คืองี้… วันก่อนมีการปรับตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ เมื่อของขาดก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นใน 2-3 ไตรมาสข้างหน้า
หลังจากที่มีการสำรวจโดยธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่น (BOJ) คาดการณ์ราคาสินค้ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 0.8%ต่อปี มากกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนที่ 0.7% นอกจากนี้ยังคาดว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.1% ต่อปี มากกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 1% จากข้อมูลพบว่ากลุ่มผู้ผลิตรายใหม่มีความเชื่อมั่นต่อการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามากที่สุดในรอบ 3 ปี
แต่ถ้าไปดูตัวเงินเฟ้อหลักที่รวมราคาน้ำมันแต่ไม่นับอาหารสดเข้าไป มีการเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนพฤษภาคมเทียบกับปีก่อน ซึ่งนับเป็นเดือนที่ 5 ที่มีการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันมา และที่น่าแปลกก็คือเพียงเดือนเดียวก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% มีเทียบจากเดือนเมษายน แต่เงินเฟ้อโดยรวมน่าจะยังคงเหมือนเดิมในเดือนพฤษภาคมเพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ในขณะที่ธนาคารญี่ปุ่นเองก็พยายามผลักดันเงินเฟ้อให้เป็นตามเป้าหมายที่ 2% อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็พยายามที่จะรวบรวมข้อมูลการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับมาตราการการกระตุ้นเศรษฐกิจ
มาถึงตรงนี้หลายๆคนสงสัยกันใช่มั้ยล่ะว่า….ทำไมเงินเฟ้อถึงเป็นตัวเลขชี้วัดตัวนึงที่ถูกจับตามองและเป็นตัววัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วการที่เงินเฟ้อไม่ดีไม่เสมอไป ถ้ารายได้ของคนในระบไม่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น เพราะนั้นแปลว่ารายได้เราเท่าเดิม แต่… ของแพงขึ้น
ถ้าเศรษฐกิจจะดีหลายๆอย่างพี่ทุยว่าต้องไปพร้อมๆกันนะ ของแพงขึ้นได้ แต่รายได้ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่า ดังนั้นเงินเฟ้อจึงเป็นตัวเลขเพียงตัวเดียวที่เอาไว้วัดว่าระบบเศรษฐกิจหมุนดีหรือเปล่า แต่ถ้าเงินเฟ้อมาอย่างเดียว ตัวเลขอื่นๆไม่ขยับตามมาด้วย แบบนั้นไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
สุดท้ายเงินเฟ้อมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี ความยากของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็คือจะรักษาสภาวะเงินเฟ้อได้อย่างไร เพราะบางปีเจอเงินฝืด บางปีเงินเฟ้อสูงไป ก็ต้องใช้นโยบายเข้าช่วยตามความเหมาะสม
อ้างอิง: Reuters