ในสภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ เป็นที่รู้กันดีว่ากำลังฝืดอยู่ การบริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะใน “อสังหาริมทรัพย์” พี่ทุยว่าทุกคนคงได้ยินว่าตลาดอสังหาฯตอนนี้ซัพพลายล้นดีมานด์ไปแล้ว มีหลายบริษัทขายที่อยู่ไม่หมด การแข่งขันแย่งชิงยอดขายของเหล่าดีวีลอปเปอร์ก็ยิ่งสูงขึ้น แล้วทีนี้ดีวีลอปเปอร์จะรับมือยังไง?
ดีวีลอปเปอร์อสังหาฯต่างเริ่มมีการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ โดยการหากลยุทธ์ใหม่ๆทางการตลาดเข้ามาดึงดูดลูกค้า โดยการปรับรูปแบบที่อยู่อาศัยให้มีความทันสมัยเข้ากับสังคมยุคดิจิดอลกันมากขึ้น มีการดึงเทคโนโลยีที่อยู่อาศัยเข้ามาพัฒนาตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตผูกติดกับเทคโนโลยี ทำให้เราเริ่มเห็นเทรนด์ของ “Prop Tech” ผุดขึ้นมาเรื่อยๆตามโครงการใหม่ๆ อย่างของดีวีลอปเปอร์ เช่น แสนสิริ เอพี หรือ ออริจิ้น พรอพเพอร์ตี้ ตัวอย่างของนวัตกรรมที่เราเห็นกันแล้ว เช่น ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมที่อยู่ของตนเองผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ
แต่ถึงยังไงต้นทุนการก่อสร้างก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นๆ แถมนโยบายการจ้างแรงงานต่างด้าวก็ยังเข้มงวดขึ้นอีก เลยเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนในการพัฒนาอสังหาฯในปี 61 เพื่อเป็นการกระจายต้นทุนและลดความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการ ผู้ประกอบการอสังหาฯเลยต่างพากันหันไปพึ่ง “การร่วมทุน” กับดีวีลอปเปอร์ชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ที่ตอนนี้ก็กำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตนอกจากในประเทศของตัวเองเข้ามาร่วมลงทุน นอกจากเงินทุนที่ผู้ประกอบการอสังหาฯจะได้รับจากการร่วมทุนกับต่างชาติแล้ว ยังได้รูปแบบนวัตกรรมที่อยู่อาศัยของผู้ร่วมทุนต่างชาติเข้ามาประยุกต์ใช้ในโครงการของตัวเองอีกด้วย
พี่ทุยว่าการไปร่วมลงทุนกับดีวีลอปเปอร์ชาวต่าวชาติก็มีข้อดีในแง่ที่บริษัทสามารถแชร์ต้นทุนความเสี่ยง และมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีของเค้าอย่างนวัตกรรมที่อยู่อาศัยมาพัฒนาต่อ โดยส่วนตัวพี่ทุยเองก็เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ชอบพวกเทคโนโลยีที่เอามาใช้ในบ้านอยู่แล้ว เช่น การเปิดปิดไฟ ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า ล็อคประตูบ้าน ผ่านแอพฯบนมือถือ ฯลฯ พี่ทุยมองว่า Prop Tech และการสร้างที่อยู่อาศัยพ่วงนวัตกรรมจะเป็นเทรนด์ของธุรกิจในอนาคตที่ผู้บริโภคจะให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน
อ้างอิง: DDproperty