5 ขั้นตอน ลดภาระผ่อนบ้านด้วยสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์"

5 ขั้นตอน ลดภาระผ่อนบ้านด้วยสินเชื่อ “รีไฟแนนซ์”

 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ถ้าเราพูดถึงเรื่อง “หนี้สิน” เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ใครก็เป็นกัน พี่ทุยมักจะพูดซ้ำเสมอๆ ว่าถ้าจะเป็นหนี้ ให้พยายามเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น เพราะการเป็นหนี้มีต้นทุนเป็นการดึงเงินในอนาคตมาใช้แล้วเราต้องเสียดอกเบี้ยด้วย ซึ่งทำให้รายจ่ายเรามากขึ้น

แต่จริงๆก็มีหนี้สินอยู่ตัวนึงถึงแม้จะไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ก็สามารถนำดอกเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้ และเป็นปัจจัย 4 ที่ใครๆ ก็ขาดไม่ได้ นั่นคือ เรื่องของ “ที่อยู่อาศัย” โดยลักษณะหนี้สินเพื่อที่อยู่อาศัยจะเป็นหนี้สินระยะยาวที่สุดแล้วล่ะ เพราะว่าตัดสินใจทีเดียวเราต้องเป็นหนี้กันยาวๆ 20-30 ปีเลย

หลายๆครั้งก็มีหลังไมค์มาถามพี่ทุยว่าเราจะบริหารจัดการยังไงได้บ้างที่ช่วยทำให้หนี้บ้านหมดเร็ว เพราะรู้สึกเป็นภาระ ถ้าตอบแบบง่ายๆ ก็คือขยันทำงานหาเงินมาโปะให้หมดดีที่สุด (ฮ่า)

แต่จริงๆก็มีวิธีที่สามารถทำให้ “หนี้บ้าน” ไม่เป็นภาระอีกต่อไป นั่นก็คือ “การรีไฟแนนซ์ (Refinance)” เพราะเวลาที่เรากู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่จะมีช่วงโปรโมชั่นที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปี ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก แล้วปีต่อๆ ไปดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 6-7% เป็นต้น ทีนี้พอเวลาผ่านไปจนหมดช่วงโปรโมชั่นแล้ว เราก็หา “แหล่งเงินกู้ใหม่“ ที่ให้โปรฯเราเหมือนเดิม ก็จะเหมือนกับว่าเราได้ดอกเบี้ยโปรโมชั่นที่ 3-4% ตลอดเวลา เท่าที่พี่ทุยลองคำนวณดู คนที่กู้ยาวๆ 30 ปี ก็จะช่วยทำให้เราใช้เวลาผ่อนเหลือแค่ประมาณ 20 ปีได้เลยล่ะ หรือถ้าเราสามารถโปะเงินเข้าไปอีกก็จะยิ่งเร็วขึ้นด้วย

วันนี้พี่ทุยเลยเอาขั้นตอนการรีไฟแนนซ์มาฝากกันว่าถ้าเราอยากรีไฟแนนซ์ต้องทำอย่างไร มีอะไรบ้างที่เราต้องดูและทำอะไรก่อนหลัง

1. ดูว่าเราสามารถ “รีไฟแนนซ์” ได้หรือยัง ?

โดยปกติเวลาที่ไปขอสินเชื่อบ้าน เค้าจะมีกำหนดอยู่ว่าห้ามจ่ายคืนทั้งหมด (หรือรีไฟแนนซ์เนี้ยแหละ) ก่อนกี่ปี ถ้าปิดก่อนจะมีเบี้ยปรับ ทั่วไปก็จะอยู่ที่ 3 ปี แค่เราหยิบสัญญากู้บ้านมาอ่านดูก็จะมีบอกเงื่อนไขอยู่เลย ถ้าถึงช่วงรีไฟแนนซ์ได้แล้วก็จัดการโล้ด

2. สำรวจดูอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารว่าเป็นอย่างไร ?

อันนี้ต้องทำการบ้านสักหน่อยลองไปเปรียบเทียบดอกเบี้ยดูว่าตอนนี้ที่ธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่อย่างไรบ้าง ? มีโปรฯอะไรที่น่าสนใจ ถ้าตอนนี้เท่าที่พี่ทุยดูโปรฯที่น่าสนใจก็เป็นของ LH Bank จากปกติเค้าจะให้โปร 3.45% ตลอด 3 ปี ตอนนี้รู้สึกว่าจะลดเหลือ 3.19% ต่อปี ตลอด 3 ปีแรก เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ยังไงก็ลองเข้าไปดูรายละเอียดหรือถามที่ธนาคารเค้าดู

3. ติดต่อที่ธนาคารใหม่ที่เราต้องการไปรีไฟแนนซ์ด้วย

พอเราเลือกธนาคารที่เราต้องการรีไฟแนนซ์ด้วยได้แล้ว ก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่เค้าเลย จากนั้นก็ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ แต่อย่าลืมถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ต่างๆ ด้วย พวกค่าใช้จ่ายในการจดจำนองใหม่ ค่าประเมินทรัพย์สิน รวมไปถึงค่าประกันต่างๆ ถามให้ละเอียดเพราะว่าเป็นต้นทุนที่เราต้องจ่าย พอถามเสร็จเจ้าหน้าที่เค้าจะให้ตารางดอกเบี้ยและสรุปค่าใช้จ่ายมาว่าเราต้องเสียเท่าไหร่อย่างไรตามเงื่อนไข

4. เปรียบเทียบระหว่างดอกเบี้ยเดิมกับดอกเบี้ยใหม่

หลังจากได้ใบในข้อ 3 มาแล้ว ก็มาเปรียบเทียบกับของเดิมที่เราเสียอยู่ว่าถ้ารีไฟแนนซ์คุ้มมั้ย ? ถ้าเราดูแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวยังไงก็คุ้ม แต่อย่าลืมเอาค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ถามมาด้วย เพราะบางที่การรีไฟแนนซ์ก็ไม่คุ้มเหมือนกันเมื่อรวมค่าใช้จ่ายตรงนี้เข้าไป ระวังรีไฟแนนซ์แล้วเราจะจ่ายแพงกว่าเดิมด้วยนะ

5. ติดต่อที่ธนาคารเดิม

เมื่อเราเทียบแล้วว่าการรีไฟแนนซ์คุ้มกว่าเห็นๆ ก็เดินเข้าไปที่ธนาคารเดิมที่เรากู้ด้วยได้เลย เพื่อแจ้งเรื่องขอปิดบัญชีรีไฟแนนซ์ และขอเอกสารสรุปยอดหนี้ที่เรามีทั้งหมด ไปยื่นเรื่องกับธนาคารใหม่ที่เราเลือกแล้ว โดยขั้นตอนเหมือนกับการขอสินเชื่อบ้าน

เท่านี้เราก็จะได้ประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยที่เราจะจ่าย และอาจจะได้เงินก้อนไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นอื่นๆเพิ่ม สุดท้ายท้ายสุดก็อย่าลืมอ่านสัญญาก่อนเซ็นต์ด้วยทุกครั้งเด้ออออ พี่ทุยเข้าใจว่าเอกสารจะเยอะมากๆ ถ้าเราเซ็นต์โดยที่ไม่อ่าน เวลามีปัญหาไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้เราก็อาจจะเสียอารมณ์ จะไปโวยวายอะไรทีหลังก็ไม่ได้เพราะว่าเราเซ็นต์ไปหมดแล้ว ดังนั้นก็เหนื่อยอ่านหน่อยเพื่อความสบายใจอย่างน้อยๆก็อีก 3 ปีเลยเนอะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial
error: