เจาะลึก "ดัชนีราคาผู้บริโภค ( CPI )" น่าเชื่อถือแค่ไหน รับมือยังไงดี ?

เจาะลึก “ดัชนีราคาผู้บริโภค ( CPI )” น่าเชื่อถือแค่ไหน รับมือยังไงดี ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • สำนักสถิติแรงงานสร้างดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) โดยใช้เพื่อชี้วัดต้นทุนสินค้า (Cost of goods index) เมื่อเวลาผ่านมีการเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าที่ใช้คำนวณ CPI ทำให้กลายเป็นดัชนีวัดต้นทุนการดำรงชีวิต (Cost of living index)
  • นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการเปลี่ยนรายการสินค้าที่ใช้คำนวณและไม่นำสินค้าที่สำคัญบางรายการทำให้ CPI รายงานเงินเฟ้อต่ำกว่าความเป็นจริง แต่บางส่วนมองว่าคุณภาพสินค้าที่ดีขึ้นส่งผลให้ CPI รายงานเงินเฟ้อสูงกว่าความเป็นจริง
  • การวางแผนการเงินด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่ารายงานและลงทุนในสินทรัพย์ที่ป้องกันหรือได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อเป็นวิธีการที่ช่วยปกป้องเงินลงทุนและเงินออม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) คืออะไร ?

สำนักสถิติแรงงานของประเทศสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics) สร้างดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) หรือที่เรียกกันว่า CPI วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนในเขตเมืองจับจ่ายโดยเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อวัดอัตราเงินเฟ้อ เช่น คำนวณตัวเลข GDP ที่แท้จริง, แผนการลงทุน เป็นต้น

“ดัชนีราคาผู้บริโภค” คำนวณด้วยการนำราคาที่เปลี่ยนแปลงแต่ละรายการในตะกร้าสินค้าและบริการที่สำนักสถิติแรงงานกำหนดไว้ จากนั้นก็หาค่าเฉลี่ย “ดัชนีราคาผู้บริโภค” ที่เปลี่ยนแปลงไปสะท้อนการเปลี่ยนแปลงต้นทุนการใช้ชีวิตในสหรัฐฯ

ที่ผ่านมีการถกเถียงมากมายว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” สะท้อนอัตราเงินเฟ้อมากกว่าหรือน้อยกว่าความเป็นจริง ? ซึ่งพี่ทุยเองก็สงสัยเหมือนกัน ว่ากันตามจริงแล้วมีบทความมากมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ในหน้าอินเตอร์เน็ต จากที่พี่ทุยค้นหามาพบว่าการถกเถียงเป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์มีมุมมองในการวัดอัตราเงินเฟ้อที่ต่างกัน

การจะหาว่ามุมมองต่างกันอย่างไร ? เป็นเพราะอะไร? พี่ทุยขอพาไปย้อนที่มาและการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด “ดัชนีราคาผู้บริโภค” กันก่อน

จุดเริ่มต้นและการเปลี่ยนแปลงของ “ดัชนีราคาผู้บริโภค”

“ดัชนีราคาผู้บริโภค” มีที่มาที่ไปเพื่อเปรียบเทียบราคาระหว่างช่วงเวลาของสินค้าและบริการที่กำหนดตายตัวมาแล้ว ทำให้ “ดัชนีราคาผู้บริโภค” เป็นดัชนีวัดต้นทุนสินค้า (Cost of goods index) เมื่อเวลาผ่านก็มีการหนุนให้เปลี่ยน “ดัชนีราคาผู้บริโภค” เป็นดัชนีสะท้อนต้นทุนที่ใช้เพื่อรักษาคุณภาพการดำรงชีวิตในระดับเดิม ดังนั้น “ดัชนีราคาผู้บริโภค” จึงกลายเป็นดัชนีวัดต้นทุนการดำรงชีวิต (Cost of living index)

วิธีการคิด “ดัชนีราคาผู้บริโภค” ได้รับการแก้ไขหลายครั้งเพื่อให้ “ดัชนีราคาผู้บริโภค” สะท้อนเงินเฟ้อที่แท้จริงมากที่สุดโดยคำนึงถึงคุณภาพสินค้าและการเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนของผู้บริโภค ส่งผลให้สัดส่วนสินค้าและบริการที่ใช้คิด “ดัชนีราคาผู้บริโภค” เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการคำนึงถึงคุณภาพสินค้าและสินค้าทดแทนเป็น 2 สาเหตุหลักที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ถกเถียงกันว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” สะท้อนอัตราเงินเฟ้อสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงกันแน่

กรณีที่ CPI อาจจะรายงานเงินเฟ้อ “ต่ำกว่า” ความเป็นจริง

  • การเปลี่ยนรายการสินค้าที่ใช้คำนวณ

หนึ่งในประเด็นซึ่งทั้ง Premier Trust Advisors และ Forbes มองเหมือนกันว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” บ่งชี้เงินเฟ้อต่ำเกินไป ก็คือการเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนของผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งเปลี่ยนจากบริโภคเนื้อวัวไปเป็นเนื้อไก่เนื่องจากราคาเนื้อวัวสูงขึ้น การคิด “ดัชนีราคาผู้บริโภค” ก็จะลดสัดส่วนเนื้อวัวและเพิ่มเนื้อไก่ตามพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป แปลว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” ไม่ได้รายงานการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าแต่เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามราคาสินค้าที่เปลี่ยนไป

  • สินค้าบางรายงานที่สำคัญไม่ถูกนำมาคำนวณ

อีกทั้งมีสินค้าสำคัญบางรายการถูกตัดออกไปจากการคำนวณ เช่น ราคาจริงของบ้านไม่ถูกนับรวม แต่กลับใช้ประมาณการราคาค่าเช่าบ้านแทน ซึ่งราคาบ้านเพิ่มเร็วกว่าดัชนี “ดัชนีราคาผู้บริโภค” ในขณะเดียวกันค่ารักษาพยาบาลก็เป็นอีกรายการสำคัญที่ถูกละเลย ฉะนั้น “ดัชนีราคาผู้บริโภค” ก็ยังไม่สามารถสะท้อนต้นทุนการดำรงชีวิตได้ตรงกับความเป็นจริง

กรณีที่ CPI อาจจะรายงานเงินเฟ้อ “สูงกว่า” ความเป็นจริง

เจาะลึก "ดัชนีราคาผู้บริโภค ( CPI )" น่าเชื่อถือแค่ไหน รับมือยังไงดี ?

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์บางคนก็บอกว่าการที่ “คุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น” ก็สะท้อนทำให้ “ดัชนีราคาผู้บริโภค” หรือ อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าความเป็นจริงได้เหมือนกัน

Brent Moulton อดีตรองผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) มองว่าสินค้าด้านเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงมากขึ้น เนื่องจากราคาเท่าเดิมแต่ความเร็วและหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมองว่าในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็วต้องปรับปรุงการคำนวณที่รวมปัจจัยด้านคุณภาพให้ดีขึ้นไปอีก เช่น ปัจจัยด้านผลผลิตและประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการศึกษาของ Brent Moulton ก็สะท้อนว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” สูงกว่าที่ควรจะเป็นเพียง 0.85% ต่อปี และการปรับปรุงวิธีคิดของหน่วยงานภาครัฐทำได้ดีขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 

ประเด็นนี้ที่ยังถกเถียงก็ยังไร้ข้อสรุป แต่ไม่ว่าข้อสรุปจะออกทางไหน พี่ทุยมีคำแนะนำดี ๆ มาให้นักลงทุนทุกคนสามารถเอาไปใช้เพื่อรับพอร์ตรับมือกับเงินเฟ้อได้

1. วางแผนการเงินด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่ารายงาน

บทความจาก Premier Trust Advisors แนะนำว่าควรใช้อัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 4% เพราะถ้าเกิดเงินเฟ้อในโลกจริงสูงกว่าที่ตัวเลขรายงาน ก็เท่ากับว่าเราได้วางแผนโดยมีส่วนเผื่อเพื่อปกป้องเงินลงทุนและเงินออมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเงินเฟ้อในโลกจริงต่ำกว่าที่ตัวเลขรายงานออกมา การวางแผนแบบนี้ก็เป็นผลดีต่อแผนการลงทุนเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นการไม่ประมาทต่ออัตราเงินเฟ้อ

2. ลงทุนในสินทรัพย์ที่ป้องกันหรือได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ

อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่ปกป้องเงินเฟ้อได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นราคาหรือค่าเช่าก็มักจะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ในโลกการลงทุนก็มีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนอสังหาฯ ได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น กองทุนรวมอสังหาฯ หรือ REITs และอาจจะรวมถึง “คริปโทเคอเรนซี” ที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในปี 2021 นี้ก็เป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่สามารถป้องกันหรือได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อเช่นกัน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: