การประชุม COP 27 คืออะไร มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ?

การประชุม COP 27 คืออะไร มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • COP คือเวทีการประชุมระหว่างประเทศ เพื่อมุ่งพูดคุยหารือและร่วมกันหาทางแก้ปัญหาโลกร้อนร่วมกัน โดย COP 27 ในปีนี้ รัฐบาลอียิปต์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมขึ้น ณ เมืองชาร์มเอลชีค ระหว่างวันที่  6 –  18 พ.ย. 2565
  • หัวข้อหลักของ COP 27 ประกอบด้วย จำนวนเงินที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบควรจะได้รับจากภาวะโลกร้อนควรเป็นเท่าไร การจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิต และต่ละประเทศจะลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหินเท่าไร 
  • ไทยเป็นสมาชิกที่เข้าร่วมใน COP ตั้งแต่ปี 1992 โดยในปีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยเตรียมนำเสนอความคืบหน้าสำคัญหลายประการ อาทิ ยุุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% ภายใน 2030 และ BCG Model

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ช่วงนี้หลายคงอาจเห็นข่าวคราวเกี่ยวกับ การประชุม COP 27 ที่จัดขึ้น ณ เมืองชาร์มเอลชีค ประเทศอียิปต์กันบ่อยมาก เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าการประชุมดังกล่าวคืออะไร ทำไมการประชุมปีนี้ถึงเป็นที่จับตามองกันมาก และไทยเกี่ยวข้องหรือไปมีบทบาทอย่างไร วันนี้พี่ทุยมีคำตอบให้

การประชุม COP 27 คืออะไร และจำเป็นไหม

มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27” หรือ COP 27 ซึ่งย่อมามาจาก Conference of the Parties of UNFCCC ระหว่างวันที่ 6 –  18 พ.ย. 2022 ณ เมืองชาร์มเอลชีค ประเทศอียิปต์ 

โดยการประชุม COP มีวัตถุประสงค์หลักคือพูดคุยหารือและร่วมกันหาทางแก้ปัญหาโลกร้อนร่วมกัน โดยมีผู้นำ/ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าร่วม 

การประชุม COP เฉลี่ยจัดขึ้นปีละครั้ง และในทุก ๆ ครั้งก็กลายเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก เพราะหลายฝ่ายต้องการดูว่าประเทศต่าง ๆ จะร่วมกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความเลวร้ายมากขึ้นทุกขณะอย่างไร

ปัญหาโลกร้อนได้กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาใกล้ตัวของพวกเราทุกคนมากขึ้นทุกที ดังเห็นได้จากจำนวนและความถี่ของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ มิหนำซ้ำยังเกิดภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศจากพื้นที่ ๆ เคยชุ่มชื้นก็กลับแห้งแล้ง ในพื้นที่แห้งแล้งกลับเกิดภาวะฝนตกชุกจนน้ำท่วม 

ผู้เชี่ยวชาญต่างพากันออกมาเตือนว่าหากทุกประเทศยังไม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโลกร้อนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และแก๊ส  อุณหภูมิของโลกในระยเวลาอันสั้นนี้จะเพิ่มสูงขึ้นไป 1.5 องศาเซลเซียสจากฐานของอุณหภูมิโลกเมื่อปี 1850 

และหากว่าอุณหภูมิโลกพุ่งสุงขึ้นเกินเพดาน 1.7- 1.8 องศาเซลเซียส โลกของเราก็จะพบกับหายนะครั้งยิ่งใหญ่ เพราะประชากรกว่าครึ่งโลกหนึ่งของโลกจะตกที่นั่งลำบากทันทิ อาทิ ภาวะการไร้ที่อยู่อาศัยจากการที่พื้นดินหลายแห่งจมลงไปในทะเล พื้นที่ทำเกษตรหายไป และไหนจะความหลากหลายทางชีวภาพที่ต้องสูญเสียไป 

แม้เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่ารัฐบาลกว่า 194 ประเทศจะลงนามในความตกลงปารีสในปี 2015 ว่าจะดำเนินการทุกหนทางเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซีย สภายในปี 2100 แต่การดำเนินการตามข้อตกลงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องติดตามและตรวจสอบความหว้าหน้ากันอย่างใกล้ชิด

มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง

ที่ประชุม COP27 จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกประเทศจะได้ร่วมกันติดตามว่าแต่ละประเทศทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อนำไปสู่การป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 โดยมีเนื้อหาที่จะพูดคุยหลัก ๆ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ รับมือกับภาวะโลกร้อน และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ เทคนิค และการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา

อย่างไรก็ดี บางประเด็นก็ได้ข้อสรุปไปแล้ว แต่บางประเด็นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะจำนวนเงินที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบควรจะได้รับจากภาวะโลกร้อนควรเป็นเท่าไรที่จะเพียงพอต่อการฟื้นฟูให้กลับมาดีได้ดังเดิม 

ซึ่งในปี 2009 กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วประกาศจะให้เงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.7 ล้านล้านบาท) ต่อปีแก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษและเตรียมรับมมือกับภาวะโลกร้อนไปจนถึงปี 2020 แต่เป้าหมายดังกล่าวก็ไม่เคยสำเร็จ และปัจจุบันได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นภายในปี 2023 แล้ว

จำนวนเงินที่ประเทศพัฒนาแล้วมอบให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อปรับตัวรับมือภาวะโลกร้อน

จำนวนเงินที่ประเทศพัฒนาแล้วมอบให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อปรับตัวรับมือภาวะโลกร้อน

ถึงกระนั้น ประเด็นดังกล่าวก็ใช้ว่าจะจบสิ้น เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลับเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้่นแล้วอีก ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วกลับมองว่าเป็นการเรียกร้องเกินกว่าเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อช่วยสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริงว่าสิ่งต่าง ๆ ที่กินที่ใช้อยู่สูบทรัพยากรของโลกมามากขนาดไหนที่ยังต้องหาข้อสรุปในครั้งนี้ 

ปิดท้ายด้วยประเด็นการให้คำมั่นสัญญาว่าแต่ละประเทศจะลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหินเท่าไร เพราะต้องยอมรับว่าถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่สร้างมลภาวะสูง แต่ด้วยภาวะราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น มิหนำซ้ำการใช้พลังงานหมุนเมียนและพลังงานสะอาดยังมีต้นทุนที่สูงอยู่ ทำให้การลดการพึ่งพาถ่านหินจึงทำได้ยาก  

เกี่ยวข้องกับไทยอย่างไรบ้าง

การประชุม COP 27 เกี่ยวข้องกับประเทศไทยของเราอย่างแน่นอน เพราะไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมในภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) เมื่อปี 1992 และความตกลงปารีสในปี 2015

นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วผู้นำของไทยยังได้ประกาศให้คำมั่นสัญญาไว้ในการประชุม COP 26 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ไว้ว่าจะสามารถนำพาประเทศเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน 2050 และทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 รวมไปถึงการเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% ภายในปี 2030 

ดังนั้นในการประชุม COP 27 ไทยเราจึงต้องมานำเสนอแผนความคืบหน้าที่จะทำให้สิ่งที่เคยลั่นวาจาเอาไว้ทำให้เกิดขึ้นจริง 

โดยในครั้งนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ตัวแทนของไทยคือนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้โอกาสนี้นำเสนอยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Long Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy) และการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% ภายใน 2030

การประชุม COP 27 คืออะไร มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ?

ที่มา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมที่จะนำเสนอกรอบแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ออกสู่สายตาชาวโลกเพื่อทำให้เห็นว่าไทยเรามุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน  

จึงอาจกล่าวได้การประชุม COP 27 จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ทั่วโลกรวมถึงชาวไทยเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และก้าวเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน 

เพราะหากเราไม่ปรับตัวให้ทันเพื่อรักษาโลกใบนี้ไว้ เราก็คงไม่มีโลกใบที่สองให้ได้อยู่อาศัยกันอีกแล้ว

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile