นากอร์โน-คาราบัค พื้นที่พิพาทกว่า 100 ปี ระหว่างอาร์เมเนีย vs อาเซอร์ไบจาน

นากอร์โน-คาราบัค พื้นที่พิพาทกว่า 100 ปี ระหว่างอาร์เมเนีย vs อาเซอร์ไบจาน

2 min read  

ฉบับย่อ

  • ประเทศอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานใช้กำลังทางทหารแย่งชิงพื้นที่ นากอร์โน-คาราบัค ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ขนาดประมาณ 4,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาเซอร์ไบจาน
  • ปี 1923 ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคมีชาวอาร์เมเนียเป็นประชากรส่วนใหญ่ ถูกยกให้กับอาเซอร์ไบจานซึ่งมีความใกล้ชิดกับตุรกี จัดตั้งเป็นแคว้นปกครองตนเอง นากอร์โน-คาราบัค ปี 1991 กลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนอาร์เมเนียยึดพื้นที่ เกิดสงครามที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 30,000 ราย ปี 1994 ทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิง
  • วันที่ 27 ก.ย. 2020 ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากปะทะกันอีกรอบ กองทัพอาเซอร์ไบจานเข้ายึดพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ทำให้อาร์เมเนียต้องเคลื่อนกำลังทหารเข้าพื้นที่เช่นกัน การต่อสู้ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการอพยพประชาชน 140,000 คน ออกจากพื้นที่ขัดแย้ง ในที่สุดรัสเซียเข้ามาเป็นตัวกลางทำข้อตกลงสันติภาพ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

สงครามระหว่าง “รัสเซีย-ยูเครน” อาจเรียกได้ว่าเป็นผลพวงจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่ยังมีอีกความขัดแย้งที่เป็นผลจากเหตุการณ์ครั้งนั้นและดำเนินมาอย่างยาวนาน นั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่แย่งชิงดินแดนที่เรียกว่า นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพื้นที่ประมาณ 4,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอาเซอร์ไบจาน

ประเทศอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานตั้งอยู่บนภูมิภาคที่เรียกว่าคอเคซัส มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคอย่างมาก เนื่องจากทางตะวันตกติดกับตุรกี ทางใต้ติดกับอิหร่าน โดยมีจอร์เจียอยู่ทางเหนือของประเทศอาร์เมเนีย และทางเหนือของอาเซอร์ไบจานติดกับรัสเซีย

สาเหตุความขัดแย้ง นากอร์โน-คาราบัค พื้นที่พิพาทกว่า 100 ปี

ช่วงเวลาก่อนการก่อตั้งสหภาพโซเวียตซึ่งต้องย้อนไปกว่า 100 ปี ชาวอาร์เมเนียซึ่งเป็นชาวคริสต์และชาวอาเซอร์ไบจานที่นับถือศาสนาอิสลามแย่งชิงขยายอิทธิพลในภูมิภาคคอเคซัสใต้ ฝั่งอาร์เมเนียมองว่าพื้นที่นี้เป็นจังหวัดอาร์ทซัคในอาณาจักรยุคโบราณ ส่วนอาเซอร์ไบจานมองว่าดินแดนคาราบัคเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมที่สำคัญ หมายความว่านอกจากความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีปูมหลังทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกันต่อพื้นที่แห่งนี้

ต่อมาเมื่อทั้งสองประเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในปี 1920 ต่อมีในปี 1923 ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคที่มีชาวอาร์เมเนียเป็นประชากรส่วนใหญ่นั้นถูกยกให้กับอาเซอร์ไบจานซึ่งมีความใกล้ชิดกับตุรกี และจัดตั้งเป็นแคว้นปกครองตนเอง “นากอร์โนและคาราบัค” การตัดสินใจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความต้องการผูกมิตรกับตุรกีของโซเวียตเพื่อจัดตั้งเขตประเทศคอมมิวนิสต์ แม้จะมีความขัดแย้งในแง่เชื้อสายประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง แต่ด้วยอำนาจอันมหาศาลของสหภาพโซเวียตเหตุการณ์จึงสงบ

เข้าสู่ปลายทศวรรษ 1980 เป็นช่วงที่สหภาพโซเวียตใกล้ล่มสลาย ชาวอาร์เมเนียในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคลงมติไปเป็นส่วนหนึ่งของอาร์เมเนียแต่ถูกรัฐบาลกรุงมอสโกวปฏิเสธ ทำให้เกิดการประท้วงและปะทะกันระหว่างชาวอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน 

เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1989 อาเซอร์ไบจานปกครองภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ก็ยังเป็นชาวอาร์เมเนีย ตามด้วยชาวอาเซอร์ไบจาน โดยมีชาวรัสเซียและชาวเคิร์ดเป็นประชากรส่วนน้อย จากนั้นประเทศอาเซอร์ไบจานก็ยกเลิกสถานะแคว้นปกครองตนเอง

ปี 1991 ชาวอาร์เมเนียในคาราบัคลงมติแยกตัวเป็นอิสระแต่ประเทศอาเซอร์ไบจานไม่ยอมรับ ในที่สุดก็เกิดสงครามเมื่อมีกลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนอาร์เมเนียยึดพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค และประกาศเอกราชตั้งประเทศใหม่ชื่อว่าสาธารณรัฐอาร์ทซัค แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เกิดการปะทะกันระหว่างสองชาติจนยกระดับเป็นสงคราม

นากอร์โน-คาราบัค พื้นที่พิพาทกว่า 100 ปี ระหว่างอาร์เมเนีย vs อาเซอร์ไบจาน

สงครามครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 30,000 ราย และชาวอาเซอร์ไบจานนับแสนรายต้องอพยพออกจากพื้นที่ การปะทะกินเวลานานกว่า 3 ปี จนถึงปี 1994 กองกำลังอาร์เมเนียเข้าควบคุมภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค จากนั้นทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงหยุดยิง ส่วนภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคยังอยู่ในเขตประเทศของอาเซอร์ไบจานแต่ถูกปกครองโดยชาวอาร์เมเนียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาร์เมเนียภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐอาร์ทซัค

อาร์เมเนีย vs อาเซอร์ไบจาน ความขัดแย้งยังไม่จบสิ้น

ด้วยจากเป็นเพียงข้อตกลงหยุดยิงมิใช้ข้อตกลงสันติภาพจึงมีการปะทะกันตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ปี 2016 เกิดการปะทะรุนแรงจนถูกเรียกว่าสงคราม 4 วัน มีผู้เสียชีวิต 110 ราย สถานการณ์ตึงเครียดอีกครั้งในเดือน ก.ค. ปี 2020 เกิดการต่อสู้อีกครั้งมีผู้เสียชีวิต 16 ราย และวันที่ 27 ก.ย. 2020 ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากปะทะกันอีกรอบ โดยมีสาเหตุจากกองทัพอาเซอร์ไบจานเปิดปฏิบัติการยึดพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งอาเซอร์ไบจานถือว่าเป็นดินแดนของประเทศตนเองคืน ทำให้อาร์เมเนียต้องเคลื่อนกำลังทหารเข้าพื้นที่เช่นกัน

ลงนามข้อตกลงสันติภาพที่ดูเหมือนจะมีฝ่ายไม่เต็มใจ

อาเซอร์ไบจานเป็นชาติมุสลิมจึงได้รับการสนับสนุนจากตุรกีซี่งมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน ส่วนอาร์เมเนียมีรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรคอยหนุนหลัง โดยรัสเซียมีฐานทัพในอาร์เมเนีย การต่อสู้ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการอพยพประชาชน 140,000 คน ออกจากพื้นที่ขัดแย้ง ในที่สุดรัสเซียซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าวมาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตเข้ามาเป็นตัวกลางทำข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค

ทางฝั่งอาร์เมเนียยอมจำนนต่อสงครามซึ่งนายกรัฐมนตรีของอาร์เมเนียยอมรับว่าการลงนามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยออกมาประท้วงและบุกสภา ขณะที่ฝั่งอาเซอร์ไบจานได้เปรียบจากข้อตกลงนี้โดยจะได้พื้นที่เพิ่มขึ้น ผู้คนในกรุงบากูซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาเซอร์ไบจานออกมาเฉลิมฉลอง

เสถียรภาพ นากอร์โน-คาราบัค เพื่อความมั่นคงของตลาดพลังงานโลก

แม้จะเป็นความขัดแย้งอันเกิดจากเบื้องลึกทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันมาอย่างยาวนาน แต่ภูมิภาคคอเคซัสใต้ที่ทั้งสองประเทศตั้งอยู่นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการขนส่งพลังงานสู่ตุรกี ยุโรป และตลาดโลก ดังนั้นชาติมหาอำนาจต่างต้องการขยายอิทธิพลควบคุมพื้นที่นี้และรักษาเสถียรภาพให้ได้มากที่สุดเพื่อความมั่งคงด้านพลังงาน

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: