รู้จัก “ตระกูลราชปักษา” จากผู้สร้างสันติภาพ สู่ “รัฐบาลผู้สร้างหนี้” ของศรีลังกา

4 min read  

ฉบับย่อ

  • โลกได้รู้จักศรีลังกาครั้งแรกผ่านนักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่ได้เดินทางสำรวจทางทะเลในปี 1505 ต่อมาในปี 1638 ดัตช์ได้เข้ามามีบทบาทในศรีลังกาแทนโปรตุเกสในปี 1796 อังกฤษได้เข้ายึดพื้นที่บางส่วนของศรีลังกา และได้ครอบครองพื้นที่เกาะทั้งหมดในปี 1815 
  • นอกจากการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจแล้ว อย่างการปลูกใบชา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของศรีลังกาจนถึงปัจจุบันแล้ว อังกฤษยังได้นำเอาชาวทมิฬเข้ามาในศรีลังกา และได้ให้อภิสิทธิ์แก่ชาวทมิฬจนสร้างความไม่พอใจแก่ชาวสิงหลเดิม ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬในช่วงหลังอาณานิคมด้วย 
  • ปี 1975 ขบวนการแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam, LTTE) ถูกก่อตั้งขึ้น หลังจากปี 1983 ความขัดแย้งระหว่างสิงหลและทมิฬทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง กินระยะเวลาจนถึงปี 2009 รวมทั้งสิ้น 26 ปี ที่สงครามได้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ระบบการเมืองและเศรษฐกิจของศรีลังกา 
  • หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงในสมัยของ ประธานาธิบดี มหินทะ ราชปักษา ในฐานะผู้ยุติสงคราม เขาได้สร้างความชอบธรรมและเริ่มนำคนในตระกูลราชปักษามาผูกขาดอำนาจทางการเมืองในหลาย ๆ ตำแหน่ง ด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำร่วมกับปัญหาหนี้สิน จึงนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

จากวิกฤตเศรษฐกิจภายในศรีลังกาที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ผู้คนออกมาประท้วงรัฐบาล “ตระกูลราชปักษา” ที่ทำให้สถานการณ์ในศรีลังกาอยู่ในขั้นเลวร้าย การถูกจำกัดการใช้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นอัมพาต และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เข้าขั้นวิกฤต

เคยมีคำกล่าวว่าประวัติศาสตร์ก็คือหลังบ้านของปัจจุบัน หากเราจะเข้าใจสถานการณ์ในศรีลังกาได้อย่างครบถ้วนมากขึ้นเราก็ต้องรู้หลังบ้านเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนี้พี่ทุยจึงจะพาทุกคนไปรู้จักศรีลังกามากขึ้นผ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ไปฟังกันเลย 

จากลังกา สู่ ชาซีลอน

ศรีลังกาเป็นเกาะที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ศรีลังกาประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี โลกได้รู้จักศรีลังกา หรือที่ในสมัยนั้นเรียกว่า “ลังกา” ครั้งแรกในปี 1505 โดยกลุ่มนักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่ได้เดินทางมาค้นพบเกาะแห่งนี้ โปรตุเกสก็ได้เริ่มสร้างป้อมปราการและขยายการควบคุมออกไปทั่วเกาะ ต่อมาในปี 1638 ดัตช์ได้เข้ามามีอิทธิพลบนเกาะแห่งนี้แทนโปรตุเกส และสามารถยึดพื้นที่โปรตุเกสได้ทั้งหมด เวลาล่วงเลยมาถึงปี 1796 อังกฤษได้เข้ายึดพื้นที่บางส่วนของศรีลังกาและในปี 1815 พื้นที่ทั้งเกาะได้กลายเป็นของอังกฤษในที่สุด 

ภายหลังจากที่อังกฤษยึดเกาะศรีลังกาได้ทั้งหมด จึงได้ก่อตั้งอาณานิคมซีลอน หรือ บริติชซีลอน (British Ceylon) ขึ้น อังกฤษได้นำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตนคิดค้นขึ้นมา มาใช้ในซีลอนด้วยเช่นกัน เช่น ทางรถไฟ และโทรเลข เป็นต้น นอกจากนี้อาณานิคมซีลอนยังเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอังกฤษด้วย เนื่องจากอังกฤษใช้พื้นที่นี้ในการปลูกชา โดยซีลอนเป็นแหล่งผลิตชาและส่งออกชารายใหญ่ ณ ขณะนั้นก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้เองใบชาจึงเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญของศรีลังกานับตั้งแต่นั้นมา อาจกล่าวได้ว่าอังกฤษมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับศรีลังกาพอสมควร

สิ่งที่หลงเหลือและตกทอดจากการที่ศรีลังกาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ คือ โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ นอกจากชาที่อังกฤษเอามาปลูกที่ซีลอนแล้ว อังกฤษยังได้สร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับชา รวมถึงสาธารณูปโภค อาทิ รถไฟ ถนน โรงเรียน ขึ้น การสร้างถนนถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากในแง่ของการกระจายและการเข้าถึงความเจริญของพื้นที่ห่างไกล ผู้คนเริ่มเข้าถึงการศึกษากันมากขึ้น กลุ่มคนพื้นเมืองเริ่มเข้าสู่สังคมเมือง ตลอดจนนำไปสู่การเกิดขึ้นของชนชั้นกลาง รวมทั้งการมีอุตสาหกรรมก็ทำให้เกิดชนชั้นแรงงานตามมาด้วย 

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น อังกฤษยังได้นำกลุ่มคนทมิฬเข้ามาในเกาะซีลอนแห่งนี้ด้วย จุดประสงค์เพื่อนำมาใช้แรงงานในอุตสาหกรรมชา ด้วยระบบและโครงสร้างทางสังคมดั้งเดิมของชาวสิงหล พวกเขาจึงมองว่าชาวทมิฬมีวรรณะที่ต่ำกว่าและสถานะทางสังคมน้อยกว่าตน โดยที่อ้างตนว่ามีความเป็นอารยันสูงกว่าชาวทมิฬ อีกสิ่งที่ทำให้ชาวสิงหลไม่พอใจและเป็นจุดเริ่มต้นของความเกลียดชังคือ การที่อังกฤษมอบพื้นที่ทางการเมืองให้แก่ชาวทมิฬเทียบเท่ากับชาวสิงหล ความไม่พอใจนี้จะถูกสะสมและบ่มเพาะไปเรื่อย ๆ นับรอวันปะทุขึ้น

อาจกล่าวได้ว่าเจ้าอาณานิคมตั้งแต่โปรตุเกส ดัตช์ จนถึงอังกฤษนั้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่เกาะแห่งนี้มากมาย คงจะผิดไปหน่อยถ้าหากเราจะให้ความสำคัญแค่อังกฤษ เพราะถ้าไม่มีสองชาติที่เข้ามาก่อนหน้าก็อาจจะไม่มีอังกฤษ และไม่มีศรีลังกาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ 

สิงหล-ทมิฬ ความขัดแย้งที่ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง

การเข้ามาของชาวทมิฬในช่วงอาณานิคมนี้ได้สร้างความไม่พอใจต่อชาวสิงหลเป็นอย่างมาก ชาวทมิฬได้รับอภิสิทธิ์ทางการเมืองและสังคมเยอะกว่าที่ชาวสิงหลคิดว่าควรจะได้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางการเมือง หน้าที่การงาน ฯลฯ แน่นอนว่าเมื่อได้รับเอกราช ชาวสิงหลที่ไม่พอใจได้เริ่มแสดงท่าทีกีดกันชาวทมิฬในหลายช่องทาง

อย่างการออกกฎหมายกีดกันชาวทมิฬ เช่น นโยบายสิงหลนิยม (Sinhala Only) ในยุคของโซโลมอน บันดาราไนยเก (Solomon Bandaranaike) นายกรัฐมนตรีของศรีลังกา ณ ขณะนั้น ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับชาวสิงหลและศาสนาพุทธอันเป็นศาสนประจำชาติของชาวสิงหล (โดยส่วนใหญ่ชาวทมิฬจะนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นหลัก) นโยบายนี้สร้างความไม่พอใจแก่ชาวทมิฬเป็นอย่างมาก นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและจะทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง 

ด้วยการถูกแบ่งแยกและการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม รวมไปถึงการพยายามกดทับชาวทมิฬให้อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ชาวทมิฬมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ในปี 1975 จึงเกิดขบวนการแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam, LTTE) ขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อแบ่งแยกและสร้างรัฐอิสระของชาวทมิฬในศรีลังกา เนื่องจากการถูกกดขี่อย่างไม่เป็นธรรม การเรียกร้องอิสรภาพของชาวทมิฬนี้ดำเนินไปด้วยวิธีที่รุนแรงและเด็ดขาด 

อย่างในปี 1983 เกิดการจลาจลหลายแห่งในกรุงโคลัมโบโดยกลุ่ม LTTE กองทัพสิงหล 13 คนถูกชาวทมิฬสังหาร สงครามเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ทางฝ่ายสิงหลเองก็ตอบโต้กลับด้วยการบุกทำร้ายและทำลายทรัพย์สินของชาวทมิฬทั่วศรีลังกา และสังหารชาวบ้านทมิฬหลายร้อยราย

อินเดียเองก็ได้พยายามแทรกแซงและยุติสงคราม แต่ความพยายามนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกองกำลังสันติภาพของอินเดียถอนกำลังออกไป สงครามกลางเมืองก็เริ่มกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในปี 1990 ชาวทมิฬสังหารตำรวจชาวสิงหล 100 กว่าราย จนทำให้รัฐบาล ณ ขณะนั้นประกาศทำสงครามอย่างจริงจัง ปี 1995 รัฐบาลสามารถปราบปรามและทำการเซ็นสัญญาสงบศึกกับกลุ่ม LTTE แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการก่อการร้ายขึ้น นำไปสู่สงครามระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬอีกครั้ง  

จุดสิ้นสุดของสงคราม การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ “ตระกูลราชปักษา” 

สงครามดำเนินมาจนถึงปี 2009 กองกำลังรัฐบาลภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี มหินทะ ราชปักษา ทำสงครามและสามารถขับไล่กลุ่ม LTTE ออกไปได้ วันที่ 16 พ.ค. 2009 รัฐบาลได้ประกาศชัยชนะเหนือกลุ่ม LTTE ในที่สุด ถือว่าเป็นการจบสงครามกลางเมืองที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 26 ปี ภายใต้สภาวะสงครามกลางเมืองได้สร้างความเสียหายต่อสังคมและเศรษฐกิจของศรีลังกาอย่างมาก และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแรง 

หลังจากที่ มหินทะ ราชปักษา สามารถยุติสงครามกลางเมืองได้ เขาได้รับความดีความชอบและเป็นที่นิยมแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามความนิยมชมชอบนี้ไม่ได้อยู่ไปตลอด นับตั้งแต่ปี 2009 ที่สงครามสิ้นสุดลงนั้น ตระกูล “ราชปักษา” ก็ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาโดยตลอด อาจกล่าวได้ว่าตลอดเวลากว่าทศวรรษที่ตระกูลนี้ได้ผูกขาดอำนาจทางการเมือง หลาย ๆ ตำแหน่งเป็นคนในตระกูลราชปักษา และนักการเมืองอีกจำนวนไม่น้อยที่สังกัดราชปักษาเช่นกัน

“ตระกูลราชปักษา” กับปัญหาหนี้สินในปัจจุบัน 

ปัจจุบันเศรษฐกิจศรีลังกากำลังเข้าขั้นวิกฤตด้วยสาเหตุของการบริหารทางการเงินที่ผิดพลาดของรัฐบาล กล่าวคือ หลายทศวรรษที่ศรีลังกาเผชิญหน้ากับปัญหาทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ จากหลายปัจจัย เช่น การสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณไปกับการทำสงครามกลางเมือง จึงส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งวิธีการที่รัฐบาลศรีลังกาใช้จัดการปัญหาเศรษฐกิจคือ กู้เงินมาเพื่อจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจ อย่างการกู้เงินกับ IMF เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นที รัฐบาลก็จะกู้มาเพื่อจัดการที ทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้

มิหนำซ้ำยังมีปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น จากการที่รัฐบาลสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าอุปโภคและบริโภคหลายอย่างเพื่อเก็บสกุลไว้เพื่อชำระหนี้ที่ได้ไปกู้ยืมมาจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ขาดแคลนสินค้าและราคาสินค้าก็พุ่งสูงขึ้นตามลำดับ รวมทั้งปัจจัยภายนอกอย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าต่าง ๆ สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้รัฐบาลปัจจุบันยังประกาศใช้นโยบายลดภาษี ส่งผลให้รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว และรายได้รัฐบาลลดลง 

ประกอบกับปัญหาโควิด ยิ่งตอกย้ำปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ  และที่สำคัญวิกฤตครั้งนี้กำลังเป็นข้อพิสูจน์ว่าหมดเวลาสำหรับตระกูลราชปักษาแล้วหรือยัง รัฐบาลไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาเข้าสู่วิกฤต เนื่องจากการผูกขาดอำนาจทางการบริหาร ทำให้ไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับบุคคลที่มีความรู้และความสามารถเฉพาะด้านเข้ามาบริหาร 

ตามที่กล่าวไปว่าความนิยมของตระกูลราชปักษาไม่ได้อยู่ไปตลอด ผู้คนเริ่มไม่พอใจ ประกอบกับสถานการณ์ภายในประเทศที่กำลังเข้าขั้นวิกฤต บีบให้ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องและขับไล่รัฐบาลของราชปักษา 

ท้ายที่สุดแล้วอาจมองได้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ นี้ต่างเป็นทั้งจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นของอีกเหตุการณ์เพียงเท่านั้น จากอาณานิคม สู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ สู่สงครามกลางเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มีความต่อเนื่องในตัวมันเอง เราก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากวิกฤตครั้งนี้สิ้นสุดลง จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์อะไรต่อไปในศรีลังกา

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: