ทำไม “กาแฟ” ถึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของโลกได้ ? – การซื้อขายอันดับ 2 รองจากน้ำมันเท่านั้น

4 min read  

ฉบับย่อ

  • กาแฟถูกพบครั้งแรกที่เอธิโอเปีย แล้วกระจายเข้าสู่คาบสมุทรอาหรับ ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่อินเดียและยุโรป ซึ่งเริ่มได้รับความนิยม เกิดวัฒนธรรมนั่งจิบกาแฟพูดคุยกันในอังกฤษ
  • บราซิลเริ่มปลูกกาแฟโดยใช้ระบบอุตสาหกรรม สามารถผลิตเมล็ดกาแฟออกมามหาศาลแล้วส่งออก กลายเป็นประเทศที่ส่งออกเมล็ดกาแฟมากที่สุดของโลกจนปัจจุบัน ตามมาด้วยเวียดนาม โคลอมเบีย อินโดนีเซีย และเอธิโอเปีย
  • การปฏิวัติอุตสากรรม ทำให้กรรมวิธีการดึงกลิ่นและรสชาติกาแฟดีขึ้นโดยเครื่องจักร เกิดเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟ เครื่องชงกาแฟเอสเปรซโซ การผลิตการแฟในรูปแบบผงสำเร็จรูป และเกิดธุรกิจร้าน กาแฟอย่าง “สตาร์บัคส์ (Starbucks)” ที่เน้นรสชาติกาแฟและการบริการควบคู่กัน กลายเป็นโมเดลธุรกิจร้านกาแฟในปัจจุบัน
  • กาแฟเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่น้ำมัน โดยในแต่ละปีจะมีเมล็ดกาแฟจำนวน 110-120 ล้านกิโลกรัม ถูกขายออกสู่ตลาดทั่วโลก ซึ่งสามารถชงกาแฟใด้ประมาณ 4 แสนล้านแก้วต่อปี

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ในโลกยุคปัจจุบัน การตื่นเช้าขึ้นมาแล้วดื่มกาแฟสักแก้วก่อนทำงานกลายเป็นกิจวัตรซ้ำๆ ของมนุษย์ส่วนใหญ่ หรือในช่วงสายและช่วงบ่ายการพบปะ รวมกลุ่ม และประชุมก็มักจะมี “กาแฟ” หรือไม่ก็ร้านกาแฟเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เรียกได้ว่า กาแฟกลายเป็นส่วนสำคัญในการทำงาน การเรียน การเข้าสังคม และการพักผ่อนของมนุษย์ไปเป็นที่เรียบร้อย

แต่จริง ๆ แล้ว ก่อนที่กาแฟจะกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของโลกนั้น ต้องผ่านการเดินทางและพัฒนาซึ่งใช้เวลามากกว่าพันปีกว่าจะมาเป็นกาแฟแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน มนุษย์เริ่มค้นพบหรือพัฒนากาแฟยังไงและมีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจบ้าง วันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ทุกคนฟังเอง

ใครเป็นคนค้นพบ “กาแฟ” ?

ย้อนไปเมื่อประมาณปี 700 เกิดเรื่องเล่าที่เป็นตำนานการค้นพบกาแฟว่า มีเด็กเลี้ยงแพะคนหนึ่งชื่อว่า คาลดี (Kaldi) กำลังเลี้ยงแพะอยู่ในที่ราบสูงเอธิโอเปีย แล้วจู่ ๆ มีแพะบางตัวไปกินผลเบอรี่สีแดงเข้า

คาลดีเห็นอาการแพะที่กินเบอรี่ปริศนานี้เข้าไปแล้วพบว่าแพะมีความคึกมากกว่าปกติ อีกทั้งตอนกลางคืนก็ไม่ยอมหลับยอมนอน คาลดีเลยเอาสรรพคุณของเบอรี่ไปป่าวประกาศ เหล่านักบวชในชุมชนที่ได้ยินก็เลยลองเอาเบอรี่ที่ว่ามาเคี้ยวกิน ผลคือนักบวชพากันตาแข็งสามารถฝึกสมาธิและสวดภาวนาได้ตลอดทั้งคืนเลยทีเดียว

เรื่องราวของเบอรี่ที่ในเวลาต่อมาถูกเรียกว่ากาแฟนี้ก็ถูกบอกเล่ากันปากต่อปากจนไปถึงคาบสมุทรอาหรับ มีการขนกาแฟข้ามทะเลแดงเข้าไปในเยเมนให้คนอาหรับได้ลองเคี้ยวกินกันจนติดใจ

คราวนี้เลยเกิดเป็นธุรกิจการค้าใหญ่โตขนกาแฟและเพาะปลูกกันแบบจริงจังในคาบสมุทรอาหรับ รวมถึงเกิดนวัตกรรมการเสพกาแฟแบบใหม่แทนที่จะเคี้ยวสด ๆ แบบแต่ก่อน ก็เปลี่ยนเป็นการนำกาแฟมาคั่วและบดผสมใส่น้ำร้อนกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติดียิ่งกว่าเดิม แถมยังคงสรรพคุณของกาแฟเอาไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้กาแฟยิ่งกระจายและนิยมไปทั่วตะวันออกกลาง

คราวนี้จากตะวันออกกลางก็กระจายไปทางตะวันออกเข้าสู่อินเดีย และกระจายไปทางตะวันตกเข้าสู่ยุโรป ซึ่งในยุโรปมีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียวคือในช่วงยุคกลางที่คริสต์ศาสนาควบคุมยุโรปแทบทุก อย่างทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อ ทำให้คนยุโรปที่เห็นว่ากาแฟเป็นของคนอาหรับที่นับถืออิสลาม ก็พากันต่อต้านพร้อมตีตราว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มของซาตาน (โดยเชื่อว่าเครื่องดื่มของพระเจ้าคือไวน์)

แต่ในเวลาต่อมาคนที่นำกาแฟเข้ามาในยุโรปดันเป็นสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ซึ่งติดใจกับรสชาติของกาแฟจนต้องหักล้างความเชื่อของตัวเองเลยทีเดียว!

โดยพอเข้าสู่ยุโรปด้วยน้ำมือสันตะปาปา กาแฟก็กลายเป็นเครื่องดื่มที่ฮิตติดตลาดกันพอสมควร อย่างในเมืองออกฟอร์ดของอังกฤษก็มีการตั้งสมาคมกาแฟขึ้น เปิดให้คนเข้ามานั่งพูดคุยกันในเรื่องซีเรียสจริงจังอย่างเช่นการเมืองและศาสนาพร้อมกับจิบกาแฟไปด้วย และวัฒนธรรมการจิบกาแฟนั่งคุยกันของอังกฤษก็ถูกส่งต่อไปยังดินแดนอาณานิคมของอังกฤษที่กระจายอยู่ทั่วโลกในเวลาต่อมา

อาณาจักรเมล็ดกาแฟในบราซิลสู่ธุรกิจส่งออก “กาแฟ” ของโลก

กาแฟถูกปลูกให้เป็นระบบมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคม ที่ยุโรปเข้าไปแสวงหาดินแดนต่าง ๆ  โดยมหาอำนาจยุโรปก็เอาเมล็ดกาแฟเข้าไปปลูกในดินแดนอาณานิคม ซึ่งเด่น ๆ เลยคือบราซิลที่เป็นอาณานิคมของโปรตุเกส

ในบราซิลมีความโดดเด่นในเรื่องของสภาพอากาศและดินที่เหมาะกับการปลูกกาแฟพอดิบพอดี ทำให้เกิดการถางป่าขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟโดยเฉพาะ ซึ่งมีการใช้ระบบอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยในการปลูกเป็นครั้งแรก จนสามารถผลิตเมล็ดกาแฟออกมาได้มหาศาลแล้วส่งออกไปทั่วโลก

โดยในเวลาต่อมาก็เกิดดินแดนที่เพาะปลูกกาแฟโดยใช้ระบบอุตสาหกรรมแล้วส่งออกแบบบราซิลกระจายอยู่ทั่วโลก

คราวนี้ เราลองมาดูกันว่าในปัจจุบันประเทศไหนบ้างที่ส่งออกกาแฟมากที่สุด 5 อันดับ 

อันดับที่ 1 บราซิล ตั้งแต่อาณาจักรเมล็ดกาแฟเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1840 บราซิลก็กลายเป็นประเทศที่ส่งออกเมล็ดกาแฟมากที่สุดนับตั้งแต่ตอนนั้น ยังไม่มีใครมาล้มแชมป์ได้เลย โดยส่งออกในปริมาณ 58 ล้านกิโลกรัม ซึ่งคิดเป็น 30% ของตลาดส่งออกเมล็ดกาแฟทั้งโลก เรียกได้ว่า หากเราสุ่มเข้าร้านกาแฟ 3 ร้าน จะมี 1 ร้านที่ใช้เมล็ดกาแฟของบราซิล

อันดับที่ 2 เวียดนาม ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมาที่เวียดนามเริ่มจริงจังกับการปลูกกาแฟ จนปัจจุบันตลาดกาแฟของเวียดนามโตเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อในระดับ 20-30% แทบทุกปี ทำให้พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 โดยส่งออกในปริมาณ 32.2 ล้านกิโลกรัม

อันดับ 3 โคลอมเบีย เป็นประเทศที่อยู่ใกล้บราซิล ทำให้มีอากาศและดินที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟเหมือนกัน โดยส่งออกในปริมาณ 14.3 ล้านกิโลกรัม

อันดับที่ 4 อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ปลูกกาแฟมาอย่างยาวนานไม่แพ้บราซิล โดยส่งออกในปริมาณ 10.7 ล้านกิโลกรัม

ส่วนอันดับที่ 5 เอธิโอเปีย ประเทศต้นกำเนิดเมล็ดกาแฟ โดยส่งออกในปริมาณ 10.3 ล้านกิโลกรัม

ปฏิวัติอุตสาหกรรม กำเนิดเครื่องจักรผลิตกาแฟ

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบต่อโลกมากที่สุดคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเครื่องจักรเริ่มเข้ามามีส่วนในการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ โดยกาแฟก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เริ่มใช้หลักวิทยาศาสตร์และเครื่องจักรในการผลิต

เริ่มตั้งแต่ปี 1864 เกิดเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟในนิวยอร์ก ทำให้สามารถดึงกลิ่นหอมของกาแฟได้มากยิ่งขึ้น

ปี 1901 เกิดเครื่องชงกาแฟเอสเปรซโซในอิตาลี มีการใช้ผสมผสานกับเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟจนทำให้เกิดสูตรกาแฟแบบต่างๆ ขึ้นมา

ปี 1920 เกิดการผลิตกาแฟในรูปแบบผงใส่ซองเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป

พอใน ปี 1971 มีชายสาม คือ เจอร์รี่ บัลด์วิน อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ, เซฟ ซีเกิล อาจารย์สอนประวัติศาสตร์, และ กอร์ดอน โบเกอร์ นักเขียน โดยทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทที่หลงไหลในกาแฟเหมือนกัน เลยตัดสินใจมาร่วมทุนเปิดธุรกิจคั่วเมล็ดกาแฟขายในเมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา โดยตั้งชื่อร้านว่า “สตาร์บัคส์ (Starbucks)” ตามชื่อตัวละครตัวหนึ่งในนิยายเรื่อง Moby Dick

สตาร์บัคส์ ผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจร้านกาแฟ

ชื่อของสตาร์บัคส์ ในปัจจุบันพี่ทุยเชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นร้านกาแฟที่โด่งดังเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่รู้หรือไม่ว่า สตาร์บัคส์สาขาแรกเมื่อปี 1971 ที่สร้างในซีแอตเทิลนั้นไม่ได้เปิดเป็นร้านกาแฟ แต่กลับเปิดเป็นร้านคั่วเมล็ดกาแฟขายให้คนซื้อไปชงกินเอง

กว่าที่สตาร์บัคส์จะทำร้านกาแฟแบบจริงจังก็อีก 10 กว่าปีต่อมา คือในปี 1984 ที่ยอดขายของเมล็ดกาแฟช่วงนั้นตกลง เจอร์รี่ บัลด์วิน เลยเพิ่มออพชันเสริมจากแค่คั่วกาแฟ กลายเป็นร้านที่ชงกาแฟให้เสร็จสรรพพร้อมดื่มไปด้วย

ซึ่งก็ได้ผลตอบรับดีเกินคาด ทำกำไรจนเปิดสาขาทั้งหมด 6 สาขาในซีแอตเทิล โดยหนึ่งในนั้นมีการทดลองโดยใช้เครื่องเอสเปรซโซในการชงกาแฟด้วย

สตาร์บัคส์ถือว่าเป็นร้านกาแฟที่ประสบความสำเร็จสูงมากในซีแอตเทิล ทำให้เจ้าของเลยตัดสินใจขายกิจการให้กับหัวหน้าฝ่ายการตลาดคนหนึ่งที่ชื่อว่า โฮเวิร์ด ชูลซ์ ในปี 1987 โดยมีการปรับปรุงร้านครั้งใหญ่ที่ไม่ได้เน้นแค่รสชาติของกาแฟเท่านั้น แต่ยังเน้นไปที่การบริการในแง่ที่ว่า

“สตาร์บัคส์ต้องเป็นพื้นที่ทั้งการพักผ่อน ทำงาน และพูดคุยเข้าสังคม เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าสตาร์บัคส์ไม่ใช่แค่ร้านที่ขายกาแฟเท่านั้น แต่ให้รู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สามหรือ Thrid Place” (หลังที่หนึ่งคือบ้านจริง ๆ หลังที่สองคือที่ทำงาน และหลังที่สามคือสตาร์บัคส์)

การเน้นบริการมากขึ้นทำให้สตาร์บัคส์ทำกำไรได้และขยายสาขาออกไปนอกซีแอตเทิล ซึ่งในปี 1989 ก็มีสตาร์บัคส์ทั้งหมด 46 สาขา กระจายทั่วฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ

และในปี 1992 สตาร์บัคส์ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ แล้วนำเงินทุนมาขยายสาขาจนมี 140 สาขาทั่วประเทศ แบรนด์ของสตาร์บัคส์เริ่มมีความนิยมติดตลาดทั้งเรื่องรสชาติกาแฟและการบริการ ทำให้สตาร์บัคส์มีมูลค่าทางการตลาดทยานไปถึง 271 ล้านดอลลาร์ (จากในปี 1987 ที่โฮเวิร์ด ชูลซ์ซื้อมาในตอนที่มีมูลค่า 1.3 ล้านดอลลาร์)

กำไรที่ทำได้อย่างมหาศาลในสหรัฐอเมริกา ทำให้ตั้งแต่ปี 1996 สตาร์บัคส์ก็ขยายสาขาไปต่างประเทศตั้งแต่ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อังกฤษ ไทย จีน เม็กซิโก รัสเซีย ฯลฯ 

และในปี 2021 สตาร์บัคส์มี 33,833 สาขา ใน 80 ประเทศทั่วโลก (15,444 สาขา อยู่ในสหรัฐฯ) 

ความสำเร็จอันมหาศาลนี้ ทำให้ร้านกาแฟในแบบสตาร์บัคส์ที่เป็นทั้งสถานที่ทำงาน พักผ่อน และพูดคุยกัน กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ร้านกาแฟแบรนด์อื่น ๆ ต้องทำตามในเวลาต่อมา วัฒนธรรมการดื่มกาแฟเลยยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

อ่านเพิ่ม

คนทั้งโลกชอบดื่ม “กาแฟ” ขนาดไหน

กาแฟจัดว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (คือ สินค้าที่มีมาตรฐานไม่แตกต่างกัน เช่น พลังงาน แร่ สินค้าเกษตร) ซึ่งหากจัดอันดับในปี 2021 เมล็ดกาแฟเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่น้ำมันเท่านั้น

โดยในแต่ละปีจะมีเมล็ดกาแฟจำนวน 110-120 ล้านกิโลกรัม ถูกขายออกสู่ตลาดทั่วโลก ซึ่งสามารถชงกาแฟใด้ประมาณ 4 แสนล้านแก้วต่อปี!

และหากเจาะลึกลงไป ประเทศไหนที่นิยมดื่มกาแฟมากที่สุดกันแน่? (คิดตามสัดส่วนของประชากรแต่ละประเทศต่อเมล็ดกาแฟ)

ผลคือ ฟินแลนด์ มาเป็นอันดับที่ 1 (12 กิโลกรัมต่อคนต่อปี) 

อันดับที่ 2 นอร์เวย์ (9.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี) 

อันดับที่ 3 ไอซ์แลนด์ (8.9 กิโลกรัมต่อคนต่อปี) 

อันดับ 4 เดนมาร์ก (8.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี)

อันดับ 5 เนเธอร์แลนด์ (8.4 กิโลกรัมต่อคนต่อปี)

อันดับที่ 10 แคนาดา (6.4 กิโลกรัมต่อคนต่อปี)

อันดับ 12 บราซิล (5.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี)

อันดับที่ 25 สหรัฐอเมริกา (4.2 กิโลกรัมต่อคนต่อปี)

ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก (1.6 กิโลกรัมต่อคนต่อปี)

จากภาพรวม พี่ทุยสรุปได้ว่าทวีปที่คลั่งไคล้การดื่มกาแฟมากที่สุดคือยุโรป รองลงมาคืออเมริกา เอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย

สถิติน่าสนใจเกี่ยวกับกาแฟ

สุดท้ายพี่ทุยมีสถิติอื่น ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับกาแฟมาฝากกัน โดยจะมีทั้งเรื่องพฤติกรรมการดื่ม อุตสาหกรรม/ธุรกิจกาแฟของโลก และกาแฟในไทย

พฤติกรรมการดื่มกาแฟ

– โดยปกติคนจำนวน 65% จะดื่มกาแฟในช่วงอาหารเช้า แต่หากแยกเป็นช่วงเวลาจะมีช่วง Prime Time ของกาแฟ 2 ช่วง คือ 10.00 – 12.00 น. และ 14.00 – 17.00 น.

– ในเรื่องความชอบนั้น 35% จะชอบดื่มกาแฟดำ และอีก 65% จะชอบดื่มกาแฟผสมนม ครีม และน้ำตาล 

– จากสถิติ ผู้หญิงจะชอบดื่มกาแฟเพื่อผ่อนคลาย ส่วนผู้ชายจะชอบดื่มกาแฟเพื่อเป็นตัวช่วยในการทำงาน

อุตสาหกรรม/ธุรกิจกาแฟของโลก

– มูลค่าตลาดกาแฟโดยภาพรวมทั้งหมด ทั้งเมล็ดกาแฟ ร้านกาแฟ และกาแฟสำเร็จรูป คือ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

– โดยเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มเกิดธุรกิจร้านกาแฟจนปัจจุบันนั้น ธุรกิจนี้เติบโตในอัตรา 7% ต่อปี

– ในแต่ละวันร้านกาแฟจะขายกาแฟได้ประมาณ 230 แก้วต่อวัน

กาแฟในประเทศไทย

– ชุมพรเป็นจังหวัดที่ปลูกกาแฟเยอะที่สุดในไทย คือ 104,326 ไร่

– มูลค่าตลาดกาแฟในไทยคือ 42,537 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟสด 4,119 ล้านบาท และกาแฟสำเร็จรูป 38,418 ล้านบาท

– ธุรกิจร้านกาแฟที่มีรายได้มากที่สุดในไทยคือ คาเฟ่แอมะซอน (Café Amazon) โดยมีมูลค่า 40% ของตลาดร้านกาแฟทั้งประเทศ มีทั้งหมด 3,432 สาขาในไทย รวมถึงมีสาขาต่างประเทศในอีก 10 ประเทศ  ถือเป็นแบรนด์กาแฟที่ใหญ่ติด Top10 ของโลกเลยทีเดียว

เรียกได้ว่า ในปัจจุบันกาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของโลกเป็นที่เรียบร้อย และเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของใครหลาย ๆ คน รวมถึงในประเทศไทยตลาดของกาแฟก็มีการเติบโตขึ้นทุกปี แม้จะเจอวิกฤตโควิด-19 ที่อาจจะส่งผลต่อธุรกิจร้านกาแฟอยู่บ้าง แต่สัดส่วนการบริโภคกาแฟของไทยนั้นกลับไม่ได้ลดลงเลย แต่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ว่าแล้วพี่ทุยก็ขอตัวไปจิบกาแฟสักแก้วก่อนดีกว่า

อ้างอิง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: