อยากเก็บเงินไว้ ลงทุน แต่จะเอาเงินไว้ที่ไหน ก็ไม่อุ่นใจเท่าเอาไว้กับธนาคาร ว่ามั้ย วันนี้พี่ทุยเลยจะพาไปดูกันว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้างถ้าหากอยากลงทุนกับธนาคารให้เงินงอกเงย โดยจะมีตั้งแต่ฝากเงิน ซื้อหุ้นกู้ และลงทุนหุ้นธนาคาร ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกันไป
และเพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพมากขึ้น พี่ทุยก็เลยทำตัวอย่างเปรียบเทียบมาให้ โดยพี่ทุยกำหนดเอาไว้ว่า พี่ทุยเอาเงิน 100,000 บาทไปแช่เอาไว้กับธนาคารในรูปแบบต่าง ๆ ทีนี้มาดูกันว่าแต่ละช่องทางจะให้ผลตอบแทนมากน้อยแตกต่างกันเท่าไหร่ และเหมาะกับใครบ้าง
ทำไมต้อง ลงทุน กับธนาคาร
ก่อนจะไปดูรายละเอียดแต่ละวิธี พี่ทุยอยากอธิบายก่อนว่าทำไมหลายคนถึงเลือกลงทุนกับธนาคาร
- ความมั่นคง ธนาคารในประเทศไทยมีความมั่นคงสูง มีการกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทย และมีกองทุนคุ้มครองเงินฝากสำหรับเงินฝากด้วย ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่าการลงทุนในที่อื่น
- ความคุ้นเคย เราใช้บริการธนาคารอยู่แล้วทุกวัน รู้จักแบรนด์ รู้จักธุรกิจ ทำให้มั่นใจในการลงทุนมากกว่าธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย
- ความหลากหลาย ธนาคารมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำอย่างเงินฝาก ไปจนถึงความเสี่ยงสูงอย่างหุ้น เราสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของตัวเอง
- ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ โดยเฉพาะเงินฝากและหุ้นกู้ที่มีอัตราผลตอบแทนแน่นอน เราสามารถคำนวณได้ว่าเราจะได้เงินเท่าไหร่ในอนาคต ไม่ต้องเดาหรือคาดเดาเหมือนการลงทุนอื่น ๆ
วิธีที่ 1 ฝากเงินในธนาคาร ความเสี่ยงต่ำสุด
คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี นั่นคือการฝากเงินในธนาคาร ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.25% ต่อปี สำหรับบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา การฝากเงินในธนาคารเปรียบเหมือนการเป็นลูกค้าของธนาคาร เรานำเงินไปฝาก แล้วธนาคารจ่ายดอกเบี้ยให้เราเป็นค่าตอบแทน ธนาคารนำเงินของเราไปปล่อยกู้ หรือนำไปลงทุนต่อ แล้วได้ผลตอบแทนมากกว่า
ถ้าเราเอาเงิน 100,000 บาทไปฝากในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี ผ่านไป 10 ปี เงินจะกลายเป็น 102,528 บาท เพิ่มขึ้นมาแค่ 2,528 บาท หรือคิดเป็นปีละประมาณ 250 บาทเท่านั้นเอง ถือว่าน้อยมาก
พูดง่าย ๆ คือ ดอกเบี้ยยังแพ้เงินเฟ้อ เงินไม่โต แถมมูลค่าของเงินลดลงด้วยซ้ำ เพราะอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่แค่ 0.25% เท่านั้น ข้อดีของการฝากเงินคือ ความเสี่ยงต่ำมาก มีกองทุนคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดรายละ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน สามารถถอนได้ตลอดเวลา มีสภาพคล่องสูง
ข้อเสียคือ ผลตอบแทนต่ำมาก เงินไม่เติบโต แพ้เงินเฟ้อ มูลค่าของเงินลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
เหมาะกับ คนที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด ต้องการสภาพคล่องในการถอนเงิน หรือเก็บเงินฉุกเฉิน ไม่เหมาะสำหรับการเก็บเงินระยะยาวหรือการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน
วิธีที่ 2 ซื้อหุ้นกู้ธนาคาร ผลตอบแทนปานกลาง
การซื้อหุ้นกู้ธนาคาร ซึ่งให้ดอกเบี้ยประมาณ 3% ต่อปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความน่าเชื่อถือของธนาคาร การซื้อหุ้นกู้ธนาคารเปรียบเหมือนการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคาร เราให้ธนาคารกู้ยืมเงิน แล้วธนาคารจ่ายดอกเบี้ยให้เราตามอัตราที่ตกลงกันไว้ เมื่อครบกำหนด ธนาคารจะคืนเงินต้นให้เราพร้อมดอกเบี้ย
หุ้นกู้มีหลายประเภท มีทั้งแบบจ่ายดอกเบี้ยทุกปี และแบบจ่ายครั้งเดียวเมื่อครบกำหนด ระยะเวลามีตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี 5 ปี ไปจนถึง 10 ปี ถ้าเราเอาเงิน 100,000 บาทไปซื้อหุ้นกู้ธนาคารที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี ผ่านไป 10 ปี เงินจะกลายเป็น 134,392 บาท ได้กำไรเพิ่มมา 34,392 บาท หรือคิดเป็นปีละประมาณ 3,400 บาท
แม้ยังไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้ เพราะอย่างน้อยก็พอชนะเงินเฟ้อ และเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงระดับกลางได้บ้าง ข้อดีของการซื้อหุ้นกู้คือ ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก มีอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน รู้ล่วงหน้าว่าจะได้เงินเท่าไหร่ ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง โดยเฉพาะหุ้นกู้ของธนาคารใหญ่ ๆ
ข้อเสียคือ ต้องล็อกเงินตามระยะเวลาที่กำหนด ถ้าต้องการขายก่อนครบกำหนดอาจขายได้ในราคาที่ต่ำกว่า หรือขายไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของหุ้นกู้นั้น ๆ และถ้าธนาคารล้ม เราอาจเสียเงินได้
เหมาะกับ คนที่มีเงินก้อนที่ไม่ต้องใช้ในระยะเวลาหนึ่ง ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน และยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับต่ำถึงปานกลาง
วิธีที่ 3 ลงทุน ในหุ้นธนาคาร ผลตอบแทนสูงสุด
การลงทุนหุ้นธนาคาร ซึ่งถ้าพิจารณาจากเงินปันผลเฉลี่ยอาจได้ประมาณ 7% ต่อปี นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้กำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นอีกด้วย การซื้อหุ้นธนาคารเปรียบเหมือนการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธนาคาร เมื่อธนาคารทำกำไร เราก็จะได้รับส่วนแบ่งกำไรผ่านทางเงินปันผล และถ้าธนาคารเติบโต ราคาหุ้นก็จะขึ้น เราก็ได้กำไรจากส่วนต่างราคาด้วย ธนาคารใหญ่ ๆ ในไทย เช่น กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ มักจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ เพราะมีผลกำไรที่มั่นคง และมีนโยบายจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราที่ดี
ถ้าเราเอาเงิน 100,000 บาทไปลงทุนหุ้นธนาคารที่จ่ายปันผลเฉลี่ย 7% ต่อปี และเอาเงินปันผลที่ได้มาลงทุนต่อทุกปี ผ่านไป 10 ปี เงินจะกลายเป็น 196,715 บาท กำไรเพิ่มขึ้นถึง 96,715 บาท หรือคิดเป็นปีละประมาณ 9,600 บาท เรียกได้ว่าเงินเกือบโตเป็นสองเท่า แบบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เลือกลงทุนในธุรกิจธนาคารที่เราเชื่อมั่นเท่านั้นเอง นี่ยังไม่รวมกำไรจากราคาหุ้นที่อาจจะขึ้นอีกด้วย ถ้าราคาหุ้นขึ้น เราก็จะได้กำไรมากกว่านี้อีก แต่ถ้าราคาหุ้นลง เราก็อาจจะขาดทุนได้เช่นกัน
ข้อดีของการลงทุนหุ้นธนาคารคือ ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากและหุ้นกู้มาก ได้ทั้งเงินปันผลและกำไรจากราคาหุ้น มีสภาพคล่องในการซื้อขายได้ทุกวัน ถ้าต้องการเงินก็ขายออกมาได้ ข้อเสียคือ ความเสี่ยงสูงกว่า ราคาหุ้นผันผวน อาจขาดทุนได้ถ้าราคาหุ้นลง ต้องมีความรู้ในการวิเคราะห์หุ้น ต้องติดตามข่าวสารและผลประกอบการของธนาคาร
เหมาะกับ คนที่พร้อมรับความเสี่ยง มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว มีความรู้เรื่องหุ้นพอสมควร และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากและหุ้นกู้
เปรียบเทียบทั้ง 3 วิธี ลงทุน
มาดูภาพรวมกันว่า ถ้าเราเอาเงิน 100,000 บาทไปลงทุนด้วยวิธีต่าง ๆ ผ่านไป 10 ปี จะได้เงินเท่าไหร่ ฝากเงินในธนาคาร ดอกเบี้ย 0.25% ได้เงิน 102,528 บาท กำไร 2,528 บาท ความเสี่ยงต่ำสุด สภาพคล่องสูงสุด ซื้อหุ้นกู้ธนาคาร ดอกเบี้ย 3% ได้เงิน 134,392 บาท กำไร 34,392 บาท ความเสี่ยงปานกลาง สภาพคล่องต่ำ ซื้อหุ้นธนาคาร ปันผล 7% ได้เงิน 196,715 บาท กำไร 96,715 บาท ความเสี่ยงสูง สภาพคล่องสูง
เห็นไหมครับว่าความแตกต่างมันชัดเจนมาก เงินจำนวนเดียวกัน ระยะเวลาเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันมาก เพราะผลตอบแทนที่ต่างกัน การฝากเงินให้เงินเพิ่มแค่ 2% หรือ 2,528 บาท ในขณะที่การซื้อหุ้นให้เงินเพิ่ม 96% หรือ 96,715 บาท ต่างกันถึง 38 เท่าเลยทีเดียว
แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่า ผลตอบแทนที่สูงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงด้วย การฝากเงินปลอดภัยที่สุด แต่ได้น้อยที่สุด การซื้อหุ้นได้มากที่สุด แต่เสี่ยงมากที่สุดเช่นกัน
ควรเลือกวิธีลงทุนแบบไหน
หลังจากที่เห็นตัวเลขไปแล้ว คำถามต่อมาคือ เราควรเลือกวิธีไหน คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
- ปัจจัยแรก คือ ระดับความเสี่ยงที่รับได้ ถ้าเรารับความเสี่ยงไม่ได้เลย ชอบความปลอดภัย ก็ควรเลือกฝากเงิน ถ้ารับความเสี่ยงได้บ้าง ก็เลือกหุ้นกู้ ถ้ารับความเสี่ยงได้ดี ก็เลือกหุ้น
- ปัจจัยที่สอง คือ ระยะเวลาการลงทุน ถ้าต้องการใช้เงินในเร็ว ๆ นี้ ก็ควรฝากเงินหรือซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น ถ้าไม่ต้องใช้เงินอีกนาน ๆ อาจจะลงทุนหุ้นได้
- ปัจจัยที่สาม คือ ความรู้และประสบการณ์ ถ้าไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ก็ไม่ควรซื้อหุ้น ควรเริ่มจากฝากเงินหรือหุ้นกู้ก่อน พอมีความรู้มากขึ้น ค่อยเริ่มลงทุนหุ้น
- ปัจจัยที่สี่ คือ จำนวนเงิน ถ้ามีเงินน้อย อาจจะเริ่มจากฝากเงินก่อน พอมีเงินมากขึ้น ค่อยแบ่งไปลงทุนในหุ้นกู้หรือหุ้น
และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่จำเป็นต้องเลือกแค่วิธีเดียว เราสามารถกระจายการลงทุนได้ เช่น แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งฝากเงินสำหรับฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งซื้อหุ้นกู้ และอีกส่วนหนึ่งซื้อหุ้น
การกระจายการลงทุนแบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับผลตอบแทน
เคล็ดลับการลงทุนกับธนาคาร
พี่ทุยมีเคล็ดลับการลงทุนกับธนาคารมาฝากกัน
- เคล็ดลับแรก ศึกษาก่อนลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้หรือหุ้น ต้องศึกษาให้ดีก่อน อ่านหนังสือชี้ชวน ดูผลประกอบการ เข้าใจความเสี่ยง แล้วค่อยตัดสินใจ
- เคล็ดลับที่สอง เริ่มจากน้อยไปหามาก ถ้าเป็นมือใหม่ อย่าเอาเงินก้อนใหญ่มาลงทุนทั้งหมด เริ่มจากจำนวนเล็กน้อยก่อน เพื่อเรียนรู้และสร้างประสบการณ์
- เคล็ดลับที่สาม กระจายความเสี่ยง อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเดียว แบ่งเงินไปลงทุนหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ วิธี เพื่อลดความเสี่ยง
- เคล็ดลับที่สี่ ลงทุนระยะยาว อย่าคาดหวังผลตอบแทนในระยะสั้น การลงทุนที่ดีต้องใช้เวลา ยิ่งลงทุนนาน ยิ่งเห็นผลชัดเจน
- เคล็ดลับที่ห้า ทบทวนเป็นระยะ ทุก ๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี มาดูว่าการลงทุนของเราเป็นยังไง ถึงเป้าหมายไหม ต้องปรับอะไรบ้าง
สรุป เลือกวิธีลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง
หลังจากที่พี่ทุยอธิบายทั้ง 3 วิธีการลงทุนกับธนาคารไปแล้ว พี่ทุยหวังว่าทุกคนจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง การฝากเงินเหมาะกับคนที่ต้องการความปลอดภัย การซื้อหุ้นกู้เหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนปานกลาง และการลงทุนหุ้นเหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนสูง
สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ เหมาะกับเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุน อย่าเลือกตามคนอื่น อย่าเลือกเพราะผลตอบแทนสูง แต่เลือกเพราะเหมาะกับเรา และอย่าลืมนะครับว่า การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนที่เราเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ก็ไม่ควรลงทุน ให้เวลาตัวเองศึกษาก่อน แล้วค่อยเริ่มลงทุนเมื่อพร้อม
แบบนี้จะรอช้าอยู่ใย รีบเติมความรู้ไปลงทุนกันเถอะ