ช่วงปี 2565 ความยากลำบากหนึ่งก็คือราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด ดันค่าครองชีพทั่วโลกทะลุกราฟ รวมถึงไทย แม้ช่วงปลายปีราคาน้ำมันโลกย่อตัวลงบ้าง แต่ที่ไทยยังไม่มีวี่แวว ปรับลดราคาน้ำมัน ลงเลย
และล่าสุดกลุ่ม 7 ชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ G7 บวกกับออสเตรเลียที่เป็นพันธมิตรช่วยหนุนยูเครน ได้ออกมาตรการเพื่อหวังตัดท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ของรัสเซียด้วยการกำหนดให้บรรดาบริษัทเอกชนของชาติตนเองซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียไว้ไม่เกิน 60 ดอลลาร์ (ราว 2,200 บาท) ต่อบาร์เรลโดยให้มีผลตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธ.ค. 2565 เป็นต้นไป
มาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยมากแค่ไหน พี่ทุยจะเล่าให้ฟัง…
กำหนดเพดานการซื้อน้ำมันอย่างไร
มาตรการดังกล่าวเป็นการบังคับให้บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านการเงิน การขนส่ง และประกันภัย ในกลุ่มประเทศ G7 ประกอบไปด้วย สหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ซึ่งรวมไปถึงออสเตรเลียที่ร่วมวงกับมาตรการนี้ด้วย ข้องแวะกับการทำธุรกรรมการซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียด้วยราคาที่สูงเกินกว่า 60 ดอลลาร์ (ราว 2,200 บาท) ต่อบาร์เรล
หากเกินกว่านั้น ทางถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายทันทีและต้องมีบทลงโทษตามมา เช่น การถอนเงินประกัน และการจัดหาเงินทุนเป็นเวลา 90 วัน เป็นต้น
หลายคนคงสงสัยว่าแล้วทำไมไม่แบนการซื้อน้ำมันจากรัสเซียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
คำตอบก็คือว่า โลกยังจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งน้ำมันจากรัสเซียอยู่ โดยถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ซึ่งจู่ ๆ หากขาดน้ำมันจากรัสเซียไปก็ย่อมกระเทือนต่อราคาน้ำมันและเศรษฐโลกในภาพรวมแน่ เพราะปัจจุบันก็แพงอยู่แล้วก็จะยิ่งแพงขึ้นไปอีก
เหล่าชาติสมาชิก G7 และพันธมิตรจึงเลือกใช้วิธีการกำหนดเพดานดังกล่าวแทน และเชื่อว่าการที่บริษัทขนส่งน้ำมันและธุรกิจประกันภัยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในยุโรปก็น่าจะทำให้สามารถกดดันรัสเซียได้ไม่มากก็น้อย
นอกจากนั้น เหล่าสมาชิก G7 ยังได้รับแนวร่วมจากสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งได้ออกมาตรการงดการซื้อน้ำมันจากบริษัทในรัสเซียหลายแห่งอีกด้วย โดยจะมีผลตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ปี 2566
กระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไร
นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่ามาตรการที่ออกมาคงไม่กระทบกับราคาน้ำมันโลกในปัจจุบันมากนัก
เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันดิบที่รัสเซียขายออกไปก็อยู่ที่ราคาประมาณ 60 ดอลลาร์ (ราว 2,200 บาท) ต่อบาร์เรลอยู่แล้ว แถมรัสเซียเองยังมีโปรโมชั่นขายน้ำมันราคาถูกให้ชาติที่ตนมีสัมพันธ์ดีด้วย เช่น ตุรกี อินเดีย และปากีสถาน
ทั้งนี้ เพดานราคาที่จะกระทบต่อรัสเซียจริง ๆ น่าจะอยู่ที่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ (ราว 1,850 บาท) ต่อบาร์เรลมากกว่า หรือจะให้ดีก็ให้ลงไปถึง 30 ดอลลาร์ (ราว 1,110 บาท) ไปเลย
เพราะต้นทุนการผลิตน้ำมันของรัสเซียปัจจุบันอยู่ที่ 30 – 40 ดอลลาร์ (ราว 1,110 – 1,480 บาท) ต่อบาร์เรล
สิ่งที่น่าวิตกคือการส่งสัญญาณทางการเมืองมากกว่า เพราะรัสเซียออกมาขู่แล้วว่า หากพบว่าชาติไหนยอมทำตามมาตรการจำกัดเพดานซื้อน้ำมันของ G7 และชาติพันธมิตร รัสเซียก็มีสิทธิที่จะไม่ขายน้ำมันดิบให้เช่นกัน
ดังนั้นไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจึงอยู่ในข่ายนี้ด้วย และจะต้องระมัดระวังท่าทีดังกล่าวให้ดี เพราะมิเช่นนั้นอาจได้รับผลกระทบจากการตอบโต้ของมาตรการจากรัสเซียได้
ขณะเดียวกันไทยเองก็มีสัมพันธ์อันดีกับกลุ่ม G7 ทำให้การพึ่งพาสายส่งน้ำมันจากบริษัทต่าง ๆ ในประเทศกลุ่มนี้ก็จะต้องบริหารความเสี่ยงไว้ด้วยเช่นกัน
เพราะหากรัสเซียเลือกใช้มาตรการตอบโต้ขึ้นมา ก็อาจทำให้การซื้อน้ำมันของไทยผ่านกลุ่มบริษัทขนส่งน้ำมัน หรือ บริษัทประกันในชาติ G7 เกิดปัญหาได้ เช่น ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ในปี 2564 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียมากถึง 783 ล้านดอลลาร์ (ราว 24,000 ล้านบาท) สูงสุดเป็นอันดับ 10 ของตลาดทั่วโลกที่ไทยนำเข้าน้ำมัน ขณะที่ในปี 2565 การนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียไม่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกเหมือนเดิม
ระยะสั้น ราคาน้ำมันโลกถูกกดดัน ไทยไม่น่า ปรับลดราคาน้ำมัน ได้
ในระยะสั้นนี้ มาตรการกำหนดเพดาราคาน้ำมันรัสเซียจากกลุ่ม G7 มีแนวโน้มสูงว่าจะทำให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้น
เพราะถึงไทยจะลดการพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซียไปแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากรัสเซียเกิดใช้มาตรการตอบโต้ หรือ ลดกำลังการผลิตลงตามที่ผู้นำรัสเซียออกมาขู่ไว้ล่าสุด ก็จะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงทันที และส่งผลต่อไปยังราคาน้ำมันดิบทั่วโลกให้ต้องปรับตัวขึ้นตาม
ไทยในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันดิบก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องแบกรับการบริโภคน้ำมันในราคาที่แพงขึ้นอย่างแน่นอน
ระยะกลาง-ระยะยาว ขึ้นอยู่กับเกมการเมือง
ในระยะกลางและยาวนั้น ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลง ก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะเลือกเล่นเกมการเมืองแบบไหน เพราะหากถึงที่สุดไทยเลือกดำเนินนโยบายที่เอนเอียง หรือ เข้าข้างรัสเซีย ก็อาจได้รับการขายน้ำมันดิบในราคาถูกได้
ล่าสุดรัสเซียเอาใจอินเดียที่ประกาศตัวไม่เอาด้วยกับมาตรการของกลุ่ม G7 ด้วยการปล่อยเงินกู้และสร้างเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ให้เป็นของรางวัลตอบแทน
แต่หากเลือกยืนอยู่ฝั่งชาติพันธมิตรตะวันตก หรือเอนเอียงไปมาทางนี้ ไทยเองก็เสี่ยงจะต้องแบกรับกับราคาน้ำมันที่แพง เพราะต้องไม่ลืมว่าในช่วงฤดูหนาว และปลายปีเช่นนี้ ความต้องการใช้พลังงานมีสูง
ดังนั้นไทยจึงต้องบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศเหล่านี้ให้ดี
เพราะประเด็นเรื่องรัสเซีย-ยูเครน คงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าอย่างแน่นอน และคาดว่าจะมีมาตรการและการขับเคี่ยวกันในเชิงเศรษฐกิจและการเงินออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ
ต่อให้ราคาน้ำมันโลกลง แต่ไทยยังไม่ ปรับลดราคาน้ำมัน
แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในไทย ไม่ได้มีการปรับลดลงตาม เพราะตลาดโลกยังมีความผันผวน ทั้งความต้องการพลังงานช่วงหน้าหนาวในยุโรป และการที่จีนคลายมาตรการคุมโควิด-19
แต่อีกประเด็นสำคัญ ที่ราคาน้ำมันไทยยังไม่ลดลงตาม คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะรีดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อลดภาระหนี้ ที่ตอนนี้ยังติดลบอยู่ประมาณ 127,377 ล้านบาท
แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 83,713 ล้านบาท บัญชีก๊าซหุงต้ม(แอลพีพี) ติดลบ 43,624 ล้านบาท จากการเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากน้ำมันทุกประเภท โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เรียกเก็บเงินได้ถึง 5.82 บาทต่อลิตร กลุ่มเบนซินในส่วนของแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 เก็บได้ 2.30 บาทต่อลิตร E20 และ E85 เก็บได้ 51 สตางค์ต่อลิตร
เพราะฉะนั้น แม้น้ำมันโลกจะลง แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในไทยคงยังไม่ปรับตัวลงเร็ว ๆ นี้
อ่านเพิ่ม
