เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากในสัปดาห์ก่อน เมื่อจู่ ๆ “เงินยูโรอ่อนค่า” ลงมาเหลือ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นการอ่อนค่ามากสุดของสกลุเงินยูโรในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว เหตุใดเงินยูโรถึงอ่อนค่าหนักขนาดนั้น และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้
ปัจจัยที่ทำให้ “เงินยูโรอ่อนค่า” หนัก
ก่อนอื่นพี่ทุยขอเริ่มต้นอธิบายแบบนี้ก่อนว่า ค่าเงินก็ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่ง โดยหากค่าเงินของประเทศใดได้รับความเชื่อมั่นจากสายตาของนักลงทุนและคนทั่วไปสูง ค่าเงินสกุลนั้นย่อมเป็นที่ต้องการเป็นปกติ ซึ่งเรียกปากว่าค่าเงินแข็งค่าขึ้น
แต่หากว่าประเทศใดเศรษฐกิจดูอ่อนแอ จนสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในตลาด มูลค่าของค่าเงินก็ย่อมถดถอยลง หรือเรียกง่าย ๆ คือค่าเงินอ่อนค่าลงนั่นเอง
ส่วนเหตุที่เงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนักครั้งนี้ ก็เป็นผลพวงมาจากความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ถือครองสกุลเงินยูโร 19 ประเทศจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคตอันใกล้นี้
โดยมีปัจจัยมาจากต้นทุนค่าพลังงานในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระดับเงินเฟ้อของภูมิภาคยุโรปในเดือน มิ.ย. 2565 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการที่ 8.6% ตามไปด้วย
สำหรับต้นเหตุค่าพลังงานสูงขึ้นก็เพราะมีแนวโน้มว่ารัสเซียจะลดการส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันให้แก่ยุโรปเพื่อแก้แค้นที่ยุโรปบังอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่รัสเซียเพื่อประท้วงกรณีการรุกรานยูเครนของกองทัพรัสเซีย ทั้งนี้ รัสเซียถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ยุโรปพึ่งพาอยู่
แม้ในปัจจุบันรัสเซียจะยังไม่ประกาศว่าจะตัดการส่งพลังงานให้ยุโรป แค่การที่รัสเซียปิดท่อก๊าซ Nord Stream เพื่อซ่อมแซมเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ทำเอาคนทั่วทั้งยุโรปอกสั่นขวัญแขวนกันยกใหญ่แล้ว
นอกจากนี้ การที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนักรอบนี้ยังเป็นผลพวงมาจากการคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่เผชิญแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อสุงสุดในรอบ 40 ปี ที่ 9.1%
ซึ่งหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์จริงก็จะยิ่งทำให้นักลงทุนทุนแห่เทขายเงินสกุลยูโรแล้วไปถือครองดอลลสาร์สหรัฐฯ แทน เพราะมองว่ามีความมั่นคงและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า
ถึงแม้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เพื่อฉุดรั้งนักลงทุนเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่น่าจะเสี่ยงทำในเวลาเช่นนี้ เพราะในแง่หนึ่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยย่อมทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งดูจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะข้าวยากหมากแพงในยุโรปมากกว่าที่จะช่วยบรรเทาสถากการณ์ให้ดีขึ้น
นี่จึงเป็น 2 ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนัก
ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ค่าเงินยูโรไม่เคยอ่อนค่าลงไปต่ำกว่าค่าเงินดอลล่าร์เลยนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2545 โดยจุดที่ลงไปต่ำที่สุดของยูโรคือ 1 ยูโร สามารถแลกได้เพียง 82.30 เซ็นต์ในเดือน ต.ค. 2545
อย่างไรก็ดี เงินยูโรยังเคยทำสถิติแข็งค่ามากถึง 1 ยูโรต่อ 1.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาแล้วหลังจากที่เริ่มประกาศใช้เงินสกุลยูโรในวันที่ 1 ม.ค. 2542 ต่อมาค่าเงินยูโรก็เริ่มอ่อนค่าลงมาเหลือ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2543
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่พ้นปี 2545 เป็นต้นมา สกุลเงินยูโรมีทิศทางแข็งค่ากว่าดอลลาร์สหรัฐฯ มาโดยตลอด เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลการค้าให้กับกลุ่มประเทศยูโรโซนเป็นส่วนใหญ่ แถมยังเกิดกรณีข่าวอื้อฉาวในวงการการเงินสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ที่ผ่านมาเงินยูโรจึงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมากกว่าดอลลาร์
ส่งผลกระทบอะไรต่อเราบ้าง ?
ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงนั้นดูจะเป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ที่ไปเยือนกลุ่มประเทศยูโรโซน เพราะสามารถซื้อของได้เท่าเดิมในราคาที่ถูกลงจากอำนาจการซื้อในมือที่เพิ่มขึ้น
รวมไปถึงจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าของยุโรปที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ เพราะจะทำให้สามารถตั้งราคาขายสินค้าให้ถูกลงเพื่อดึงดูดผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ค่างินระหว่างยูโรและดอลลาร์สหรัฐฯ มีความสำคัญก็เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคู่ค้ารายใหญ่ โดยมีมูลค่าการค้าต่อปีเฉลี่ยที่ 7 – 8 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 24.5 – 28 ล้านล้านบาท) จึงทำให้ความเคลื่อนไหวสองค่าเงินดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก
ซึ่งทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของการอ่อนตัวของค่าเงินยูโร และหวังว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับไทยมากนัก เพราะต้องไม่ลืมว่าภาวะและเงื่อนไขเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ทั้งภาวะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นก็หนักหนาเอาการอยู่แล้ว
อ่านเพิ่ม