ทำไม เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน

ทำไม เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • หากเทียบเศรษฐกิจไทยกับอาเซียนว่าใครฟื้นตัวจากโควิดเป็นอย่างไรบ้าง จะพบว่า ไทยปรับลดลงมากที่สุดช่วงโควิด แต่ฟื้นตัวช้าที่สุด 
  • ก่อนเกิดโควิด ในปี 2561 เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวได้ 4.2% ก่อนจะชะลอตัวลง และติดลบในปี 2563 ที่เกิดโควิดที่ -6.1% ขณะที่การฟื้นตัวหลังโควิดเป็นไปอย่างช้า ๆ ยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับที่เคยทำได้ในปี 2561 โดยในปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 1.9% เท่านั้น 
  • เหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ติดอยู่ในวังวนการขยายตัวล่าช้า เมื่อเทียบกับประเทศอื่น มาจากการท่องเที่ยวที่แม้ฟื้นตัว แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเท่าเดิม การส่งออกฟื้นตัวแต่ก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบการแข่งขัน ส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนก็เจอปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐก็ยังสะดุดอยู่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

วิกฤตโควิด-19 ระบาดหนักจบไปก็ 2 ปีกว่าแล้ว หลายประเทศเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดโควิดหรือดีกว่าเรียบร้อย แต่ทำไม๊ ทำไม พี่ไทยของเรายังคงวนเวียนอยู่ในอ่าง ลืมตาอ้าปากเท่ากับช่วงก่อนโควิดไม่ได้เสียที วันนี้พี่ทุยจะมาวิเคราะห์ให้ฟังถึงสาเหตุที่ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า พร้อมส่องเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว

ธนาคารโลกชี้ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนเกิดโควิด 10.1%

จริง ๆ แล้วถ้ามองภาพกว้าง เศรษฐกิจทั่วโลกก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่จากช่วงโควิด ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า GDP โลก ยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในระดับที่คาดหวังไว้ก่อนโควิดได้ โดยในปี 2568 คาดว่า GDP โลก ยังคงหายไป 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับระดับที่คาดการณ์ไว้ก่อนโควิด ซึ่ง GDP ส่วนที่ขาดหายไปนี้ มาจากทุกภูมิภาค 

โดยคาดว่า ปี 2568 ผลผลิตทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก จะต่ำกว่าแนวโน้มก่อนเกิดโควิดประมาณ 6% ส่วนละตินอเมริกาและแคริบเบียน จะต่ำกว่า 4% ขณะที่ เอเชียใต้ ต่ำกว่า 8% 

สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรปและเอเชียกลาง คาดการณ์ว่า ลดลงไปในปี 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งก็ทำให้ผลผลิตจากรัสเซียลดลง 2% ส่วนการเติบโตของ GDP ของภูมิภาคนี้ คาดว่าจะยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิดในไม่กี่ปีข้างหน้า 

นอกจากนี้ ธนาคารโลก ยังระบุว่า จากการสำรวจพบว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจทั้งหมด 188 พื้นที่ ในปี 2566 มีทั้งหมด 165 พื้นที่ ที่เศรษฐกิจยังเติยโตต่ำกว่าระดับคาดการณ์ก่อนเกิดโควิดอยู่ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มี ประชากรโลกอาศัยอยู่ 95% ขณะที่ มี 23 ประเทศนั้น ที่ฟื้นตัวจากโควิด กลับมาอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิดโควิดแล้ว โดยในส่วนของประเทศไทย พบว่า GDP ในปี 2565 ยังเติบโตต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิดโควิดประมาณ 10.1%

ทำไม เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน

เทียบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและประเทศในอาเซียน

พี่ทุยขอชวนทุกคนมาดูบ้างว่า ถ้าเอาประเทศไทย ไปเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน ในด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจาก GDP ช่วงก่อนโควิด จนกระทั่งหลังโควิด แต่ละประเทศเป็นอย่างไร ก็จะพบว่า ตอนช่วงโควิดปี 2563 GDP ไทย ก็ปรับลดลงแรงเกือบที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน แต่พอตอนที่ปรับขึ้น เรากลับฟื้นตัวแบบช้า ๆ เอื่อย ๆ 

ในขณะที่ประเทศอื่นเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เร็วกว่า อย่างเช่น สิงคโปร์ ที่เศรษฐกิจปรับตัวลงไม่แรง แต่ในช่วงฟื้นตัวทำได้ดีกว่า แต่แรงฟื้นตัวก็เริ่มแผ่วลงในปี 2566 เช่นเดียวกับไทย ขณะที่ เวียดนาม เศรษฐกิจปรับตัวลงน้อยในช่วงโควิด ส่วนการฟื้นตัวแม้จะดูเหมือนค่อยเป็นค่อยไป แต่ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงทำให้เศรษฐกิจยังดูดีอยู่ 

ทำไม เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน

สรุปผลกระทบโควิดที่เกิดกับเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

หากย้อนไปดูการวิเคราะห์ของธนาคารโลก เกี่ยวกับผลกระทบจากโควิดที่มีต่อเศรษฐกิจนั้น มีความรุนแรง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่สูญเสียรายได้ไปมากในช่วงการแพร่ระบาด และทำให้เศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม 

เมื่อการแพร่ระบาดใหญ่คลี่คลายในช่วงปี 2020 ก็ทำให้เห็นภาพชัดว่า มีครัวเรือนและบริษัทจำนวนมากที่ไม่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านรายได้ในจำนวนและระยะเวลาที่เกิดขึ้น 

ทั้งนี้ มีการศึกษาอ้างอิงข้อมูลจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด ที่ชี้ว่า มีมากกว่า 50% ของครัวเรือนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว ที่ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนในการบริโภคขั้นพื้นฐาน หรือ ดำรงชีวิตอยู่ได้มากกว่า 3 เดือนในช่วงที่ขาดรายได้ไป 

เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่สามารถมีกระแสเงินสดรองรับค่าใช้จ่ายได้น้อยกว่า 55 วัน โดยหลายครัวเรือน และหลายบริษัทในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เผชิญกับภาวะหนี้ที่ไม่มีความยั่งยืนมาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิดแล้ว และต้องพยายามดิ้นรนชำระหนี้ในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ ซึ่งมีมาตรการด้านสุขภาพมาเกี่ยวข้องที่ทำให้รายได้ลดลงอย่างรวดเร็ว  

คราวนี้มาดูกันว่า เศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง นับตั้งแต่ก่อนโควิดจนถึงปัจจุบัน

สรุปสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

  • ปี 2561 +4.2%
  • ปี 2562 +2.1%
  • ในปี 2563 -6.1% *ปีที่เกิดโควิด
  • ปี 2564 +1.5%
  • ปี 2565 +2.5%
  • ในปี 2566 +1.9%
  • ปี 2567 คาดการณ์ +2.5-3.0%   

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

ถ้าดูจากข้อมูลนี้ ก็จะเห็นได้ว่า จริง ๆ เศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปีก่อนจะเกิดโควิดแล้ว และพอเข้าสู่ช่วงโควิด ก็ยิ่งอาการหนัก แต่เมื่อผ่านพ้นโควิดไปแล้ว เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมา ซึ่งในปี 2565 ก็ดูคล้าย ๆ ว่าจะกลับมาโตกว่าก่อนโควิดแล้ว แต่ในปี 2566 ก็กลับลงมาต่ำกว่าก่อนโควิดเล็กน้อย โดยพี่ทุยได้รวบรวมเหตุผลที่มีผลต่อเศรษฐกิจแต่ละปี ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดทำเอาไว้ดังนี้

ปี 2561

  • การบริโภคภาคเอกชนดีต่อเนื่อง เพราะความเชื่อมั่นครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยมีนโยบายภาครัฐมาสนับสนุนเพิ่มเติม
  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว เพราะมีการเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายกำลังผลิต ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ดี
  • มีบางอุตสาหกรรมย้ายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกมายังไทย ช่วงปลายปี
  • การใช้จ่ายภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางราง 
  • ส่งออกขยายตัวน้อยลง ตามทิศทางเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลก ที่ได้รับผลกระทบความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ -จีน รวมทั้งวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชะลอตัว 
  • ภาคบริการขยายตัวชะลอลง จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง จากเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ภูเก็ต ในเดือน ก.ค. บวกกับเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ส่วนนักท่องเที่ยวประเทศอื่นขยายตัวดี 

ปี 2562

  • เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ
  • ส่งออกหดตัวหลายหมวด จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว และการค้าโลกรับผลกระทบความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีน แต่ก็มีส่งออกสินค้าบางหมวดรับผลดี จากการย้ายฐานผลิตมาไทย เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทนสินค้าจีน 
  • การท่องเที่ยวขยายตัวลดลง จากผลของเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นตัวช้า หลังความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เรือล่มในภูเก็ตปี 2561 ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrival ทำให้นักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวได้บ้าง และทำให้นักท่องเที่ยวอินเดีย และไต้หวัน ขยายตัวดี 
  • การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวดี แต่มีทิศทางชะลอลง เพราะกำลังซื้อแผ่วลง จากรายได้ลดลง แต่ยังมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วงปลายปี ช่วยพยุงกำลังซื้อได้บ้าง 
  • การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว เพราะกำลังผลิตเหลือเพียงพอ บวกกับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจลดลง 
  • การใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลง โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ เพราะการใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ล่าช้า 

ปี 2563

  • เศรษฐกิจหดตัวใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จากโควิด-19 และมาตรการควบคุมการระบาดของรัฐที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจหลายภาคส่วนหยุดชะงัก
  • ภาคท่องเที่ยวรับผลกระทบรุนแรงสุดจากการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ 
  • ภาคส่งออกหดตัวสูงขึ้น จากความต้องการของประเทศคู่ค้าอ่อนแอลง แต่สินค้าบางหมวดขยายตัว จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นช่วงโควิด
  • การจ้างงานและรายได้ครัวเรือนลดลงมาก ความเชื่อมั่นครัวเรือนอ่อนแอ ทำให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัว แต่กำลังซื้อยังได้แรงพยุงจากเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ขณะที่ช่วงปีหลังโควิดเริ่มคลี่คลาย แต่การบริโภคที่ฟื้นตัวยังเปราะบาง 
  • การลงทุนภาคเอกชนหดตัว จากความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนแอ กำลังการผลิตส่วนเกินมีเหลืออยู่มาก ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจรับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง 
  • การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวสูงขึ้น มีบทบาทสำคัญพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 และออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน แก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากโควิด

ปี 2564 

  • ความต้องการจากต่างประเทศฟื้นตัว 
  • การใช้จ่ายในประเทศดีขึ้น ถึงแม้จะมีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ แต่การควบคุมการระบาดไม่ได้เข้มงวดเท่าเดิม 
  • มีแรงกระตุ้นจากภาครัฐเพิ่มเติม 
  • การส่งออกขยายตัวดีขึ้น ตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นตัว และรับผลดีจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกเป็นขาขึ้น 
  • การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเล็กน้อย แต่ยังต่ำกว่าก่อนโควิด เพราะมีการแพร่ระบาดรุนแรงในไตรมาส 3 ที่กระทบการจ้างงาน รายได้ และความเชื่อมั่นครัวเรือน ขณะที่มีโครงการคนละครึ่ง เราชนะ ม.33 พยุงกำลังซื้อและการบริโภคเป็นระยะ
  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว จากการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังความต้องการทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การใช้จ่ายภาครัฐพยุงเศรษฐกิจ จากการเร่งเบิกจ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก. กู้เงินฯ ฉบับเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท สนับสนุนกำลังซื้อและใช้เตรียมรับมือโควิด
  • การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้ากว่าสาขาอื่น เพราะหลายประเทศยังมีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเข้มงวด

ปี 2565

  • การท่องเที่ยวฟื้นตัว หลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ
  • การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดี แม้ค่าครองชีพจะสูงกดดันกำลังซื้อครัวเรือน จากการที่ครึ่งปีแรกมีมาตรการคนละครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกัน ส่วนครึ่งปีหลังความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น หลังรายได้ฟื้นตามการท่องเที่ยว
  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลพวงเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจดีขึ้น แต่การลงทุนหมวดก่อสร้างหดตัวเพราะต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่ม และขาดแคลนแรงงาน
  • การส่งออกขยายตัวน้อยลง เพราะความต้องการประเทศคู่ค้าชะลอตัว มีปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค 
  • การใช้จ่ายภาครัฐหดตัว เพราะใช้จ่ายบรรเทาโควิดลดลง ส่วนรายจ่ายการลดลงก็ลดลงจากหน่วยงานคมนาคมเป็นหลัก ส่วนการลงทุนรัฐวิสาหกิจขยายตัว จากการเบิกจ่ายโครงการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน

ปี 2566 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า

(ธปท. ยังไม่ได้จัดทำรายงานประจำปีเผยแพร่ออกมา แต่ให้มุมมองไว้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เมื่อเดือน ก.พ. 2567)

  • เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงช่วงปลายปี 2566 จากการส่งออกและการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชะลอลง เพราะความต้องการของคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะจีน ฟื้นตัวช้า และไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่กระทบความสามารถในการแข่งขัน เป็นอุปสรรคกับภาคส่งออกและการผลิต
  • รายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยลง ถึงแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวเปลี่ยนพฤติกรรม มีวันพักเฉลี่ยน้อยลง ค่าใช้จ่ายต่อทริปจึงลดลง 
  • การลงทุนภาครัฐลดลงมากเป็นพิเศษ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีล่าช้า 

ปี 2567

(ธปท. คาดการณ์ไว้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน เดือน ก.พ. 2567)

ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจขยายตัว

  • การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการจ้างงานเพิ่มขึ้น รายได้ครัวเรือนฟื้นตัว ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น 
  • การท่องเที่ยวขยายตัว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดอยู่ที่ 34.5 ล้านคน 
  • การส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มขยายตัวค่อยเป็นค่อยไป จากความต้องการโลกที่ฟื้นตัวช้า และการกลับมาของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มให้ประโยชน์น้อยลง บวกกับปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทบความสามารถแข่งขันที่มีอยู่ 

ความเสี่ยงสำคัญ

  • เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวต่ำกว่าที่คาด โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจจีน และผลพวงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 
  • ผลดีของการค้าโลกที่ฟื้นตัวที่มีต่อการส่งออก อาจจะน้อยกว่าที่ประเมิน เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง 

ถ้าดูจากข้อมูลตั้งแต่ปี 2561- คาดการณ์ปี 2567 ที่พี่ทุยรวบรวมมา ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจไทยที่เคยอู้ฟู่มีแววชะลอตัวมาตั้งแต่ 1 ปีก่อนเกิดโควิดแล้ว ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเศรษฐกิจโลก กับความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นหลัก 

ขณะที่เมื่อเข้าสู่ช่วงโควิด ก็เหมือนปัญหาซ้ำเติมให้เศรษฐกิจอาการหนักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจสะดุด และถึงแม้โควิดคลี่คลายแล้ว การกลับมาของนักท่องเที่ยวก็ยังไม่เท่ากับก่อนโควิด แถมที่สำคัญที่สุด การใช้จ่ายยังน้อยลงด้วย เพราะจำนวนวันพักในไทยน้อยลง 

ขณะที่ การส่งออก เป็นภาคที่ทำให้เราได้เห็นชัดว่า โควิดนั้นเป็นเพียงตัวฉุดให้ภาคส่งออกชะลอลงชัดเจนเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วเรามีปัญหาทางด้านโครงสร้าง ที่กระทบความสามารถในการแข่งขันด้วย จึงทำให้การส่งออกดูจะฟื้นช้าซะเหลือเกิน เป็นอีกภาคที่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจยังไม่กลับมาดีเท่าก่อนเกิดโควิดซะที 

ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจยังพอขยายตัวได้ดีอยู่หลังโควิดนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะมีการใช้จ่ายภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มาช่วยหนุนอยู่ ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา ก็เป็นปีที่การใช้จ่ายภาครัฐสะดุด จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้า ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงมาจากการเลือกตั้ง ที่กว่าจะได้รัฐบาลเข้ามานั่งบริหารประเทศกัน ก็ล่าช้าออกไปจากวันที่มีการเลือกตั้งอยู่หลายเดือน 

พี่ทุยก็ยังมองว่า ปี 2567 นี้ ก็อาจจะเป็นปีที่เศรษฐกิจมีแววดีกว่าปี 2566 และมีหวังให้ดีกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนโควิดที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอลงแล้วได้ แต่จะให้ไปดีเท่ากับปี 2561 ที่เศรษฐกิจยังสดใสอยู่ก็คงจะยาก ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค ทั้ง ภาคท่องเที่ยว การบริโภคของครัวเรือน และการส่งออก ที่ยังเต็มไปด้วยสารพัดความท้าทาย  

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile