จับตา หนี้สหรัฐ หากผิดนัดชำระหนี้ กระเทือนทั้งโลก

จับตา หนี้สหรัฐ หากผิดนัดชำระหนี้ กระเทือนทั้งโลก

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Janet Yellen ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ อาจเผชิญหายนะทางเศรษฐกิจและการเงินถ้าเพิ่มเพดานหนี้เป็น 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้
  • สหรัฐฯ เคยมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ทางเทคนิค คือชำระล่าช้า ครั้งแรกและครั้งเดียวในปี 1979 หลังจากนั้นก็เดินอยู่ในวังวน ก่อหนี้ชนเพดาน ออกกฎหมายเพิ่มวงเงินก่อหนี้ เลื่อนเส้นตายวันผิดนัดชำระหนี้ หรือ X Date มาโดยตลอด
  • ในที่สุดปี 2023 สหรัฐฯ ก็น่าจะผ่านกฎหมายเพื่อเพิ่มเพดานหนี้ หลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ปี 2023 นี้ มีข่าวคราวออกมาอีกแล้วว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะเต็มคาราเบลจนชนเพดานหนี้ที่ตั้งไว้ โดยช่วงเดือน ม.ค. Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาบอกว่า หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 31 ล้านล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ ต.ค. 2022 และ หนี้สหรัฐ จะชนเพดาน 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ วันที่ 19 ม.ค. 2023

จากนั้นก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงจะเผชิญหายนะทางเศรษฐกิจและการเงินได้ ถ้าล้มเหลวกับการเพิ่มเพดานการก่อหนี้เป็น 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ 

ทางแก้สำหรับสถานการณ์รอบนี้ มีให้เลือก 2 ทาง คือ 1) ออกกฎหมายให้เพิ่มเพดานหนี้ได้ หรือ 2) หยุดใช้เพดานหนี้ชั่วคราว

จับตา หนี้สหรัฐ หากผิดนัดชำระหนี้ กระเทือนทั้งโลก

สหรัฐฯ จะเดินไปถึงจุดหายนะจากการก่อหนี้เต็มเพดานหรือไม่ แล้วนักลงทุนอย่างเราจะได้รับผลกระทบชิ่งอะไรด้วยรึเปล่า วันนี้พี่ทุยจะมาวิเคราะห์ให้ฟัง 

เริ่มต้นพี่ทุยขอหยิบประวัติศาสตร์เรื่องการกำหนดเพดานหนี้ของสหรัฐฯ มาเล่าดีกว่า ซึ่งถ้าใครไล่เรียงดูตั้งแต่ต้นมหากาพย์จนถึงตอนสุดท้าย ก็จะเข้าใจชัดเจนขึ้น

มหากาพย์เพดาน หนี้สหรัฐ 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้สหรัฐฯ ก่อหนี้ทะลุขีดจำกัด 

เม.ย. 1917 สภาคองเกรสออกกฎหมาย the Second Liberty Bond Act of 1917 ให้กระทรวงการคลังบริหารเงินรัฐบาลกลางได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ด้วยการไม่จำกัดวัตถุประสงค์การสร้างหนี้ใหม่ จากเดิม ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาคองเกรสควบคุมการกู้ยืมของรัฐบาลกลางเข้มงวด

ก.ค. 1939 สภาคองเกรสรวมการจำกัดการก่อหนี้ ที่เดิมเคยแยกย่อยไว้ ให้เป็นวงเงินหนี้รวมเดียว เช่น ข้อจำกัดที่เคยแยกระหว่างพันธบัตรและหนี้ระยะสั้น พร้อมออกวงเงินการก่อหนี้ครั้งแรก 45,000 ล้านดอลลาร์ และเปิดกว้างให้กระทรวงการคลังพิจารณาใช้เครื่องมือการกู้ยืมเอง ด้วยวงเงินการก่อหนี้ไม่เกินระดับที่กำหนด

มิ.ย. 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาคองเกรส เพิ่มวงเงินการก่อหนี้ต่อปี เพื่อให้ครอบคลุมการกู้ยืมที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม โดยแตะระดับสูงสุดที่ 300,000 ล้านดอลลาร์ ช่วงสิ้นสุดสงครามในเดือน มิ.ย. 1946 จากนั้นวงเงินหนี้ก็เริ่มลดลงเหลือ 275,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อต้นทุนสงครามหมดไปและรัฐบาลกลางเริ่มเกินดุล 3 ปี ซึ่งวงเงินการก่อหนี้นี้ก็ใช้มาต่อเนื่อง 8 ปี ยาวนานสุดนับตั้งแต่เริ่มมีวงเงิน

ส.ค. 1954 สภาคองเกรสอนุมัติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ชั่วคราว เพื่อช่วยหาเงินทุนสำหรับสงครามเกาหลี ตามคำขอของประธานาธิบดี Dwight Eisenhower

ก.ค. 1957 วงเงินก่อหนี้กลับไปอยู่ที่ 275,000 ล้านดอลลาร์ หลังสภาคองเกรสปฏิเสธให้อำนาจประธานาธิบดี Eisenhower ต่ออายุการกู้ยืม สร้างแรงกดดันให้ฝ่ายบริหารของรัฐบาล Eisenhower ต้องใช้งบประมาณด้านกลาโหมด้วยความยับยั้งชั่งใจมากขึ้น และทำให้​ 6 เดือนจากนั้น กองทัพอากาศต้องหยุดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในช่วงสั้น ๆ

ก.ค. 1974 สภาคองเกรสผ่านกฎหมาย the Congressional Budget and Impoundment Control Act of 1974 ที่จดทำขึ้นเพื่อปรับกระบวนการเกี่ยวกับงบประมาณรัฐสภาให้ทันสมัย โดยกฎหมายใหม่ได้มอบเครื่องมือใหม่ให้สภาคองเกรสควบคุมการใช้จ่ายของฝ่ายบริหาร

การผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกของรัฐบาลสหรัฐฯ 

เม.ย. 1979 สภาคองเกรสเพิ่มวงเงินก่อหนี้ ในช่วงเวลาเฉียดฉิว ก่อนที่รัฐบาลกลางจะผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งสร้างความท้าทายด้านเทคนิคและการดำเนินงาน เป็นผลทำให้กระทรวงการคลังชำระหนี้ตั๋วเงินคลังประมาณ 122 ล้านดอลลาร์ ล่าช้า

นับเป็นครั้งแรกของการผิดนัดชำระหนี้ทางเทคนิค ซึ่งมีการศึกษาพบว่า กรณีนีทำให้ อัตราดอกเบี้ยของหนี้ที่ออกโดยสหรัฐฯ ต้องปรับเพิ่มขึ้น 0.60% 

ก.ย. 1979 เกิด Gephardt Rule ซึ่งเป็นกฎที่ตั้งชื่อตามผู้นำเสียงข้างมากในสภา Dick Gephardt โดยกฎได้รับการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ อนุญาตให้สภาเพิ่มวงเงินก่อหนี้ของรัฐบาลกลางได้อัตโนมัติ เมื่อผ่านการลงมติงบประมาณ โดยไม่ต้องลงคะแนนเสียงแยกต่างหาก

ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำให้หน่วยงานกู้ยืมของรัฐบาลกลางตัดสินใจเรื่องงบประมาณได้โดยตรง ซึ่งกฎนี้ถูกใช้นำมาผ่านการเพิ่มวงเงินก่อหนี้รัฐบาลกลางถึง 15 ครั้ง

ก.ย. 1982 มีการออกกฎหมายวงเงินก่อหนี้ของรัฐบาลกลางอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมาย the Second Liberty Bond Act of 1917

ก.ย. 1985 การก่อหนี้มาถึงขีดจำกัดอีกครั้ง ทำให้กระทรวงการคลังต้องใช้มาตรการพิเศษเป็นครั้งแรก โดยอนุญาตให้รัฐบาลปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐบาลกลางต่อไปได้ แต่มีการถอนการลงทุนในบัญชีของรัฐบาลกลางบางบัญชีชั่วคราว เช่น กองทุนเกษียณอายุสำหรับพนักงานของรัฐบาลกลาง และกองทุนทรัสต์ประกันสังคม

ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ไม่เป็นอันตรายกับประกันสังคมหรือการจ่ายประโยชน์อื่น ๆ ของรัฐบาลกลาง แต่ต่อมาสำนักงานที่รับผิดชอบของรัฐบาลกลางพบว่า การกระทำของกระทรวงกาคลังครั้งนี้เหมือนเป็นการละเมิดกฎหมายประกันสังคม อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่ได้ดำเนินการโดยไม่มีเหตุผล

ธ.ค. 1985 มีการเพิ่มเพดานการก่อหนี้ชั่วคราว จาก 1,900 ล้านดอลลาร์ เป็น 2,100 ล้านดอลลาร์ 

ต.ค. 1986 ผู้ออกนโนยบายการออกฎหมายอนุญาตให้กระทรวงการคลังใช้มาตรการพิเศษได้ โดยการออกแนวปฏิบัติให้สามารถใช้เงินลงทุนได้ตามปกติสำหรับกองทรัสต์บางกองเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลกลางต้องเผชิญภาวะการชนเพดานหนี้ โดยการอนุญาตนี้ไม่ได้รวมกองทุนทรัสต์ประกันสังคมอยู่ด้วย 

ก.พ. 1996 สหรัฐฯ ต้องเผชิญสถานการณ์ใกล้ชนเพดานหนี้อีกครั้ง ทำให้สภาคองเกรสต้องผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้กระทรวงการคลังออกวงเงินกู้ยืมพิเศษชั่วคราวเพื่อให้จ่ายประกันสังคมได้ตรงเวลาในเดือน มี.ค. และสภาคองเกรสก็ต้องเพิ่มวงเงินหนี้อีกปลายเดือน มี.ค.

ส.ค. 1997 หลังเกิดเหตุการณ์ที่รัฐบาลต้องปิดการดำเนินงานต่าง ๆ เป็นเวลานาน ทำให้มีการเพิ่มเพดานหนี้เป็นเกือบ 6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย the Balanced Budget Act of 1997 ขณะที่ข้อบัญญัติอื่นในกฎหมายมีส่วนทำให้รัฐบาลเกินดุลงบประมาณ 4 ปีติดต่อกัน ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่จำเป็นต้องเพิ่มวงเงินกู้ให้รัฐบาลกลางหลายปี

มิ.ย. 2002 ยุคแห่งการใช้งบประมาณแบบสมดุลสิ้นสุดลง ฝ่ายกำหนดนโยบายกลับมาใช้จ่ายงบประมาณแบบขาดดุลอีกครั้ง โดยเพดานการก่อหนี้ถูกเพิ่มเป็น 6.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นการเพิ่มครั้งแรกในรอบ 5 ปี

จุดเริ่มต้นวังวนระงับวงเงินหนี้ – ออกมาตรการพิเศษ หนี X Date (วันที่จะผิดนัดชำระหนี้)

พ.ค. 2011 สหรัฐฯ เดินมาสู่ขีดจำกัดการก่อหนี้อีกครั้ง ด้วยเพดานหนี้ 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหายครั้งก่อนจะเดินมาถึงจุดนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังต้องใช้มาตรการพิเศษ “X Date” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่เงินงบประมาณใช้จ่ายหมดลง ทำให้ไม่มีเงินไปชำระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลา โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2011 

ก.ค. 2011 Mitch McConnell ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาเสนอแก้ไขวงเงินหนี้ที่เป็นไปได้ ภายใต้กฎที่ถูกเรียกว่า “McConnell Rule” ที่ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเสนอเพิ่มวงเงินหนี้ที่จะมีผลบังคับใช้ได้ ยกเว้นแต่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะลงมติอื่นแทนที่ ทำให้สภาคองเกรสยังคงมีอำนาจปฏิเสธการเพิ่มวงเงินก่อหนี้ได้โดยการลงคะแนน และไม่จำเป็นต้องร่วมอนุมัติ

ส.ค. 2011 ก่อนวันที่จะมีการใช้มาตรการพิเศษ X Date สภาคองเกรสและประธานาธิบดีประกาศใช้กฎหมาย the Budget Control Act of 2011 ซึ่งเป็นการกำหนดขีดจำกัดการใช้จ่ายตามดุลยพินิจ โดยสร้างคณะกรรมการคัดเลือกร่วมว่าด้วยการลดการขาดดุล และเพิ่มเพดานหนี้เป็น 16.4 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยกฎ McConnell Rule ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้ S&P ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯลง จาก AAA เป็น AA+ โดย S&P อ้างอิงเหตุผลว่ามาจากภัยทางการเมือง

ธ.ค. 2012 สหรัฐฯ เจอสถานการณ์ถึงขีดจำกัดเพดานหนี้ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้กระทรวงการคลังใช้มาตรการพิเศษเพื่อเลื่อนเวลาการผิดนัดชำระหนี้ออกไป โดยคาดว่า X Date จะเกิดในเดือน ก.พ. 2013

จุดเริ่มต้นการเพิ่มวงเงิน หนี้สหรัฐ แบบไม่มีลิมิต

ก.พ. 2013 ผู้กำหนดนโยบายกฎหมาย the No Budget, No Pay Act of 2013 โดยระงับการใช้วงเงินหนี้จนถึง 18 พ.ค. 2013 เมื่อถึงวันนั้นวงเงินหนี้จะกลับคืนสู่สถานะที่กำหนดไว้ด้วยระดับหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจำกัดเพดานหนี้ที่มีการระงับใช้เพดานชั่วคราวแทนการเพิ่มตัวเลขวงเงิน

พ.ค. 2013 เพดานหนี้ที่ถูกระงับเอาไว้ สิ้นสุดลง ด้วยจำนวนหนี้ที่ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดยกระทรวงการคลังกลับมาใช้มาตรการพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลกลาง ที่คาดว่า X Date จะเกิดขึ้นช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2013

ต.ค. 2013 รัฐบาลกลางต้องปิดการดำเนินงานบางส่วน 16 วัน หลังสภาคองเกรสล้มเหลวกับการออกกฎหมายเพื่อรองรับการใช้จ่าย เป็นผลจากความขัดแย้งกันเรื่องเงินทุนภายใต้กฎหมาย the Affordable Care Act โดยการปิดการดำเนินงานสิ้นสุดลงเมื่อประธานาธิบดี Obama ลงนามในกฎหมาย the Continuing Appropriations Act of 2014 ในวันที่ 16 ต.ค. 2013 ซึ่งเป็นเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิด ​X Date

โดยกฎหมายนี้ให้ทางเลือกชั่วคราวที่ทำให้รัฐบาลจัดหาเงินทุนได้ ด้วยการะงับใช้เพดานหนี้จนถึง 7 ก.พ. 2014 อย่างไรก็ดี ความกังวลเรื่องภัยความขัดแย้งทางการเมืองในเรื่องเพดานหนี้ ทำให้กระทรวงการคลังเผยแพร่รายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะผิดนัดชำระหนี้ในภาระหนี้ผูกพันที่มีอยู่ 

ก.พ. 2014 การระงับใช้เพดานหนี้หมดอายุลง ด้วยวงเงินหนี้ที่เพิ่มเป็น 17.2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงการคลังต้องใช้มาตรการพิเศษเพื่อจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลกลางชั่วคราว เพราะมีการขอคืนภาษีจำนวนมากในเดือน ก.พ. ทำให้คาดการณ์ว่า X Date จะเกิดเร็วขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มมาตรการพิเศษ ขณะที่ประธานาธิบดี Obama ลงนามในกฎหมาย the Temporary Debt Limit Extension Act เพื่อระงับใช้เพดานหนี้ไปจนถึง 15 มี.ค. 2015

มี.ค. 2015 การระงับใช้เพดานหนี้สิ้นสุด และพบว่า วงเงินหนี้อยู่ที่ 18.1 ล้านล้านดอลลาร์ กระทรววงการคลังเริ่มใช้มาตรการพิเศษอีกครั้งเพื่อให้เงินทุนรัฐบาลชั่วคราว ขณะที่ ​X Date คาดว่าจะเกิดช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2015

พ.ย. 2015 ไม่กี่สัปดาห์ก่อน X Date จะเกิดขึ้น ผู้กำหนดนโยบายผ่านกฎหมาย the Bipartisan Budget Act of 2015 ระงับเพดานหนี้จนถึง 15 มี.ค. 2017 กฎหมายนี้เป็นการปลดล็อคขีดจำกัดการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ และการใช้จ่ายในประเทศตามดุลยพินิจ

การปลดล็อคเพดานหนี้ แบบมูฟออนเป็นวงกลม

มี.ค. 2017 การระงับเพดานหนี้สิ้นสุด วงเงินหนี้เพิ่มเป็น 19.8 ล้านล้านดอลลาร์ กระทรวงกาคลังเริ่มใช้มาตรการพิเศษจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลชั่วคราว ขณะที่ X Date คาดว่าจะเกิดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2017

ส.ค. 2017 เวลาเพียง 1 เดือนก่อนจะเกิด ​X Date พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ถล่มสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายต้องหลีกเลี่ยงการปิดการดำเนินงานของรัฐบาลกลางหรือภาวะขีดจำกัดเพดานหนี้

แล้ว ก.ย. 2017 ผู้กำหนดนโยบายเจรจาข้อตกลงงบประมาณ 3 เดือนเพื่อให้รัฐบาลเปิดดำเนินการได้ รวมถึงการออกมาตรการบรรเทาทุกข์จากเฮอริเคนและการระงับวงเงินหนี้

โดยมีการผ่านกฎหมายออกมาวันที่ 8 ก.ย. 2017 เพื่อระงับวงเงินหนี้ถึง 8 ธ.ค. 2017

ธ.ค. 2017 วงเงินหนี้เพิ่มไปอยู่ที่ 20.5 ล้านล้านดอลลาร์ กระทรวงการคลังเริ่มใช้มาตรการพิเศษจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลกลาง ขณะที่ X Date คาดว่าจะเกิดขึ้นเดือน มี.ค. 2018 ทั้งนี้ปลายเดือน ธ.ค. กฎหมาย the Tax Cuts and Jobs Act ผ่านออกมา ซึ่งทำให้รัฐบาลยิ่งมีรายได้ต่ำลงและมีความไม่แน่นอนในช่วงเวลาที่จะเกิด X Date มากขึ้น

ก.พ. 2018 หลังมีการปิดการดำเนินงานของรัฐบาลต้นปี 2018 ก็มีการออกกฎหมาย the Bipartisan Budget Act of 2018 ก่อนที่จะเกิด ​X Date ในเดือน มี.ค. โดยกฎหมายนี้ทำให้สามารถเพิ่มการใช้จ่ายได้ 2 ปี พร้อมระงับวงเงินหนี้จนถึง 1 มี.ค. 2019

มี.ค. 2019 หลังสิ้นสุดระงับวงเงินหนี้ พบว่า วงเงินหนี้เพิ่มเป็น 22 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงการคลังก็ต้องใช้มาตรการพิเศษจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลกลางดำเนินการต่อไปได้ชั่วคราว ขณะที่ BPC ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมที่พิจารณาการออกกฎหมายงบประมาณ ​the Bipartisan Budget Act คาดการณ์ว่า การใช้เงินสดในมือและมาตรการพิเศษของกระทรวงการคลังจะดำเนินการจนเต็มขีคความสามารถในเดือน ต.ค. หรือ พ.ย. 2019

ก.ค. 2019 หลังคำเตือนของ BPC เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิด X Date ในเดือน ก.ย. สภาคองเกรสและทำเนียบขาวก็เห็นชอบเกี่ยวกับงบประมาณก่อนที่จะถึงเดือน ส.ค. โดยออกเป็นกฎหมาย the Bipartisan Budget Act of 2019 วันที่ 2 ส.ค. 2019 โดยเพิ่มระดับการใช้จ่ายตามดุลยพินิจเป็นเวลา 2 ปี และระงับวงเงินหนี้จนถึง ก.ค. 2021

ส.ค. 2021 วันที่ 1 ส.ค. วงเงินหนี้อยู่ที่ 28.4 ล้านล้านดอลลาร์ กระทรวงการคลังต้องออกมาตรการพิเศษเร่งด่วนเพื่อจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลกลางชั่วคราว ขณะที่ BPC คาดการณ์ว่าเงินสดและมาตรการพิเศษจะทำให้กระทรวงการคลังมีเงินให้รัฐบาลถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021

อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงเวลานั้นมีโรคโควิดระบาด ทำให้รัฐบาลมีการเบิกจ่ายเงินบรรเทาทุกข์ที่คาดการณ์ไม่ได้ ประกอบกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากเรื่อง X Date

ต.ค. 2021 หลังจากเจรจาหลายสัปดาห์ ผู้นำรัฐสภาเห็นพ้องกันในข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงฝ่ายค้านพรรครีพับลิกัน และเพิ่มวงเงินหนี้ 480,000 ล้านดอลลาร์ โดยประธานาธิบดี Bidenได้ลงนามในกฎหมาย

วันที่ 14 ต.ค. 2021 ขณะที่กระทรววงการคลังคาดว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้การกู้ยืมของรัฐบาลได้ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2021 และคาดว่าจะต้องตั้งวงเงินหนี้อีกครั้งก่อนสิ้นปีปฏิทิน

ธ.ค. 2021 ประเด็น X Date เกิดขึ้น เมื่อผู้นำวุฒิสภาเจรจาต่อรองกับฝ่ายค้านเพียงครั้งเดียว อนุญาตให้พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาเพิ่มวงเงินหนี้โดยการลงคะแนนเสียงข้างมาก และสภาคองเกรสผ่านกฎหมายเพิ่มวงเงินหนี้ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ออกมา โดยประธานาธิบดี Biden ลงนามในกฎหมายวันที่ 16 ธ.ค. 2021 ซึ่ง BCP คาดว่า การเพิ่มวงเงินจะช่วยให้รัฐบาลกลางดำเนินการตามภาระผูกพันทางการเงินได้ถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2023

สรุปการเปลี่ยนแปลงเพดาน หนี้สหรัฐ

อ่านมาถึงตรงนี้ พี่ทุยสรุปให้ง่ายๆ ว่า ปัญหาการก่อหนี้เต็มคาราเบล จนชนเพดานหนี้ของสหรัฐฯ มีมานานแล้ว โดยเมื่อหนี้ใกล้ชนเพดาน และมีแววจะก่อหนี้ใหม่เพิ่มเพื่อมาชำระหนี้เก่าที่ใกล้ครบกำหนดชำระไม่ได้ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะใช้วิธีออกกฎหมายมาเพื่ออนุญาตให้ก่อหนี้เพิ่มได้ เรียกง่าย ๆ คือ ชนเพดานหนี้แล้ว ก็ปล่อยให้ทะลุเพดานไปเลยแล้วก็ไปเปิดเพดานใหม่แทน และจะตัดสินใจทำเช่นนี้ เมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่จุดคับขัน วันที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ใกล้เข้ามาทุกที

สำหรับครั้งล่าสุดที่จะมีโอกาส เกิดขึ้น คือช่วงกลางปี 2023 ด้วยเหตุนี้ในช่วงต้นปี 2023 เราจึงได้ยินข่าวคราวที่ Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาพูดย้ำไปย้ำมาบ่อย ๆ ทำนองว่า ชนเพดานหนี้แล้วนะ มีโอกาสจะผิดนัดชำระหนี้ในเดือน มิ.ย. 2023 นะ ซึ่งพี่ทุยก็คาดการณ์ว่า ในที่สุดแล้ว พอใกล้ถึงเส้นตาย สหรัฐฯ ก็จะวนมาใช้มุกเดิมคือเพิ่มเพดาน หนี้สหรัฐ อีกรอบเหมือนที่เคยทำ เพราะก็คงไม่ยอมให้ตัวเองเดินไปสู่สถานะผิดนัดชำระหนี้ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น 

เนื่องจากการนัดชำระหนี้จะทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญความเสียหายอย่างหนัก จากการถูกปรับลดอันดับเครดิตลง ที่นำมาซึ่งต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้น ในยุคที่ดอกเบี้ยก็แพงอยู่แล้ว 

นึกภาพง่าย ๆ สมมติ เรา ไปขอกู้เงินจากแบงก์ แล้ว เรามีประวัติดี มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันมากพอที่แบงก์มั่นใจได้ว่า เราจะไม่เบี้ยวหนี้ เราก็จะได้รับข้อเสนอดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกกว่า คนที่ประวัติการเงินไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจจะเคยไม่จ่ายหนี้มาก่อน หรือ ไม่มีสินทรัพย์อะไรมาเป็นหลักประกัน 

โลกการเงินจะผันผวนในช่วงที่สหรัฐฯ ใกล้ทะลุเพดานหนี้

ถึงแม้เรื่องการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่พี่ทุยได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาบอกเล่าให้ฟังว่า สถานการณ์การก่อหนี้สูงชนเพดาน และการผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลอะไรกับผู้ลงทุน 

ทั้งนี้ มีนักวิเคราะห์กลยุทธ์ จาก Baird Private Wealth Management นำเสนอข้อมูลไว้ว่า จากการที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกจัดให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ safety asset ในระบบเศรษฐกิจโลก ดังนั้นการเผชิญวิกฤตเพดานหนี้ของสหรัฐฯ จะส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินได้

เช่น ปี 2011 ที่สหรัฐฯ เจอวิกฤติเพดานหนี้และถูกปรับลดอันดับเครดิต พบว่าเกิดความผันผวนอย่างมากในตลาด โดยมีแรงเทขายหุ้นสหรัฐฯ ออกมาอย่างมาก โดยเฉพาะในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงกับรัฐบาลสหรัฐฯ

ส่วนกรณีที่หนักกว่าคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ปล่อยตัวเองให้เดินไปถึงจุดผิดนัดชำระหนี้จะเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่า จะมีผู้ที่เตรียมรับผลกระทบชิ่งอีกมากทั้งระดับประเทศ ธุรกิจ จนถึงนักลงทุนรายยิบย่อย ทั้งที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ ที่จะได้รับผลจาก ราคาของตราสารที่ถือจะตกลง เมื่อเครดิตต่ำลง ฉะนั้นถ้าคิดจะขายต่อก็จะขายได้ในราคาที่ขาดทุน หรือถ้าจะถือต่อเพื่อรับผลตอบแทนตามระยะเวลาที่กำหนด ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ด้วย 

ขณะที่ประเทศที่ต้องการกู้เงินในรูปสกุลเงินดอลลาร์ หรือภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชนรายยิบย่อยที่ต้องการจะกู้เงินในรูปสกุลเงินดอลลาร์ ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น 

เรียกได้ว่า ได้รับผลพวงกันไปทั้งระบบเศรษฐกิจ 

และด้วยความน่ากลัวของผลกระทบที่จะตามมาในวงกว้างมาก ๆ แบบนี้ ก็เลยทำให้ สหรัฐฯ ต้องหาทางเอาตัวรอดจากการชนเพดานหนี้ไปได้  

การกระจายความเสี่ยง ลงทุนสินทรัพย์หลากหลาย เป็นสิ่งจำเป็น

อ่านมาถึงตรงนี้ ดูเหมือนนักลงทุนอย่างเรา ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่จากสถานการณ์หนี้ชนเพดานของสหรัฐฯ ยกเว้นเรื่องการเผชิญกับสถานการณ์ความผันผวนของตลาด

แต่พี่ทุยอยากฝากข้อคิดไว้ว่า ประเด็นการก่อหนี้สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นแบบไม่สิ้นสุด ก็น่ากังวลไม่ต่างจากสถานการณ์ที่คนทั่วไปมีปัญหาออมเงินไม่พอใช้วัยเกษียณ มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะถึงวันนี้ทุกอย่างจะผ่านไปได้ จากการที่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ไม่ยอมล้ม และประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ยังยกให้สหรัฐฯ เป็นที่หนึ่งด้านความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ เป็นมหาอำนาจที่ใคร ๆ ต่างก็เชื่อถืออยู่

แต่ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน หากอนาคตมีใครมาแทนที่สถานะเบอร์หนึ่งเศรษฐกิจโลก หรือคนหมดความเชื่อถือในเครดิตของสหรัฐฯ เวลานั้นก็น่ากลัวเช่นกันสำหรับคนที่ลงทุนในสหรัฐฯ แบบเต็มคาราเบล

ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ที่จะลดผลพวงจากการบาดเจ็บจากสหรัฐฯ ที่ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคตก็คือ นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตลงทุน กระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย 

ถ้าลงทุนในต่างประเทศ ยังลงทุนในสหรัฐฯ ได้ เพราะยังไงก็ยังเป็นมหาอำนาจ เป็นที่ที่มีของให้เลือกลงทุนมาก เพียงแต่ ต้องมีสินทรัพย์นอกสหรัฐฯ อยู่ในพอร์ตด้วย เช่น หุ้น หรือตราสารหนี้ ในเอเชีย เป็นต้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile