“ทำกาแฟกินเอง” ช่วยประหยัดเงินได้ขนาดไหน ?

“ทำกาแฟกินเอง” ช่วยประหยัดเงินได้ขนาดไหน ?

4 min read  

ฉบับย่อ

  • เครื่อง Espresso สามารถปรับแต่งการชงกาแฟได้หลากหลายตรงกับความต้องการของผู้ทำมากที่สุด แต่ว่ามีอุปกรณ์เยอะ ขั้นตอนการใช้ยุ่งยาก คนที่จะทำต้องมีทักษะและประสบการณ์ในการทำกาแฟ
  • กาแฟดริปเหมาะกับคนที่ไม่ชอบขั้นตอนยุ่งยากและไม่เน้นความเข้มของรสชาติกาแฟ แต่อยากได้ความสดใหม่ของกาแฟและอยากลิ้มรสเมล็ดกาแฟโดยตรง
  • Moka Pot มีวิธีการใช้ไม่ซับซ้อน อุปกรณ์น้อย รสชาติดี ไม่ว่าจะชงกินเองในบ้าน หรือ พกติดไปแคมปิ้งในป่าก็ทำได้ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนชอบกาแฟเข้ม ๆ แต่ไม่อยากลงทุนกับค่าอุปกรณ์มาก
  • เครื่อง CAPSULE ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว สม่ำเสมอ และไม่ต้องยุ่งยากในการทำความสะอาด สามารถทำเมนูเครื่องดื่มได้สารพัดเมนู เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย ไม่ต้องการปรับแต่งอะไร แต่ยังได้กาแฟรสชาติเยี่ยม

อยากจะกินกาแฟสักแก้ว หลายคนก็คงจะนึกถึงการเดินเข้าไปคาเฟ่สักร้าน ที่ชงอร่อย ๆ บรรยากาศร้านดี ๆ ถ่ายรูปสวยเอาไปอวดในโลกโซเชียลได้ แต่ช่วงล็อคดาวน์หลาย ๆ รอบที่ผ่านมา ร้านคาเฟ่ทั้งหลายก็ปิดไม่ให้เข้าไปกินในร้าน จะให้เลิกกินกาแฟไปเลยก็ทำไม่ได้ พี่ทุยเลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะลอง “ทำกาแฟกินเอง” ทั้งประหยัดและสะดวกเลือกทำได้ตามใจชอบ

อุปกรณ์ทำกาแฟก็มีหลายหลายแบบ อุปกรณ์แต่ละอย่างก็ทำกาแฟออกมาได้ต่างชนิดต่างรสชาติกัน มีต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน

วันนี้พี่ทุยก็เลยคัดเลือกเครื่องทำกาแฟพี่ทุยคุ้นเคยมาเจาะลึกและแบ่งปันให้ฟัง

ประวัติอันยาวนานของกาแฟ

วัฒนธรรมการกินกาแฟอยู่กับเรามานานกว่า 600 ปี ตั้งแต่หนุ่มเลี้ยงแพะในเปอร์เซียค้นพบผลเบอร์รี่ที่กินแล้วตื่นตัวมีเรี่ยวแรง จนกลายเป็นที่นิยมทั่วตะวันออกกลาง ก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินทางไปอาหรับและได้ลองชิมกาแฟ แล้วพบว่ากาแฟทำให้กระปรี้กระเปร่า จึงเอากาแฟมาเผยแพร่ในยุโรปและเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา

สมัยก่อนการชงกาแฟนั้นค่อนข้างลำบาก ในร้านกาแฟจะชงกาแฟเป็นหม้อต้มใหญ่ ๆ ต้มทิ้งไว้ทั้งวัน ซึ่งทำให้รสชาติของกาแฟที่ถูกต้มจะมีรสชาติแย่ลงเรื่อย ๆ แต่เมื่อปี 1884 ก็มีชาวอิตาลีชื่อ Angelo Moriondo เขาคิดค้นเครื่องชงกาแฟแบบใหม่ขึ้นมา โดยอาศัย แรงดันไอน้ำ (Pressure) พุ่งผ่านผงกาแฟบดละเอียด เพื่อสกัดกาแฟที่รสชาติเข้มข้นไม่มีกากกาแฟเจือปน และน้ำกาแฟถูกสกัดออกมาภายในเวลาไม่กี่วินาทีเลย

เครื่องชงกาแฟนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในวงการกาแฟเลยนะ เพราะสามารถทำกาแฟแบบแก้วต่อแก้วได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งชื่อเจ้าเครื่องและชนิดกาแฟนี้ว่า Espresso ซึ่งมาจากคำว่า Express (รวดเร็ว) และ Pressure (แรงดัน) ซึ่งกาแฟ Espresso นี้ก็ตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของชาวยุโรปเป็นอย่างดี จากนั้นกาแฟแบบ Espresso ก็เป็นที่นิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เครื่อง Espresso คือเครื่องทำกาแฟที่คลาสสิคที่สุด

หลักการของเครื่องคือการอัดไอน้ำและน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟคั่วบดละเอียด ได้กาแฟรสชาติที่เข้มข้นชัดเจน กาแฟที่ได้ออกมาจากเครื่องคือ Espresso ซึ่งสามารถนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่น ๆ กลายเป็นเมนูได้อีกมากมายทีเดียว เช่น ลาเต้ คาปูชิโน่ มอคค่า เรียกได้ว่าร้านกาแฟทุกร้าน ต้องมีไว้สักเครื่องแน่นอน

สำหรับคอกาแฟที่ชอบกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ จะมีติดไว้ที่บ้านก็ไม่เลวเหมือนกันนะ เพราะเครื่อง Espresso สามารถปรับแต่งการชงกาแฟได้หลากหลายตรงกับความต้องการของผู้ทำมากที่สุด แต่ว่าก็มีข้อจำกัดอยู่ เพราะเครื่อง Espresso นี้ มีอุปกรณ์เยอะ ขั้นตอนการใช้ยุ่งยาก ต้องบดกาแฟเองอีกต่างหาก คนที่จะทำต้องมีทักษะและประสบการณ์ในการทำกาแฟ แถมราคาเจ้าเครื่องนี้ก็ค่อนข้างสูงด้วย

“ทำกาแฟกินเอง” ช่วยประหยัดเงินได้ขนาดไหน ?

Drip Coffee ชงกาแฟแบบละเมียดละไม

กาแฟดริปนั้นได้จากการชงกาแฟด้วยวิธีเทน้ำผ่านผงกาแฟสดที่คั่วบดบนตัวกรอง ให้น้ำไหลผ่านสกัดออกมาเป็นกาแฟ ซึ่งรสชาติอาจจะจะไม่เข้มข้นมาก เพราะใช้ระยะเวลาในการชงเพียงสั้นๆ แต่ก็สะดวกสบาย เครื่องมือทำความสะอาดง่าย เครื่องชงแบบดริปนั้นเป็นที่นิยมแพร่หลายโดยเฉพาะคนที่ ทำกาแฟกินเอง ที่บ้าน เนื่องจากใช้งานง่าย มีราคาถูก ทำกาแฟได้รวดเร็ว และขั้นตอนไม่ยุ่งยาก

ซึ่งกาแฟดริปแบบใช้กระดาษกรองเริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1908 โดยชาวเยอรมันชื่อ Melita Bentz เธอนำกระดาษซับน้ำหมึกของลูกชายมากรองกาแฟ เพราะประสบปัญหากับกาแฟจากเครื่อง Espresso ที่มักจะมีผงกาแฟเล็ก ๆ หลุดออกมา หลังจากนั้นก็ได้คิดค้นอุปกรณ์กรองแบบถ้วย เพิ่มตัวกรองแผ่นกลมเจาะเป็นรูที่สร้างขึ้นจากอลูมิเนียม ก่อนนำกระดาษไปว่าด้านบนตัวกรอง จากนั้นประสิทธิภาพตัวกรองก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนเป็นรูปทรงกรวยในยุค 1930

พี่ทุยว่ากาแฟดริปเหมาะกับคนที่ไม่ชอบขั้นตอนยุ่งยากและไม่เน้นความเข้มของรสชาติกาแฟ แต่อยากได้ความสดใหม่ของกาแฟและอยากลิ้มรสเมล็ดกาแฟโดยตรง เพราะตัวกระดาษกรองจะช่วยลด ตะกอนของกาแฟ น้ำมัน และกรดไขมันให้น้อยลง ซึ่งทำให้ได้รสชาติของกาแฟที่ดีขึ้น อันที่จริงถึงกาแฟดริปจะมีมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังได้รับความนิยมอยู่เรื่อย ๆ ในสาย specialty coffee

“ทำกาแฟกินเอง” ช่วยประหยัดเงินได้ขนาดไหน ?

Moka Pot กาต้มกาแฟ ชงง่าย “ทำกาแฟกินเอง” ได้ที่บ้าน

ถ้าต้องการกินกาแฟเอสเปรสโซ่รสชาติเข้ม ๆ สักแก้วที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องมีเครื่อง Espresso เสมอไป เพราะยังมีอุปกรณ์ชงกาแฟอีกแบบที่สามารถชงกาแฟให้มีรสชาติเข้มข้นและใกล้เคียงกับกาแฟจากเครื่องชง Espresso ก็คือ “Moka Pot” นั่นเอง

Moka Pot มีหลักการทำงานคล้ายเครื่องชง Espresso เป็นการชงแบบใช้แรงดันจากน้ำร้อนที่ถูกต้มจนเดือด แรงดันทำให้น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟ สกัดตัวออกมาเป็นน้ำกาแฟที่ค่อนข้างเข้มข้น แต่แตกต่างตรงที่ Moka Pot ออกแบบให้แรงดันน้ำจะพุ่งจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน ตัวกาต้มมี 2 ส่วน ส่วนล่างไว้ใส่น้ำ ส่วนบนมีตัวกรองกาแฟเป็นฟิลเตอร์สำหรับผงกาแฟคั่วบด เมื่อต้มให้น้ำเดือด ไอน้ำจากข้างล่างจะลอยตัวขึ้นไปรวมกับส่วนของกากกาแฟ 

ทว่า Moka Pot มีแรงดันไอน้ำน้อยกว่าเครื่องชง Espresso ส่งผลให้ตัวน้ำกาแฟที่ได้ไม่เข้มข้นเท่ากับการชงจากเครื่อง Espresso อย่างไรก็ตาม กาแฟจาก Moka Pot นั้นก็เข้มข้นกว่าการชงในรูปแบบอื่น เช่น French press หรือ Drip นะ

การชงกาแฟแบบ Moka Pot นั้น มีวิธีการไม่ซับซ้อน ใช้อุปกรณ์น้อย รสชาติก็ดี ความเข้มใกล้เคียง เครื่องชง Espresso ไม่ว่าจะชงกินเองในบ้าน หรือ พกติดไปแคมปิ้งในป่าก็ทำได้ พี่ทุยคิดว่าเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนชอบกาแฟเข้ม ๆ แต่ไม่อยากลงทุนกับค่าอุปกรณ์มาก

ซึ่งจุดเด่นที่ราคาย่อมเยาแต่ได้กาแฟรสชาติดีนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ Moka Pot ถูกคิดค้นในช่วงปี 1930s ซึ่งตลาดกาแฟเอสเปรสโซ่ได้รับความนิยมจากคนอิตาลีอย่างมาก แต่ปัญหาคือเอสเปรสโซ่ที่ดีนั้น ต้องใช้เครื่องทำกาแฟที่มีแรงดันน้ำสูง ซึ่งเครื่องชงก็มีราคาแพง จนหาซื้อมาใช้งานส่วนตัวที่บ้านไม่ได้

Alfonso Bialetti เจ้าของโรงงานอะลูมิเนียมในอิตาลีเห็นโอกาสนี้ เขาจึงผลิต Moka Pot และสร้างแบรนด์ Bialetti ขึ้นมา ประจวบกับช่วงนั้นอิตาลีเศรษฐกิจตกต่ำ Moka Pot จึงตรงใจคนอิตาลี ช่วยให้ทำกาแฟดื่มที่บ้านแทนจากร้านกาแฟได้ มีต้นทุนการดื่มกาแฟที่ถูกกว่า แถมรสชาติที่ดีสูสีกัน

เครื่อง Moka Pot ของแบรนด์ Bialetti ก็ยังพัฒนาเครื่องชงของตัวเองไปเรื่อย ๆ และได้รับผลตอบรับที่ดี เป็นอุปกรณ์ชงกาแฟที่มีอยู่ทุกบ้านของชาวอิตาลี เรียกว่า Bialetti เติบโตได้อย่างดี สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2007 ภายใต้ชื่อบริษัท Bialetti Industry เลยทีเดียว

ทว่าตั้งแต่ปี 2017 ผลประกอบการของ Bialetti ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ปลายปี 2018 ก็มีข่าวช็อคว่า Bialetti Industries กำลังประสบปัญหา ล้มละลาย หลังขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรก ถึง 15.3 ล้านยูโร จนมีหนี้สินรวมกันเกือบ 70 ล้านยูโร เนื่องจากยอดขายตกต่ำลงทั้งในอิตาลีเองและต่างประเทศ เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปซื้อเครื่องชงกาแฟที่ชงง่ายและสะดวกสบายมากกว่าอย่าง “กาแฟแคปซูล”

เครื่อง CAPSULE น้องใหม่มาแรง

กาแฟแคปซูล เป็นนวัตกรรมใหม่ของโลกกาแฟ เพิ่งถูกผลิตขึ้นไม่ถึง 50 ปี แต่ตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง เป็นหนึ่งในเครื่องชงกาแฟยอดนิยมประจำบ้านหรือประจำออฟฟิศทั่วทุกมุมโลก หรืออีกชื่อที่เราคุ้นหูคือ “Nespresso”

“Nespresso” นั้นมาจากสองคำผสมกันคือ Nestle กับ Espresso ที่มาจาก เนสท์เล่ บริษัทด้านอาหารยักษ์ใหญ่ของสวิสเป็นผู้ผลิตหรือเจ้าของสิทธิบัตรตั้งแต่แรกแหละ

โดยที่ตัวแคปซูลจะบรรจุเมล็ดกาแฟคั่วอย่างดีที่บดเอาไว้ ซึ่งซีลฝาปิดแคปซูลอย่างมิดชิด เพื่อถนอมความสดของกาแฟไว้ เมื่อได้แคปซูลแล้ว ก็นำมาใส่เครื่องชง CAPSULE ตัวเครื่องจะเจาะฝาแคปซูลและผลิตแรงดันน้ำร้อนผ่านแคปซูลออกมาเป็นกาแฟ

แม้ว่าเครื่องชงแบบ CAPSULE จะได้ความสดของกาแฟที่น้อยกว่า และราคาแคปซูลค่อนข้างสูง เครื่องแต่ละยี่ห้อก็จะต้องใช้แคปซูลของยี่ห้อนั้น แคปซูลยี่ห้ออื่นเอามาใส่แทนไม่ได้ แต่ว่าเครื่อง CAPSULE ก็มีข้อดีหลายอย่าง ทั้งโหมดการทำงานที่หลากหลาย สะดวก ใช้งานง่าย รวดเร็ว สม่ำเสมอ และไม่ต้องยุ่งยากในการทำความสะอาดเหมือนเครื่องชนิดอื่น ราคาไม่แพง สามารถทำเมนูเครื่องดื่มได้สารพัดเมนู เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย ไม่ต้องการปรับแต่งอะไร แต่ยังได้กาแฟรสชาติเยี่ยม

เปรียบเทียบต้นทุนการ “ทำกาแฟกินเอง” แต่ละแบบ

หากอยากลองเข้าสายชงกาแฟเองที่บ้าน พี่ทุยก็ลองคำนวณต้นทุนการชงกาแฟแต่ละแบบมาให้แล้ว ก่อนอื่นขอย้ำว่า การทำกาแฟแต่ละแบบนั้นให้รสชาติกาแฟที่แตกต่างกัน ฉะนั้น อย่าลืมศึกษาให้ดีก่อนลงทุน !

“ทำกาแฟกินเอง” ช่วยประหยัดเงินได้ขนาดไหน ?

ส่วนที่มาที่ไปของตัวเลขพี่ทุยก็ทำมาให้ดูตรงนี้ด้วยนะ ขอออกตัวก่อนว่ามันเนิร์ด ๆ หน่อยนะ ใครไม่ไหวก็สามารถข้ามส่วนนี้ไปได้เลย

“ทำกาแฟกินเอง” ช่วยประหยัดเงินได้ขนาดไหน ?

“ทำกาแฟกินเอง” ที่บ้าน VS ไปที่ร้านกาแฟ

แม้ว่าทำกาแฟทานเองที่บ้านจะช่วยในการประหยัดเงินได้ แต่ยังไงซะการไปดื่มแฟที่ร้านกาแฟก็ยังมีข้อได้เปรียบอยู่นะ เพราะการไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านกาแฟไม่เพียงแต่จะได้ลิ้มรสชาติกาแฟที่ถูกต้องจากฝีมือบาริสต้าแล้ว แต่ยังเป็นเหมือนการไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องพักอุดอู้ไปยังที่เปิดกว้าง ถือว่าเป็นการผ่อนคลายจิตใจ ได้พบปะกับผู้คน ได้นัดรวมตัวเพื่อน ๆ หรือจะนั่งทำงานท่ามกลางผู้คน ช่วยให้รู้สึกคลายเหงาได้บ้าง

เรียกได้ว่าวิถีการดื่มกาแฟแต่ละแบบก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน ไม่ว่าจะวิธีไหนพี่ทุยก็ว่าน่าสนใจลองดู เพื่อเราจะได้ค้นพบว่าสไตล์กาแฟแบบไหนที่ตรงใจเรา

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: