไฟใช้เป็นที่แรก
รวมถึงประโยชน์และปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างสำหรับไฟฟ้าในไทย ซึ่งพี่ทุยชอบมากเลยที่ทำให้เราเห็นภาพกว้างว่า ที่มาที่ไปสำหรับไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นยังไง มีการถ่ายทอดออกมาให้เข้าใจง่ายผ่าน Animation ดูเพลิน ๆ ฟังกันเพลิน ๆ
โซนที่ 3 คืนสู่สมดุล
อันนี้พี่ทุยบอกเลยว่าได้ออกแรงกันเล็กน้อย เพราะเป็นโซนที่แสดงให้เห็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าในอนาคตที่เรียกว่า “เพียโซอิเล็กทริกซิตี้ (Piezoelectricity)” คือ การใช้แผ่นผลิตพลังงานเปลี่ยนจากพลังงานกล อย่างเช่น แรงดัน แรงสั่น หรือแรงกระทำอื่น ๆ มาเป็นพลังงานไฟฟ้าได้
เค้าจะให้เราทั้งตบและเหยียบบนแผ่นเพียโซอิเล็กทริกเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ากันจริง ๆ ย้ำว่าจุดประสงค์เพื่อผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ได้ไปทำร้ายใครนะ (ฮ่า) ก็ออกแรงกันจนไฟของต้นไม้กลางห้องสว่างและเสียงดนตรีดังขึ้น ก็ถือว่าเราผลิตไฟฟ้าสำเร็จ ทั้งหมดก็จะเป็นการจำลองกลไลการทำงานของ “เฟียโซอิเล็กทริกซีตี้ (Piezoelectricity)” บอกเลยว่าได้เหงื่อซึม ๆ เลย
ซึ่งเทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำไปใช้ในหลายประเทศอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ก็มีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการผลิตไฟฟ้ากันแล้ว โดยการนำไปวางบนทางเท้าที่คนเดินกันเยอะ ๆ เพื่อนำพลังงานไปใช้ในการเปิดปิดประตูอัตโนมัติต่าง ๆ ได้นั่นเอง
พอเดินถัดมาอีกห้องนึงที่ยังอยู่ในโซนที่ 3 เหมือนกัน ก็จะเป็นโซนที่แสดงให้เห็นถึงว่า อาคารสีเขียว (Green Buliding) ที่เป็นอาคารแห่งอนาคต คืออะไร ซึ่ง EGAT Learning Center ที่เรากำลังยืนกันอยู่เนี้ย จะเป็นอาคารต้นแบบของอาคารสีเขียว (Green Building) ตามมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ระดับ Platinum ในประเภทการออกแบบและก่อสร้างอาคารใหม่ (LEED New Construction) ของสภาอาคารสีเขียวจากสหรัฐอเมริกา
ใครอยากรู้ว่าอาคาร EGAT Learning Center ทำไมถึงได้รับรองมาตรฐาน พี่ทุยแนะว่าต้องเข้ามาชมกันเองแล้วล่ะ ไม่มาสปอยบอกกันก่อนหรอก
นอกจากนั้นเรายังจะได้ชมแบบจำลองการปลูกต้นไม้ภายในอาคาร เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ทำให้พื้นที่การเกษตรมีแนวโน้มลดลง โดยนิทรรศการเป็นเพียงการจำลองรูปแบบการปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่ในการเจริญเติบโตของต้นไม้ จะต้องประกอบไปด้วยการควบคุมน้ำ สารอาหาร อุณหภูมิ และแสง ที่เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ที่เราปลูกด้วยนะ
นอกจากนี้ยังมีสวนดาดฟ้าซึ่งปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งการปลูกผักทานเองมีส่วนช่วยในการประหยัดพลังงานอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อคนสามารถปลูกผักกินเองได้ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานในการขนส่งต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเปลี่ยนเมืองเป็น Smart City ที่มีการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โซนที่ 4 สายน้ำแห่งความภูมิใจ
โซนนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “น้ำ” ตั้งแต่การดูแลต้นน้ำอย่างป่าต้นน้ำ สายน้ำต่าง ๆ และแสดงให้เราเห็นว่าน้ำส่งผลต่อชีวิตของคนในสังคมอย่างไร แล้วทำไมการดูแลแหล่งน้ำถึงเป็นภารกิจหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวพี่ทุยชอบวิธีการนำเสนอของโซนนี้มาก เป็นการนำเสนอผ่านงานศิลปะฝาผนัง แล้วใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้การนำเสนอสวยงามและน่าสนใจ ช่วยทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
โซนที่ 5 นวัตกรรมเพื่อชีวิต
พี่ทุยว่าโซนนี้น่าจะมีรายละเอียดเชิงความรู้เยอะที่สุดแล้ว เข้าไปปุ๊บเราจะเจอ Timeline ของโลก ประเทศไทย และเรื่องราวการกำเนิดของไฟฟ้าและนวัตกรรมต่าง ๆ เปรียบเทียบกันให้เห็นอย่างชัดเจน ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงแนวโน้มของโลกในอนาคตด้วย

ยังอยู่ในโซนที่ 5 กันเหมือนเดิม เป็นสิ่งที่พี่ทุยชอบมากเลยก็คือ การนำเทคโนโลยี VR เข้ามาจำลองทำให้เราเห็นว่าโรงไฟฟ้าทำงานอย่างไร เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโรงไฟฟ้าจริง ๆ ซึ่งถ้าให้เพื่อนเราถ่ายภาพเราตอนใส่แว่น VR แล้วเล่นอยู่ รับรองได้เลยว่าเอาลง Social เรียกเสียงเฮฮาได้แน่นอน (พี่ทุยลองมาแล้ววววว)

นอกจากนั้นก็ยังมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้ให้ผู้เข้าชมด้วย สามารถเข้าใจถึงวิธีการผลิตและจัดส่งไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ
อันนี้พี่ทุยว่าเจ๋งดีเป็นการจำลองภาพให้เห็นว่าภายในเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า (Generator) ทำงานอย่างไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง
เราสามารถเลื่อนจอ LCD ด้านหน้าไปมา ภาพในจอก็จะสแกนให้เราเห็นภายในแต่ละส่วนของเครื่องผลิคกระแสไฟฟ้า ความรู้แน่น ๆ แต่สามารถเข้าใจได้ง่าย จริง ๆ ในโซนยังมีอะไรให้เล่น แถมได้ความรู้กันอีกเพียบเลย พี่ทุยแนะนำว่าต้องมาเล่นด้วยตัวเอง เพราะพี่ทุยเสียเวลากับโซนนี้มากที่สุดเลย เล่นทุกอัน สนุกทุกชิ้นจริง ๆ คอนเฟิร์มเลยยยยย!
โซนที่ 6 โลกที่ยั่งยืน
โซนนี้จริง ๆ ก็เป็นอีกโซนที่พี่ทุยชอบนะ เพราะ จะเป็นการฉายภาพกว้างให้เราเห็นว่าระบบไฟฟ้าโดยรวมทั้งโลกเป็นยังไงบ้าง แต่ละประเทศมีการบริการจัดการไฟฟ้ากันยังไง
ต้องบอกก่อนว่าอย่างลูกโลกในภาพไม่ใช่ลูกโลกธรรมดา แต่จะเป็นเหมือนลูกแก้วที่แสดงภาพแผนที่โลกออกมา เมื่อเอามือเข้าไปใกล้ ๆ แล้วก็เลื่อนมือเหมือนกับจะหมุนมัน ภาพก็จะหมุนตามมือเราให้เลย บอกเลยว่าไฮโซมาก
แล้วในโซนนี้ก็มีอีกเกมนึงที่มันส์มาก! คือ เกมควบคุมกระแสไฟ หลักการก็คือ เราจะบริหารกระแสไฟฟ้าอย่างไร ให้ไฟฟ้าไม่ดับหรือเกิด Overload ซึ่งเกมนี้เล่นได้พร้อมกัน 4 คน
เกมนี้เค้าจะให้เราควบคุมปริมาณเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจะประกอบด้วยน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานมุนเวียน ซึ่งเชื้อเพลิงที่ผลิตกระแสไฟฟ้าแต่ละตัวก็มีต้นทุนไม่เท่ากัน ใครที่มีต้นทุนที่ต่ำที่สุดและผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะไป
แล้วก็ยังมีเกมบริหารปริมาณไฟฟ้าในอาเซียน ประมาณว่าประเทศไหนมีไฟฟ้าเหลือก็สามารถส่งออกไปยังประเทศที่ขาดแคลนไฟฟ้าได้ ถ้าเราสามารถทำให้ทุกประเทศมีไฟฟ้าใช้ในระดับสีเขียวได้ตลอด คือ ก็จะได้คะแนนเยอะที่สุด แต่เกมนี้พี่ทุยทำให้เขียวทุกประเทศไม่ได้เลยเพราะมีการจับเวลา พี่ทุยคิดไม่ทัน ฮือออออ
โซนที่ 7 แสงนิรันดร์
เมื่อเข้าชมและรับความรู้ครบทั้ง 6 โซน เราก็จะเข้าสู่โซนที่ 7 นั่นคือ การสรุปคะแนนจากที่เราฝ่าฟันเล่นเกมจากโซนต่าง ๆ มา ว่าร่างอวตารของเรานั้นเก่งแค่ไหน ได้กี่ดาวกัน ใครได้ดาวเยอะสุด ก็ถึงเวลาขิงเพื่อนร่วมแกงค์ หรือพี่น้องในครอบครัวกันได้แล้วววว (ฮ่าาาา)
สำหรับที่ EGAT Learning Center, Headquarters ยังมีจุดบริการชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ EV ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เค้ายังบอกด้วยว่าการชาร์จจะเป็นระบบ Quick Charge สามารถชาร์จให้เต็มได้ภายใน 2 ชั่วโมง (จากปกติ 12 ชั่วโมง) เนื่องสายไฟที่เชื่อมต่อเข้าตู้มีขนาดที่ใหญ่กว่าไฟบ้านทั่วไป เรียกว่าเดินชมศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. เสร็จแล้วออกมาไฟรถก็เต็มพอดี
ตอนนี้ยังให้บริการชาร์จฟรีอยู่ ใครมีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ก็แอบเอามาชาร์จได้นะตอนนี้ มีบริการหัวชาร์จของรถยนต์ทุกรุ่นที่มีในไทยเลย อย่างที่บอกว่ามันฟรีอยู่นี่แหละ เอามาชาร์จกันเถอะ ของฟรีพี่ทุยชอบ!
หลังจากที่ได้รับความรู้ไปแบบเต็มอิ่มฟรี ๆ ใช้สมองไปเยอะก็ต้องหิวเป็นธรรมดา พักรบไปทานข้าว ทานของหวาน ที่คาเฟ่ริมแม่น้ำ นั่งชิล ๆ รับลมกันก่อน
การเดินทางไม่ยากเลย แค่เดินมาขึ้นรถสองแถวแบบนี้ที่ฝั่งตรงข้าม EGAT Learning Center ค่าโดยสาร 8 บาท/คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ให้ลงตรงวงเวียนแยกบางกรวย จุดสังเกตง่าย ๆ คือ อยู่ตรงธนาคารกสิกรไทยเลย จากนั้นขึ้นพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าโดยสาร 10 บาท/คน บอกเค้าว่าไปร้าน “อาลมดี คาเฟ่”

มาถึงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับร้าน “อาลมดี คาเฟ่” ลมดีสมชื่อจริง ๆ บรรยากาศจะอยู่ติดริมน้ำเลย เหมาะสำหรับนั่งชิลมาก ๆ ที่พี่ทุยเห็นบางคนมานั่งอ่านหนังสือ บางคนก็มาทานข้าวทานขนม บางคนก็มาถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะมาคนเดียว แต่ด้วยบรรยากาศนั้นดูไม่เหงาเลย พี่ทุยว่าถ้าใครคิดงานไม่ออก ลองมาที่นี่ดูเงียบสงบสุด ๆ คงได้อะไรกลับไปบ้างแน่นอน
เมนูอาหารหรือขนมหวานที่นี่เค้าราคาดีเลย พี่ทุยสั่งมา 2 อย่าง มีขนมปังเนยดาร์คโก ราคาจานละ 30 บาท แล้วก็ชาไทยโบราณ ราคาแก้วละ 45 บาท ร้านนี้แค่ออเดิร์ฟนะอย่าเพิ่งกินอิ่มจนเกินไป พี่ทุยจะพาไปตะลุยต่อ อันนี้แค่พามาเสพย์บรรยากาศเฉย ๆ รวมร้านนี้พี่ทุยใช้เงินไปแค่ 75 บาทเท่านั้นเอง แต่เติมพลังเต็มร้อย!

ไปต่อกันเถอะ นั่งพักมากพอแล้ว พี่ทุยกำลังจะพาไปขึ้นรถสองแถวไปท่าน้ำนนท์ สามารถขึ้นรถฝั่งตรงข้ามกับ “อาลมดี คาเฟ่” ราคา 8 บาท/คน นั่งไปลงสุดสายเลย ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้นเอง

จากนั้นเราต้องนั่งเรือข้ามฝั่งอีก 1 รอบ เพื่อจะข้ามไปเที่ยวตลาดท่าน้ำนนท์ และศาลากลางเก่าเมืองนนทบุรี ค่าโดยสารถูกมาก เพียง 3.50 บาท/คน ที่ถูกก็เพราะ 2 นาทีถึง (ฮ่า)
เมื่อข้ามมาฝั่งตลาดท่าน้ำนนท์แล้ว ก็แวะให้อาหารปลากันหน่อย จะมีซุ้มขายอาหารปลาเป็นแบบในรูปเลย มีทั้งขนมปัง อาหารเม็ด อาหารแห้ง เริ่มต้นที่ถุงละ 20 บาท พี่ทุยบอกเลยว่าให้ขนมปังดีสุด ปลาชอบมาก ขอเตือนนิดนึงน้าใครเที่ยวช่วงนี้พกร่มด้วย พี่ทุยนี่กังวลเหลือเกิน ก็ท้องฟ้าเล่นครึ้มซะขนาดนี้
หลังจากให้อาหารปลาเสร็จ พี่ทุยก็เดินลัดเลาะมานิดนึง ก็ถึง “ศาลากลางหลังเก่าของจังหวัดนนทบุรี” พี่ทุยจะบอกว่าถึงมันจะเก่ามากกกก! แต่มันสวยมากเช่นกัน ถึงจะดูไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าใครที่ชอบถ่ายรูปเหมือนพี่ทุยแล้วล่ะก็ ได้รูปไปอวดเพื่อน ๆ อีก 10 วันแน่นอน มุมถ่ายรูปดี คลาสสิกสุดๆ ถ้าใครแวะมานนทบุรีลองแวะไปถ่ายรูปเล่นดูสักนิด เพราะที่นี่ให้เข้าไปเดินชมได้ฟรี ๆ เลย

พี่ทุยว่าเราเดินเล่นกันพอแล้ว ถึงเวลาตะลุยของกินกันบ้าง ต่อกันที่ตลาดท่าน้ำนนท์เลย ร้านแรกพี่ทุยแอบได้ยินเพื่อนกระซิบมาว่าหมูกรอบเด็ด แต่เค้าชื่อร้าน “ก๋วยจั๊บคุณน้อย” มีขายทั้ง ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ และก๋วยจั๊บ ซึ่งพี่ทุยชอบกินหมูกรอบมากก็ขอจัดมาเลย 2 ขีด ขีดละ 80 บาท ทั้งหมดจานนี้ 160 บาท
คือ ต้องบอกก่อนว่าตลาดท่าน้ำนนท์เนี่ย ของกินมีให้เลือกตลอดแนว 2 ข้างทางของถนน แล้วยังมีเวิ้งที่เป็นตลาด มีหลายร้านรวมกัน พี่ทุยแอบถามคนแถวนั้นมาว่าที่นี่ของกินอะไรเด็ดบ้าง ก็ได้มาตามในรูปเลย “ร้านเจ้ตา หมูสะเต๊ะ” หมูสะเต๊ะ ไม้ละ 3 บาท พี่ทุยจัดมาเลย 30 ไม้ ชุดนี้ราคา 90 บาท ได้รับโปรตีนไปเต็ม ๆ
มาล้างปากกันต่อที่ของหวาน โบราณเค้าบอกไว้ว่า “กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่” ก็ขอจัดไอศกรีมกะทิโบราณอีกสักถ้วย ใส่ท็อปปิ้งได้แบบไม่อั้น ราคาถ้วยละ 39 บาทเท่านั้นเอง
ร้านนี้อยู่ข้างทางยังไม่มีชื่อร้านเพราะพึ่งเปิด อาจจะต้องเดินตามหากันหน่อย
ปิดท้ายด้วยขนมปังสังขยาไส้ทะลัก อบร้อน ๆ เพียบชิ้นละ 20 บาทเท่านั้น บอกเลยว่าตอนนี้พี่ทุยพุงแตกแล้ว
สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับ 1 Day Trip นนทบุรี กิน เที่ยว พร้อมได้ความรู้แบบฟรี ๆ ในงบประหยัดไม่เกิน 500 บาท ถือว่าคุ้มค่าและสนุกมาก ๆ ใครที่ไม่รู้ว่าวันหยุดอยากไปเที่ยวผ่อนคลายที่ไหน ลองไปเที่ยวตามพี่ทุยได้นะ หรืออยากให้พี่ทุยไปเที่ยวที่ไหนในงบประหยัด ก็สามารถ Inbox มาบอกกันได้เลย
สุดท้ายพี่ทุยขอฝากเอาไว้เพิ่มเติมอีกสักหน่อย สำหรับใครที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไฟฟ้าในประเทศไทย เค้าก็มีศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. (EGAT Learning Center) อีก 5 ศูนย์ทั่วประเทศไทยให้ได้เที่ยวกันอีก แต่ละที่เค้าก็มีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันด้วย ใครสนใจก็สามารถไปได้เลยที่
5 ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. (EGAT Learning Center)
1. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา
2. พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติฯ จ.ลำปาง
3. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์
4. ศูนย์การเรียนรู้ราชานุรักษ์ กฟผ. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
5. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ จ.สงขลา

Comment