ทำไม “เงินยูโรอ่อนค่า” หนักในรอบ 20 ปี ส่งผลกระทบอะไรต่อเราบ้าง ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เงินยูโรอ่อนค่าหนักลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี โดยมีปัจจัยจากความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนกำลังเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย แถมยังมีปัจจัยจากการขึ้นดอกเบี้ยเฟดมากดดัน
  • ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงหนักขนาดนี้ เพราะเคยอ่อนค่ามากกว่านี้มาแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งต่อมายูโรก็แข็งค่ากว่าดอลลาร์มาโดยตลอด เพราะเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามากกว่า
  • นักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ที่ไปยุโรแและผู้ส่งออกในกลุ่มยูโรโซนได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากภาวะดังกล่าว เพราะนักท่องเที่ยวจะซื้อของได้ถูกลง ขณะที่ผู่ส่งออกมีแนวโน้มจะได้กำไรมากขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากในสัปดาห์ก่อน เมื่อจู่ ๆ “เงินยูโรอ่อนค่า” ลงมาเหลือ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นการอ่อนค่ามากสุดของสกลุเงินยูโรในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว เหตุใดเงินยูโรถึงอ่อนค่าหนักขนาดนั้น และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้ 

ปัจจัยที่ทำให้ “เงินยูโรอ่อนค่า” หนัก

ก่อนอื่นพี่ทุยขอเริ่มต้นอธิบายแบบนี้ก่อนว่า ค่าเงินก็ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่ง โดยหากค่าเงินของประเทศใดได้รับความเชื่อมั่นจากสายตาของนักลงทุนและคนทั่วไปสูง ค่าเงินสกุลนั้นย่อมเป็นที่ต้องการเป็นปกติ ซึ่งเรียกปากว่าค่าเงินแข็งค่าขึ้น  

แต่หากว่าประเทศใดเศรษฐกิจดูอ่อนแอ จนสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในตลาด มูลค่าของค่าเงินก็ย่อมถดถอยลง หรือเรียกง่าย ๆ คือค่าเงินอ่อนค่าลงนั่นเอง  

ส่วนเหตุที่เงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนักครั้งนี้ ก็เป็นผลพวงมาจากความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ถือครองสกุลเงินยูโร 19 ประเทศจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคตอันใกล้นี้

โดยมีปัจจัยมาจากต้นทุนค่าพลังงานในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระดับเงินเฟ้อของภูมิภาคยุโรปในเดือน มิ.ย. 2565 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการที่ 8.6% ตามไปด้วย 

สำหรับต้นเหตุค่าพลังงานสูงขึ้นก็เพราะมีแนวโน้มว่ารัสเซียจะลดการส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันให้แก่ยุโรปเพื่อแก้แค้นที่ยุโรปบังอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่รัสเซียเพื่อประท้วงกรณีการรุกรานยูเครนของกองทัพรัสเซีย ทั้งนี้ รัสเซียถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ยุโรปพึ่งพาอยู่

แม้ในปัจจุบันรัสเซียจะยังไม่ประกาศว่าจะตัดการส่งพลังงานให้ยุโรป แค่การที่รัสเซียปิดท่อก๊าซ Nord Stream เพื่อซ่อมแซมเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ทำเอาคนทั่วทั้งยุโรปอกสั่นขวัญแขวนกันยกใหญ่แล้ว

นอกจากนี้ การที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนักรอบนี้ยังเป็นผลพวงมาจากการคาดการณ์ของตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่เผชิญแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อสุงสุดในรอบ 40 ปี ที่ 9.1%

ซึ่งหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์จริงก็จะยิ่งทำให้นักลงทุนทุนแห่เทขายเงินสกุลยูโรแล้วไปถือครองดอลลสาร์สหรัฐฯ แทน เพราะมองว่ามีความมั่นคงและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า

ถึงแม้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เพื่อฉุดรั้งนักลงทุนเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่น่าจะเสี่ยงทำในเวลาเช่นนี้ เพราะในแง่หนึ่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยย่อมทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น 

ซึ่งดูจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะข้าวยากหมากแพงในยุโรปมากกว่าที่จะช่วยบรรเทาสถากการณ์ให้ดีขึ้น 

นี่จึงเป็น 2 ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนัก 

ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ค่าเงินยูโรไม่เคยอ่อนค่าลงไปต่ำกว่าค่าเงินดอลล่าร์เลยนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2545 โดยจุดที่ลงไปต่ำที่สุดของยูโรคือ 1 ยูโร สามารถแลกได้เพียง 82.30 เซ็นต์ในเดือน ต.ค. 2545   

อย่างไรก็ดี เงินยูโรยังเคยทำสถิติแข็งค่ามากถึง 1 ยูโรต่อ 1.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาแล้วหลังจากที่เริ่มประกาศใช้เงินสกุลยูโรในวันที่ 1 ม.ค. 2542 ต่อมาค่าเงินยูโรก็เริ่มอ่อนค่าลงมาเหลือ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2543 

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่พ้นปี 2545 เป็นต้นมา สกุลเงินยูโรมีทิศทางแข็งค่ากว่าดอลลาร์สหรัฐฯ มาโดยตลอด เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายขาดดุลการค้าให้กับกลุ่มประเทศยูโรโซนเป็นส่วนใหญ่ แถมยังเกิดกรณีข่าวอื้อฉาวในวงการการเงินสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ที่ผ่านมาเงินยูโรจึงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมากกว่าดอลลาร์

ส่งผลกระทบอะไรต่อเราบ้าง ? 

ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงนั้นดูจะเป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ ที่ไปเยือนกลุ่มประเทศยูโรโซน เพราะสามารถซื้อของได้เท่าเดิมในราคาที่ถูกลงจากอำนาจการซื้อในมือที่เพิ่มขึ้น 

รวมไปถึงจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าของยุโรปที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ เพราะจะทำให้สามารถตั้งราคาขายสินค้าให้ถูกลงเพื่อดึงดูดผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ค่างินระหว่างยูโรและดอลลาร์สหรัฐฯ มีความสำคัญก็เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคู่ค้ารายใหญ่ โดยมีมูลค่าการค้าต่อปีเฉลี่ยที่  7 – 8 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 24.5 – 28 ล้านล้านบาท) จึงทำให้ความเคลื่อนไหวสองค่าเงินดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก 

ซึ่งทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของการอ่อนตัวของค่าเงินยูโร และหวังว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับไทยมากนัก เพราะต้องไม่ลืมว่าภาวะและเงื่อนไขเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ทั้งภาวะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นก็หนักหนาเอาการอยู่แล้ว

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile