วัคซีน โควิด-19

ทำไมเศรษฐกิจโลก ปี 2564 ฟื้นตัวได้จาก “วีคซีน” เท่านั้น !?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • เศรษฐกิจไทยปี 2563 หดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ฉุดให้ภาคการส่งออกของไทยติดลบหนัก และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปมหาศาล
  • จีน ไต้หวัน และเวียดนาม กลับเป็น 3 ประเทศของโลกที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียที่เศรษฐกิจปี 2563 สามารถขยายตัวได้ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก 
  • ขณะที่เศรษฐกิจโลกปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากปี 2563 แต่มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการฉีดวัคซีน ประเทศที่มีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนมากจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้เทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19
  • ประเทศไทยได้รับวัคซีนล็อตแรกแล้วจากบริษัท Sinovac และ AstraZeneca 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset กองทุนรวม
Krungsri Asset กองทุนรวม

ประเทศไทยได้รับ “วัคซีน” ล็อตแรกแล้วจากบริษัท Sinovac และ AstraZeneca  

ในช่วงต้นปีแบบนี้ตัวเลข GDP ของแต่ละประเทศก็ทยอยออกกันมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไทยด้วย ล่าสุด GDP ไทยปี 2563 ติดลบ 6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี หรือตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทุกประเทศทั่วโลกต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลให้การค้าขายทั่วโลกชะงักลง ทำให้ภาคการส่งออกของไทยที่คิดเป็นประมาณ 70% ของ GDP ติดลบอย่างหนัก

ทั้งการส่งออกสินค้าที่ติดลบถึง 6.6% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เหลือเพียง 7 ล้านคน ทำให้รายได้เข้าประเทศหายไปราว 80% จากช่วงปกติ

แต่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกเริ่มค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ก็มีส่วนทำให้การส่งออกของไทยนั้นเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ตาม ขณะที่แรงกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจไทยได้ดีพอสมควร ทำให้คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 นี้ จะพลิกกลับมาขยายตัวได้ราว 3-4%

จีน ไต้หวัน และเวียดนาม เป็นเพียง 3 ประเทศของโลกที่ขยายตัวได้ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

คราวนี้มาดู GDP ปี 2563 ของประเทศอื่นกันบ้าง ซึ่งพี่ทุยพบสิ่งที่น่าสนใจว่าในบรรดาประเทศที่เราคุ้นเคยกันมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือพูดง่าย ๆ ว่าเศรษฐกิจสามารถขยายตัวเป็นบวกได้ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั่นคือ จีน ไต้หวัน และเวียดนาม

ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดที่มีการจัดการและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ดีมาโดยตลอด มีส่วนผลักดันให้ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เติบโตได้อย่างเต็มที่

GDP ปี 2563

  • จีน : +2.3%
  • ไต้หวัน : +3.0%
  • เวียดนาม : +2.9%

สำหรับเศรษฐกิจจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่ GDP ปี 2563 ขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 2.3% จากการเผชิญและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ก่อนใครเพื่อน ทำให้เศรษฐกิจในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว

ขณะที่ GDP ของไต้หวันก็ขยายตัว 3.0% ถือเป็นประเทศที่มีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในเอเชียและของโลก สาเหตุสำคัญก็เพราะวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้เกิด Mega Trend ใหม่ นั่นคือ Work From Home และการติดต่อสื่อสารทางไกลผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทำให้สินค้าส่งออก เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิปประมวลผล และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ไต้หวันเก่งและถนัดอยู่แล้วนั้นเติบโตขึ้นอย่างมาก จนช่วยให้เศรษฐกิจไต้หวันได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากวิกฤตครั้งนี้

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจเวียดนามที่ GDP ขยายตัวที่ 2.9% นั้น เวียดนามก็ใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการแทรกตัวส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Work From Home และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังตลาดโลกด้วย ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศที่ภาคการส่งออกเติบโตมากที่สุดในเอเชีย 

ขณะเดียวกัน ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่อยู่ จนเกิดระลอก 2 ระลอก 3 ตามมานั้น ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่อยู่หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ส่งผลให้ GDP ปี 2563 ของประเทศเหล่านี้ติดลบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์กันเลยทีเดียว 

GDP ปี 2563

  • สหรัฐฯ : -3.5%
  • ยุโรป : -6.8%
  • ญี่ปุ่น : -4.8%

ดังนั้นจะเห็นว่าภาพเศรษฐกิจโลกแต่ละประเทศในปี 2563 ที่ผ่านมาจะดีหรือไม่นั้น สิ่งสำคัญคือขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เศรษฐกิจโลกปี 2564 ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการฉีด “วัคซีน”

เมื่อมองไปข้างหน้าจากตัวเลขคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2564 ของ IMF ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกจะกลับมาขยายตัวในแดนบวกหรือฟื้นตัวขึ้นจากปี 2563 แต่ก็มีข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันออกไป

โดยประเทศที่เศรษฐกิจปี 2564 จะกลับมาเติบโตได้เท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เช่น

  • สหรัฐฯ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก GDP ปี 2564 จะขยายตัวได้ 5.1% หลังจากปี 2563 ติดลบไป 3.4% และปี 2562 ที่ขยายตัวได้เพียง 2.2%
  • ขณะที่ GDP จีนปี 2564 จะขยายตัวที่ 8.1% ต่อเนื่องจากปี 2563 ที่ 2.3% และปี 2562 ที่ 6.0%
  • และอินเดียที่ GDP ปี 2564 จะขยายตัวสูงถึง 11.5% ฟื้นตัวขึ้นจากปี 2563 ที่ติดลบหนักถึง 8.0% และปี 2562 ที่ขยายตัวได้เพียง 4.2% ซึ่งอินเดียจะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีตัวเลขการเติบโตของ GDP มากที่สุดและรวดเร็วที่สุดของโลก   

ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่เศรษฐกิจปี 2564 ยังไม่สามารถกลับมาเติบโตได้เท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เช่น

  • ยุโรปที่ GDP ปี 2564 ขยายตัวเพียง 4.2% เทียบกับปี 2563 ที่ติดลบไปถึง 7.2% และปี 2562 ที่ขยายตัวเพียง 1.3%
  • และญี่ปุ่นที่ GDP ปี 2564 ขยายตัวที่ 3.1% เทียบกับปี 2563 ที่ติดลบไป 5.1% และปี 2562 ที่ขยายตัว 0.3%

ซึ่งจะเห็นว่า แม้เศรษฐกิจปี 2564 ของทั้งยุโรปและญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ยังไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นในปีวิกฤตโควิด-19 ได้

แม้ว่าเศรษฐกิจปี 2564 ของทุกประเทศจะดูดีขึ้นกันถ้วนหน้าแต่ก็มีความแตกต่างกัน สิ่งสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เหมือนปี 2563 เพียงอย่างเดียว แต่ปีนี้จะขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไว้รัสโควิด-19 ซึ่งประเทศที่มีความคืบหน้าเรื่องวัคซีนมากกว่าจะมีส่วนสำคัญให้เศรษฐกิจกลับไปโตได้เทียบเท่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ 

ความคืบหน้าในการฉีด “วัคซีน” ของแต่ละประเทศ

สหรัฐฯ มีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากที่สุดในโลกจำนวนกว่า 64 ล้านโดส และฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ

ขณะที่จีนแม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศเพียง 3% ของประชากรทั้งประเทศ แต่มีการฉีดวัคซีนจำนวนโดสมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกกว่า 40 ล้านโดส

ในส่วนของอินเดียแม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศไม่มากคิดเป็น 1% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ก็มีจำนวนโดสของการฉีดวัคซีนไปแล้วมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกกว่า 10 ล้านโดส และเป็นประเทศที่มีการจองวัคซีนมากที่สุดในโลกกว่า 2,000 ล้านโดส พร้อมตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศราว 300 ล้านคนให้ได้ภายในกลางปีนี้

ขณะที่ 4 ประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรป อย่างเช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน มีความคืบหน้าเรื่องวัคซีนค่อนข้างล่าช้าพอสมควร เพราะมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศไปแล้วเพียง 5-6% ของประชากรทั้งประเทศ และฉีดวัคซีนไปจำนวนไม่กี่ล้านโดสเท่านั้น ทั้งที่การแพร่ระบาดยังคงอยู่ในระดับที่รุนแรงและยังมีการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่อยู่ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยังไม่ได้รับวัคซีนตามที่ตกลงกันไว้กับบริษัทผู้ผลิต

เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีการฉีดวัคซีนไปแล้วเพียงหลักหมื่นโดสเท่านั้น และฉีดให้กับประชาชนในประเทศไปเพียงไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งประเทศ และบางรายที่ได้รับวัคซีนก็มีปัญหาข้างเคียงตามมาด้วย

ในส่วนของไทยเองล่าสุด (24 ก.พ. 64) ได้รับ “วัคซีน” ล็อตแรกแล้วส่งตรงมาจากจีนจำนวน 200,000 โดสจากบริษัท Sinovac และ 100,000 โดสจากบริษัท AstraZeneca 

นับว่าไทยเองก็มีความคืบหน้าในการจัดหา “วัคซีน” มาให้คนไทยและเป็นไปตามที่หลายคนคาดหวังกันไว้ ซึ่งพี่ทุยก็หวังเช่นกันว่าการได้รับวัคซีนมาแล้ว จะเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้ นอกเหนือจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างการส่งออกและการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
"ลงทุนหุ้น" ภายใน 30 วัน
error: