อย่างที่บอกคนยุคสมัยนี้เสพย์ติ
ไปไหว้พระที่ไหนก็จะ ขอให้รวยกั
แล้วเคยถามตัวเองมั้ยว่า 1 ล้าน 10 ล้าน หรือ 100 ล้าน
แค่ไหนถึงจะเรียกว่า “รวย” ได้สักที ?
ถ้าหากเรามองเป็นตัวเลขเท่าไหร่
มีมากก็อยากมีมากขึ้นไปอีกก็
คำว่า “รวย” จริงๆแล้ว
สำหรับพี่ทุยอยากให้มองว่า …
คนที่มี “รายรับ” มากกว่า “รายจ่าย”
ในทุกๆเดือนแค่นี้ก็ “รวย” แล้ว
พอดีมีทั่นผู้ชวมหลังไมค์มาถามพี่
มีรายรับ 15,000 บาท มีรายจ่าย 14,980 บาท
เหลือเงิน 20 บาท แบบนี้เรียกรวยแล้วใช่มั้ยค
จ้าารวยจ้าาาาาาาาาาาาา
เดี๋ยวพี่ทุยเอาเขาขวิดซะเลยนี่ !
นอกจากรายจ่ายที่เราต้องควบคุม
แหล่งรายได้ก็สำคัญไม่แพ้กัน
เราแบ่งที่มาของรายได้ง่ายๆได้ 2 ทาง
1.) Active Income :
คือ รายได้จากการใช้เวลาแลกเงิน ไม่
2.) Passive Income :
คือ รายได้จากการให้เงินทำงานแทนเรา
แต่ก็ไม่ใช่ให้เงินไปแบกข้าวสาร
หรือฝากซื้อโอเลี้ยง (ตลกไปใหญ่ละ)
แต่มันคือ การถือครองสินทรัพย์นั่นเอง
เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ฯลฯ
ถ้าคุณมีรายได้ทั้งที่เป็น
Active + Passive Income
แล้วมากกว่ารายจ่าย ก็ถือว่าใช้
แต่ถ้าจะให้รวยแบบไม่รู้จะเอา
เงินไปเก็บไว้ตรงไหนแล้วละก็
ต้องมีรายได้แบบ….
Passive Income มากกว่ารายจ่าย
แบบนั้นหละเค้าเรียกกันแบบเท่ๆ
ที่คนสมัยนี้อยากจะเป็นเลยคือ
“อิสรภาพทางการเงิน” ยังไงละ ยู้ววววฮู้วววววว !!
มันไม่ใช่ฝันกลางวันแน่ๆ
ถ้าอยากจะมี “อิสรภาพทางการเงิ
ใครๆก็มีได้ถ้ารู้จักลงทุนและออ
แต่หลายคนไม่ยอมทำกันหน่ะสิ นี่
ว่าแต่ถ้ารวยแบบไม่รู้จะเอาเงิน
เก็บไว้ตรงไหนแล้วละก็ …
มาฝากกับพี่ทุยได้นะ แต่ไม่ต้
