ถ้าเราพูดถึงการลงทุน แน่นอนว่าเราก็อยากได้ “ผลตอบแทนที่ดีที่สุด”อยู่แล้วแหละ เพราะไหนๆ เราก็เสียเงินเสียเวลาเอาเงินมาไว้ในการลงทุนแล้วจริงมั้ยล่ะ ?
ถึงตรงนี้หลายคนคงบอกว่า การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีก็ต้องเป็น “หุ้น” เพราะความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็น่าจะสูงด้วยสิ
ถ้าเรามองระยะยาวพี่ทุยก็ไม่เถียงนะ เพราะในระยะยาวก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ปัญหาก็คือถ้าเรามองย่อยลงมาอีกมากกว่าแค่ภาพใหญ่ คือหุ้น เราจะเลือกว่าแล้วหุ้นกลุ่มไหนล่ะที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ?
เราลองมาดูตารางด้านบนที่เป็น ผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทยในแต่ละประเภท อันนี้ย้อนหลังไป 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2555-2559 ก็ไม่มีหุ้นประเภทไหนที่ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดตลอดเวลา ดังนั้นถ้าใครอยากได้ผลตอบแทนที่ดีในทุกๆ ปี พี่ทุยว่าเราต้องบริหารแบบเชิงรุกมากๆ เพราะต้องคอยหาหุ้นเข้าพอร์ตตลอด หาหุ้นที่มีโอกาสวิ่งได้ดี
ถ้าเรายึดติดว่าต้องเป็นหุ้นตัวเล็กอย่างเดียว ปีล่าสุดก็อย่างที่เห็นว่าโตน้อยที่สุด หรือว่าถ้าเราเลือกแต่หุ้นขนาดกลาง แนวโน้ม 5 ปีที่ผ่านมาก็เหมือนจะดี แต่อนาคตก็คาดเดาได้ยาก ดังนั้นการปรับพอร์ตและกระจายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง พี่ทุยว่าเป็นอะไรที่ต้องทำ ต้องพยายามคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตระดับ TOP ของแต่ละกลุ่มเข้าพอร์ต พี่ทุยว่าก็ดีนะ ไม่ต้องไปยึดติดว่าต้องเป็นกลุ่มไหนด้วย
พี่ทุยก็เลยลองไปดูนโยบายกองทุนว่ามีกองทุนไหนบ้างที่บริหารสไตล์แบบนี้ ก็ไปเจอตัวนี้มา “กองทุนเปิดกรุงศรีไทยออลสตาร์ปันผล (KFTSTAR-D)” ที่เพิ่ง IPO ไปช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา
นโยบายการลงทุนแบบไม่จำกัดประเภทหุ้น “Blend Model” ก็ง่ายๆตรงๆ คือ ไม่สนใจว่าเป็นหุ้นตัวใหญ่หรือเล็ก หุ้นปันผล หรือเติบโตสูง แต่เค้าจะพยายามปรับพอร์ตให้เข้ากับสภาวะตลาด เน้นวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานรายตัว และหุ้นที่เอาเข้าพอร์ตต้องมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดด้วย สำหรับใครที่ชอบการบริหารแบบเชิงรุกแบบนี้แล้วต้องการปันผลด้วย พี่ทุยว่าตัวนี้ก็น่าสนใจ และก็น่ามีติดพอร์ตอยู่เหมือนกัน
จากตัวอย่างการบริหารหุ้นไทย ตามสไตล์ของ KFLTFAST-D ซึ่งลงทุนแบบเดียวกับ KFTSTAR-D นั้นเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น เอาชนะตลาดได้ตลาดขาขึ้นและขาลง
ถ้าให้เทียบกับอีกกองทุนของกรุงศรีอย่าง KFSDIV ก็อาจบอกได้ว่า KFTSTAR-D เน้นสร้างผลตอบแทนรวมจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า KFSDIV ที่ลงทุนหุ้นจ่ายปันผลดีเป็นหลัก
คำถามปิดท้ายที่อาจจะค้างคาใจหลายๆคนอยู่ ก็คือ “ตลาดหุ้นไทยยังไปต่อได้มั้ย?”
ส่วนตัวพี่ทุยมองว่าก็ยังพอไปได้นะปัจจัยบวกก็น่าจะมีพวกการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นตัวเรื่องการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว และถ้ามองเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค หุ้นไทยยังคงมีระดับราคาซื้อขายที่ต่ากว่า บนคาดการณ์อัตราเงินปันผลที่สูงกว่าประเทศในกลุ่ม TIPs (ไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์) แต่ปัจจัยที่ต้องติดตามก็มีอยู่เหมือนกันทั้งการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ(Fed) ที่จะทำให้เงินของนักลงทุนต่างชาติไหลกลับไป รวมไปถึงความแน่นอนเรื่องนโยบายต่างๆของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศซึ่งจะกระทบกับเงินทุนจากต่างชาติแน่ๆ
โดยทั่วไปตลาดหุ้นบ้านเราในระยะสั้นๆส่วนใหญ่จะวิ่งตามกระแสเงินลงทุนต่างชาติเนี้ยแหละ ถ้าพี่หรั่งขายหุ้นก็ลง เค้าซื้อก็ขึ้นเป็นแบบมานานแสนนานเพราะตลาดหุ้นบ้านเรามูลค่าเล็กมากเมื่อเทียบกับปริมาณเงินของต่างชาติ รวมไปถึงปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น พวกการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่(เฮียทรัมป์ของเรานั่นเอง) พูดทีสะเทือนทั้งโลกาอีก
ส่วนในระยะกลางถึงยาว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 อีกทั้งผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ยังเป็นที่น่าสนใจลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาคและ P/E โซนบ้านเราก็ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับยูโรโซนและสหรัฐอเมริกา
สำหรับใครที่มองว่าตลาดน่าจะลงก็ไม่ใช่ว่าขายหุ้นจนหมดพอร์ต แต่พี่ทุยแนะนำให้ลดสัดส่วนลง แล้วเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำแทนจะดีกว่านะจ๊ะ ไม่งั้นเราอาจจะพลาดโอกาสก็เป็นไปได้
สนใจลงทุนดูรายละเอียดข้อมูลกองทุน KFTSTAR-D คลิกที่นี่
หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ บลจ.กรุงศรี และธนาคารกรุงศรี ทุกสาขา
คำเตือน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
ถ้าใครยังไม่เข้าใจว่ามันน่าสนใจแค่ไหน ลองมาอ่านการ์ตูนสนุกๆเข้าใจง่ายๆกันได้ที่นี่เล้ย

สามารถอ่านรายละเอียดกองทุน KFTSTAR-D เพิ่มเติมได้ ที่นี่