พี่ทุยว่าคนไทยส่วนใหญ่เลยติดกินน้ำหวานกันม๊ากกก ใครทำงานประจำสังเกตได้เลยจะเห็นเพื่อนๆเกินครึ่งต้องมีแก้วน้ำหวานวางบนโต๊ะไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชานม ชาเขียวหรือบางคนหนักหน่อยก็ยาชูกำลังเพราะอาจจะโหมงานโต้รุ่งมาฮ่าๆ
พี่ทุยว่าทุกคนต้องรู้แน่ๆว่าการกินน้ำตาลเยอะๆจะทำลายสุขภาพ แต่ก็ห้ามใจให้กินไม่ได้อยู่ดี ช่วยไม่ได้เน้าะก็มันอร่อยฮ่าๆ ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่เครื่องดื่มที่มีความหวานถึงขายดิบขายดี แล้วก็มีออกมาให้เลือกมากมายหลายชนิด
ทีเนี้ยทางกรมสรรพสามิตก็เลยมีการออกแบบ การจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ “ภาษีค่าความหวาน” ที่จัดเก็บจากระดับความหวานของน้ำตาลในเครื่องดื่มทุกชนิด เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว น้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง อ้างอิงตามหลักการจัดเก็บภาษีสินค้าของกรมสรรพสามิต 3 ประเภท คือ
- สินค้าฟุ่มเฟือย
- สินค้าทำลายสุขภาพ
- สินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม
เครื่องดืมที่มีความหวานเข้าข่ายในสินค้าทำลายสุขภาพ ซึ่งกรมสรรพสามิตจะเสนอ ครม. ให้เก็บภาษีค่าความหวานในเครื่องดื่มที่มีความค่าหวานตั้งแต่ 0.6 มก./ลิตร ขึ้นไป โดยจะเก็บเป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 0.10 -1 บาท ยิ่งหวานมากยิ่งเสียภาษีมาก
โดยกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้จริงในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ 16 กันยายน 2562 เพื่อเว้นระยะเวลาให้บริษัทเครื่องดื่มมีการปรับตัวลดความหวานลง แต่ถ้าหลังจากกฎหมายเริ่มบังคับใช้ไปแล้ว 2 ปี แต่เครื่องดื่มยังไม่มีค่าความหวานที่ลดลง กรมจะพิจารณาเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีค่าความหวานใหม่อีกครั้ง
ตอนที่พี่ทุยเห็นชื่อ “ภาษีค่าความหวาน” ก็เฮ้ยยย…เกร๋อะ เลยมาดูจุดประสงค์ของการเก็บภาษีนี้ก็คืออยากให้ผู้ผลิตลดปริมาณความหวานของเครื่องดื่มลง เพื่อสุขภาพของคนไทย แต่ตรงนี้พี่ทุยว่ารัฐบาลก็ต้องควบคุมไม่ให้กระทบกับราคาสินค้าจนเกินไปด้วย วิธีนี้อาจเป็นวิธีนึงในการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล แต่พี่ทุยละกลัวชาวนาคนผลิตอ้อยออกมาประท้วงกันจังเลย พี่ทุยว่ารัฐบาลต้องจัดการปัญหาให้ดีๆเหมือนกันไม่งั้นอาจจะเกิดการเทอ้อยบนถนนอีก ซึ่งพี่ทุยอยากไม่ให้เกิดเลย
อ้างอิง: ไทยรัฐ