เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมานี้ แบงค์ชาติได้มีประกาศออกมาขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินทุกแห่งในไทยไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “เงินดิจิตอล” หรือ “Cryptocurrency” ที่กำลังเป็นประเด็นฮอตของปีนี้
ซึ่งในหนังสือเวียนที่ออกมา มีสาระสำคัญว่า
เนื่องจากว่า เงินดิจิตอลยังไม่มีคุณสมบัติเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และยังไม่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานใดๆ ผู้ที่ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองในกรณีถูกหลอกลวงหรือเกิดปัญหาในการทำธุรกรรม รวมทั้ง เงินดิจิตอลอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมายได้ เช่น การฟอกเงิน หรือสนับสนุนการก่อการร้าย
นอกจากนี้ แบงค์ชาติยังเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากเงินดิจิตอลที่ไม่สามารถระบุผู้ออกได้ หรือไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่าหรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง
แบงค์ชาติเลยขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่ง ไม่ให้ทำธุรกรรมหรือสนับสนุนธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล ดังนี้
- การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในเงินดิจิตอลเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเองหรือผลประโยชน์ของลูกค้า
2. การให้บริการรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอลผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน
3. การสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินดิจิตอลระหว่างกัน
4. การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อสกุลเงินดิจิตอล
5. การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล
พี่ทุยก็ขอย้ำซักหน่อย เผื่อใครอ่านเร็วๆแล้วเข้าใจผิดว่า แบงค์ชาติออกมาแบนเงินดิจิตอล ประกาศนี้แบงค์ชาติออกมาขอความร่วมมือจากธนาคารเท่านั้นนะ
ดังนั้น ใครที่กำลังสงสัยว่า “ICO” จะยังดำเนินการได้อยู่รึปล่าว คำตอบคือ ก็ยังทำได้จ้า แต่ถ้าอนาคตมีการออกกฎหมายมาห้ามการใช้เงินดิจิตอลเลย ก็มีผลกระทบกับ ICO อยู่เหมือนกัน
อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย