พี่ทุยคิดว่าเรื่องของการลงทุนโดยส่วนใหญ่แล้วเวลาที่เราจะหาข้อมูลการลงทุน ก็หาข้อมูลจาก “อินเทอร์เน็ต” เนี่ยแหละ ไม่ว่าจะเป็นงบการเงินของบริษัทต่างๆ ข่าวเศรษฐกิจ พี่ทุยว่าตอนนี้มีให้อ่านชนิดที่ว่า อ่านเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่มีการลงทุนอย่างนึงที่ข้อมูลจะน้อยกว่าอย่างอื่นก็คือ “อสังหาริมทรัพย์”
เวลาที่เราจะลงทุน “อสังหาริมทรัพย์” พี่ทุยมักจะแนะนำให้ไปลงดูพื้นที่เอาเองเสมอ เพราะข้อมูลต่างๆ จะได้มาจากการลงดูพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ เพราะข้อจำกัดของอสังหาริมทรัพย์คือเวลาที่ลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือเก็งกำไรสักที่นึง ไม่ค่อยมีข้อมูลให้อ่านสักเท่าไหร่ว่า ห้องตรงนี้ซื้อมาแล้วจะได้กำไรหรือมีคนมาเช่าหรือไม่? แล้วการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทีนึงก็ไม่ได้ใช้เงินน้อยๆ แถมต้องใช้เวลานานเหมือนกันนะกว่าจะถอนเงินลงทุนได้ ดังนั้น การลงไปดูพื้นที่เพื่อให้เห็นภาพจริง ไม่ใช่ดูแค่ใน Google Map จึงเป็นเรื่องที่ควรทำมากๆ
พอเป็นแบบนี้ บางคนก็เลยถามต่อว่าถ้าเราอยากลงทุน “อสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ” บ้าง เราจะทำไม่ได้เลยใช่มั้ย เพราะว่าถ้าจะให้บินไปดูพื้นที่ตัวเองคงไม่คุ้มแน่เลยสำหรับนักลงทุนรายย่อย ถ้าอยากจะไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ต่างประเทศ พี่ทุยว่าเราคงต้องใช้ “การลงทุนทางอ้อม” อย่าง REIT หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วล่ะ
เพราะการลงทุนผ่าน REIT ก็เหมือนกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยเราจะมีผู้จัดการกองทรัสต์ที่คอยบริหารจัดการกองทรัสต์และอสังหาริมทรัพย์ เลยเรียกได้ว่ามีมืออาชีพคอยดูแลการลงทุนให้กับเรา แล้วข้อดีอีกอย่าง ก็คือ เราสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพได้ด้วยเงินหลักหมื่นเท่านั้น ปกติถ้าเราไปลงทุนทางตรงเลย เอาง่ายๆ แค่ไปซื้อคอนโดปล่อยเช่า เราก็ต้องลงทุนอย่างน้อยที่สุดก็คือเงินดาวน์ก็หลายแสนแล้วเหมือนกัน
มาถึงตรงนี้ หลายๆ คนก็อาจจะถามต่อว่า พี่ทุย REIT มีไปลงทุนในต่างประเทศด้วยเหรอ? พี่ทุยบอกได้เลยว่ามี!! REIT ตัวล่าสุดที่กำลังจะออกมาก็คือ ‘SHREIT’ เป็นกองทรัสต์ที่ไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมในต่างประเทศแบบ 100% เลย พี่ทุยว่าก็เหมาะกับคนที่อยากจะกระจายการลงทุนไปที่ต่างประเทศบ้างเหมือนกัน ซึ่งถ้าพี่ทุยจำไม่ผิดน่าจะเป็นกองทรัสต์กองแรกในไทยเลยล่ะที่เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมในต่างประเทศ!!
แล้ว SHREIT เค้าไปลงทุนในอะไรบ้าง ?
เท่าที่พี่ทุยลองไปส่องมา เค้าจะแบ่งการลงทุนออกเป็นทั้งหมด 3 สินทรัพย์ด้วยกัน เป็นกองทรัสต์ที่ใหญ่เหมือนกันนะ
1. โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ประเทศอินโดนีเซีย
เครือโรงแรม Pullman นี่พี่ทุยว่าไม่ต้องสงสัยอะไรมากมาย Pullman ที่จาการ์ต้าระดับ 5 ดาว กับอัตราเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ในปี 2014 – 2016 ที่สูงถึง 82.8% แล้วก็ห่างจากสนามบินแค่ 25 นาที พี่ทุยว่าก็น่าจะเป็นทางเลือกแรกๆ สำหรับนักท่องเที่ยวหรือคนที่มาดูงานที่อินโดนีเซียเหมือนกัน แถมที่นี่ยังมีห้องบอลรูมขนาดใหญ่ สามารถจัดงานรองรับคนได้มากถึง 8,000 คนเลยทีเดียว
2. โรงแรม Capri by Fraser โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
อันนี้จะเป็นโรงแรมนานาชาติ 4 ดาวโรงแรมเดียวในเขต 7 ของโฮจิมินห์ ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาใช้บริการจะเป็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทที่เป็นคู่ค้ากัน นั่นก็เพราะว่าด้วยที่ตั้งของโรงแรมตั้งอยู่ข้างหน้า SECC ซึ่งเป็นศูนย์จัดนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดในโฮจิมินห์ ถ้าใครนึกภาพไม่ออกก็คือคล้ายๆ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี บ้านเรา แล้วรอบๆ ก็มีอาคารสำนักงานใหญ่และห้างสรรพสินค้าอีกด้วย ทำให้มีอัตราการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานสุทธิเฉลี่ย 3 ปี (ปี 2014 – 2016) สูงถึง 28.4% ทีเดียว
3. โรงแรม IBIS Saigon South โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
หนึ่งในโรงแรมเครือ IBIS ที่เมืองโฮจิมินห์เช่นกัน เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวโรงแรมเดียวที่เป็นโรงแรมนานาชาติในเขต 7 ของโฮจิมินห์ ซึ่งอยู่ตรงหน้า SECC เช่นกัน จุดแข็งเรื่องทำเลเลยพอๆ กับ Capri by Fraser เลยทีเดียว ทำให้มีอัตราการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานสุทธิเฉลี่ย 3 ปี (ปี 2014 – 2016) สูงถึง 58.0% ทีเดียว
จากที่พี่ทุยลองรีวิวดูแล้ว ก็เป็น REIT ที่น่าสนใจสำหรับบ้านเราอยู่เหมือนกัน เพราะยังไม่เคยมีใครตั้งกอง REIT สำหรับลงทุนในโรงแรมต่างประเทศจริงจังแบบนี้เลย พี่ทุยว่าก็เป็นอะไรที่ดีเหมือนกันนะ เพราะหลักการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือการกระจายการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์อะไร ก็ควรกระจายการลงทุนไปในหลายๆทางเลือกด้วย แต่ก็อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เราต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะ …