เทรนด์การย้ายประเทศยังคงแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการย้ายที่ทำงานไปยังประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งทั่วโลกก็มีแนวโน้มต้องการ แรงงานต่างชาติ มากขึ้นเรื่อย ๆ
ล่าสุดพี่ทุยได้มีโอกาสอ่าน “รายงานการพัฒนาของโลก ประจำปี 2566” (world Development Report 2023) ของธนาคารโลก ซึ่งได้ออกมาบ่งชี้ว่า “ทรัพยากรแรงงานข้ามชาติ” กำลังกลายเป็๋นสิ่งที่หลายประเทศต่างเฝ้าถวิลหาและมีแนวโน้มว่าจะเกิดการแข่งขันแย่งชิงกันอย่างหนัก
ทำไมรายงานดังกล่าวถึงคาดการณ์ไว้เช่นนั้น วันนี้พี่ทุยจะมารีวิวให้ฟัง
แรงขับดันที่ทำให้เปลี่ยนนโยบายจาก “ปิดกั้น” ไปสู่ “การเปิดรับ”
ขอบอกแบบนี้ก่อนว่า เดิมทีหลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับกำลังแรงงานในประเทศของตนเองมาโดยตลอด เพราะคงไม่มีใครที่ไหนอยากให้คนต่างบ้านต่างเมืองมาแย่งอาชีพของคนในประเทศตนเอง
เว้นเสียแต่ว่าคนต่างชาตินั้นจะทำได้ดีกว่าจริง ๆ หรือ เป็นงานที่ไม่มีใครทำแล้ว เราจึงให้จะใจรับให้คนต่างชาตินั้นมาทำแทน
ทว่าปัจจุบันทางเลือกเก่า ๆ แบบนั้นกำลังตีบตันลงไปทุกที
นั่นเพราะว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในระดับรายได้ปานกลาง ต่างกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงวัยเหมือน ๆ กัน ในขณะที่จำนวนประชากรเกิดใหม่กลับเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า โดยเป็นผลมาจากคนผลมาจากคนรุ่นใหม่มีลูกน้อย หรือ บางคู่ไม่มีเลย ในขณะคนสูงวัยมีแนวโน้มที่จะอยู่ได้นานมากขึ้น
ซึ่งนั่นก็หมายความว่ากำลังคนในวัยทำงานมีน้อยลงทุกที แต่คนสูงวัยที่เกษียณแล้วกลับมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงต่อภาวะการขาดกำลังคนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเป็นฐานรายได้ให้แก่รัฐบาลในอนาคต
ที่เห็นชัด ๆ เลย คือกรณีของไทย เพราะในปีที่แล้วไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีจำนวนผู้สูงอายุราว 20-30% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ
หลายประเทศจึงเริ่มหันมาเปิดรับแรงงานต่างชาติในกลุ่มที่มีทักษะที่ขาดแคลนให้เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศตนเองมากขึ้น โดยปรับแก้กฎหมายตรวจลงตรา (Visa) เข้าเมือง และเพิ่มแพคเกจและสวัสดิการต่าง ๆ มาล่อตาล่อใจ อย่างเช่นกรณีของ 3 ประเทศนี้
- แคนาดา ที่เพิ่มโควต้าของผู้อยู่อาศัยถาวรในปีนี้ถึง 4.65 แสนคน จากเดิมปีที่แล้วที่ 4 แสนกว่าคน
- เยอรมนี ที่หันมาจริงจังกับการดึงดูดแรงงานมีฝีมือจากนอกสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรก โดยยกเลิกข้อกำหนดการต้องอยู่อาศัยขั้นต่ำ และการถือครอง 2 สัญญาชาติที่อยู่นอกอียู
- ออสเตรเลีย ได้ออกมายกเครื่องระบบการยื่นขอวีซ่าเข้ามาทำงานประเทศครั้งใหญ่ เพื่อหวังดึงดึงดูดแรงงานมีฝีมือเข้ามาในประเทศ โดยหวังให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ อาทิ การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงการปฏิวัติทางเทคโนโลยีดิจิทัล
แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะดีกว่านี้
แม้หลายประเทศจะมีการปรับนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าแรงงานที่ต้องเหล่านั้นเป็นกลุ่มแรงงานที่ต้องมีทักษะและฝีมือในสาขาที่ประเทศต้นทางต้องการด้วย
ซึ่งต้องยอมรับว่าแรงงานกลุ่มดังกล่าวมีจำนวนจำกัด ทำให้เสี่ยงต่อการแข่งขันเพื่อยิงชิงทรัพยากรบุคคลอันมีค่าดังกล่าวในอนาคตมากขึ้น
อย่างไรก็ดี รายงานของธนาคารโลกบอกว่าเรายังมีโอกาสที่ทั่วโลกจะสามารถหาจุดสมดุลของเรื่องนี้ได้อยู่ และทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
เพราะปัจจุบันกลุ่มประเทศรายได้น้อย หรือ ประเทศกำลังพัฒนาที่มีระดับการพัฒนาไม่มากนัก กลับมีจำนวนคนในวัยทำงาน เพิ่มมากขึ้นในอนาคต อาทิ บังกลาเทศ ไนจีเรีย และกัมพูชา
ดังนั้นหากเอาทั้งสองกลุ่มระหว่าง “ประเทศร่ำรวยและรายได้ปานกลาง” มาจับคู่กับ “กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยดังกล่าว” ก็น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและเติมเต็มความต้องการของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี
ถึงกระนั้นเองการแมตชิ่งดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะการจะทำเรื่องดังกล่าวทั้งสองฝ่ายคงต้องปรับจูนเงื่อนไขของตนเองให้เหมาะสมและคู่ควรกันเสียก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนและวัยแรงงานที่สดใหม่จะต้องยกระดับทักษะความสามารถให้ตรงกับความต้องการของประเทศผู้รับ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นภาระและถูกกีดกันจากสังคมใหม่ที่ไปอยู่
ในทางกลับกันประเทศร่ำรวยและรายได้ปานกลางก็ควรปรับกฎหมาย หลักเกณฑ์ และสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อทำให้แรงงานต่างชาติที่มาอยู่อาศัยไม่รู้ว่าเป็นอื่น หรือ เป็นส่วนเกินในสังคมที่เข้าไปอยู่ใหม่
ไทยเตรียมแผนอย่างไรกับ แรงงานต่างชาติ
ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามเปิดรับกับเรื่องแรงงานต่างชาติมากขึ้น ทั้งในกลุ่มที่มีฝีมือและกลุ่มแรงงานไร้ทักษะ เพราะนับวันกลุ่มคนเหล่านี้ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยเห็นได้จากการออกมาตรการ “Long-Term Resident Visa (LTR Visa)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพื่อมุ่งดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง อาทิ กลุ่ม Digital Nomad และกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็ได้ผ่อนผันให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง
แต่ถึงกระนั้น ไทยก็ยังต้องเร่งปรับนโยบายให้สอดรับกับแนวโน้มความต้องการแรงงานต่างชาติที่จะเพิ่มมากขึ้น
เพราะเรามักจะได้ยินบ่อยว่าระบบการยื่น Visa ทำงานในประเทศ หรือเอกสารต่าง ๆ มักยุ่งยากล่าช้ามาก ขณะเดียวกันแรงงานที่เข้ามาส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มแรงงานไร้ทักษะ โดยปัจจุบันมีมากเกือบถึง 3 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 7.8 % ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ส่วนแรงงานที่มีทักษะสูงกลับยังมีสัดส่วนที่น้อยนิดเพียง 78,00 คน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของกำลังแรงงานทั่วประเทศ
ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมองหาแรงงานทักษะสูง หรือที่ขาดแคลนมากขึ้น เพื่อมาตอบสนองโจทย์การพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศรายได้สูง ซึ่งอาศัยการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์
ปัจจุบันซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่แต่ละพรรคหาเสียงก็ได้มีการออกนโยบายเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มก้อนทางความคิดได้ดังนี้
หากเป็นกลุ่มของพรรคที่เป็นรัฐบาลมักจะมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการยื่นขอและนำเข้าแรงงานต่างชาติให้รวดเร็วขึ้น
แต่หากเป็นกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน หรือ พรรคที่ก่อตั้งใหม่ มักจะมีแนวคิดโน้มเอียงไปในเรื่องของการคำนึงสิทธิของแรงงานในฐานะที่เป็นมนุษย์ ควรได้รับการปกป้อง คุ้มครอง รวมถึงเปิดช่องทางให้คนกลุ่มนี้ได้กลายเป็นพลเมืองไทยได้ง่ายขึ้น
จึงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มการแข่งขันเพื่อแย่งชิงแรงงานต่างชาติที่กำลังจะทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นนับจากนี้ไป
อ่านเพิ่ม