ทำไม “ยูโร 2020” คือจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจยุโรป ?

ทำไม “ยูโร 2020” คือจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจยุโรป ?

 

ฉบับย่อ

  • ในระยะหลังบทบาทของยุโรปต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มถูกลดความสำคัญลงทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเงิน การค้าขายระหว่างประเทศ รวมทั้งการผลิตยานยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างชื่อของยุโรป
  • เศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำสอง (Double-dip recession) จาก GDP ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกันในรอบ 1 ปี จากอัตราการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า
  • แต่ในด้านกีฬายุโรปไม่เป็นสองรองใคร จากการมีนักกีฬาอาชีพที่ทำเงินมากที่สุดในโลก 4 จาก 10 คนแรก โดยทำเงินรวมกันถึง 30% และมีทีมชาติครองแชมปฺฟุตบอลโลกได้ถึง 5 จาก 8 ทีม
  • การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ฟุตบอล “ยูโร 2020” กำลังจะเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ถึง 11 กรกฏาคม 2564 ทั่ว 11 เมืองในยุโรป น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวได้
  • การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้เศรษฐกิจยุโรปกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

 


ในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจยุโรปค่อนข้างจะซบเซาลงไป เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บวกกับการกระจายและฉีดวัคซีนที่ล่าช้าทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าตามไปด้วย แต่ปัจจัยสำคัญที่อาจจะมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ก็คือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ “ยูโร 2020” ที่จะจัดขึ้น 11 เมืองทั่วภูมิภาคยุโรป และกำลังจะดีเดย์เริ่มแข่งขันวันนี้เป็นวันแรก วันนี้พี่ทุยจะพาไปดูกันว่าฟุตบอลยูโร 2020 จะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปได้หรือไม่..

ยุโรปเริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกลดลง

ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมากระแสการถูกกล่าวถึงเกี่ยวกับบทบาทต่าง ๆ ของยุโรปต่อเศรษฐกิจโลกจะลดลงไปบ้างเมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ด้วยกันอย่างสหรัฐฯ ที่ได้รับความสนใจและถูกกล่าวถึงมาต่อเนื่องตั้งแต่การพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของ Donald Trump จนมาถึงการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ของนายโจ ไบเดน ที่ได้อัดฉีดเม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมหาศาล

เช่นเดียวกับจีนที่เป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของโลกที่รอดพ้นจากภาวะวิกฤตโควิด-19 ด้วย GDP ปี 2020 ที่เติบโตเป็นบวกที่ 2.3% รวมทั้งได้รับความสนใจในแวดวงตลาดการเงินจากการไม่สนับสนุนคริปโทเคอเรนซี พร้อมทั้งผลักดันพัฒนาการใช้สกุลเงินดิจิทัลหยวนในประเทศ

สำหรับความสำคัญในด้านเศรษฐกิจและการเงินของยุโรปถูกลดบทบาทลงมาพอสมควร โดยดูจากมูลค่าทางเศรษฐกิจยุโรปต่อเศรษฐกิจโลกมีสัดส่วนลดลงมาต่อเนื่องตั้งแต่หลังปี 2010 เป็นต้นมา จาก 22% มาอยู่ที่ 18% ในปัจจุบัน 

สวนทางกับสหรัฐฯ ที่ยังคงเป็นมหาอำนาจและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับจีนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจาก 9% ขึ้นมาอยู่ที่ 19% ในช่วงเวลาเดียวกัน รวมทั้งอินเดียเองก็ค่อย ๆ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเป็นลำดับ

ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ก็อยู่ในระดับต่ำเฉลี่ยที่ 1.0% ต่อปีเท่านั้น เทียบกับสหรัฐฯ จีน และอินเดีย ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยที่ 1.7%, 7.2% และ 5.6% ต่อปี ตามลำดับ ในส่วนของตลาดหุ้นก็พบว่า ในช่วง 5 ปีหลังสุด มูลค่าตลาดหุ้นยุโรปมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.5% เท่านั้น เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตได้ถึงเลขสองหลักที่ 12.9% และ 11.5% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในด้านการค้าขายระหว่างงประเทศ ด้วยยุโรปมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์โลกจากการอยู่ศูนย์กลางของแผนที่โลก ทำให้มีการกระจายสินค้านำเข้าและส่งออกไปยังทั่วทุกมุมโลกและเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่าการค้ามากที่สุดคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการค้าโลกในช่วงก่อนปี 2010

แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา มูลค่าการค้าของยุโรปก็ลดลงมาเหลือเพียง 30% ในปัจจุบัน เท่ากับว่าในช่วง 10 ปีหลังสุด ยุโรปต้องประสบกับรายได้จากการค้าขายหายไปเฉลี่ยปีละเกือบ 1% เลยทีเดียว ขณะที่มูลค่าการค้าของสหรัฐฯ ค่อนข้างทรงตัว แต่มูลค่าการค้าของจีนเพิ่มขึ้นจาก 9% มาอยู่ที่ 14% ของมูลค่าการค้าโลกในปัจจุบัน

ในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปที่ได้สร้างชื่อเสียงระดับโลกไว้มาอย่างยาวนาน จากการเป็นเจ้าของไลน์การผลิตและแบรนด์รถยนต์ระดับโลกที่หลายคนรู้จักกันดีอย่าง Mercedez-Benz, Mini Cooper, BMW, Porsche จากประเทศเยอรมนี Lamborghini, Ferrari จากอิตาลี Volvo จากสวีเดน และ Jaguar จากอังกฤษ 

แต่ในปัจจุบันกลับพบว่า การผลิตยานยนต์ในยุโรปมีสัดส่วนลดลงจากเคยมีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลกคิดเป็นประมาณ 20% ของกำลังการผลิตยานยนต์ทั่วโลกในช่วงก่อนปี 2010 แต่ในปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียง 13% เท่านั้น และกลายเป็นจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตยานยนต์มากที่สุดในโลกด้วยสัดส่วน 26% ของกำลังการผลิตยานยนต์ทั่วโลก

เศรษฐกิจยุโรปติดลบจากการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า

ล่าสุดตัวเลข GDP ของเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกในไตรมาส 1/2564 ก็ติดลบ 0.6% (QoQ) นับเป็นการติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกันจากไตรมาส 4/2563 ที่ติดลบไป 0.7% ทำให้เศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ปี หรือภาวะถดถอยซ้ำสอง (Double-Dip Recession) โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรปอย่าง เยอรมนี สเปน และอิตาลี ที่ GDP ต่างติดลบกันถ้วนหน้า

สาเหตุหลักมาจากยุโรปมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2564 ถึงปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นหลายระลอก ทำให้ต้องใช้มาตรการ Lockdown ถึง 3 ครั้ง 3 ครา ขณะที่การแจกจ่ายวัคซีนยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า

ส่วนหนึ่งก็ เพราะประสบปัญหาการจัดหาปริมาณวัคซีนที่ไม่เพียงพอและประชาชนยุโรปก็มีความกังวลต่อผลข้างเคียงของวัคซีน โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดในยุโรปแต่มีอัตราการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสเพียงแค่ 46% ของประชากรเท่านั้น รองลงมาเป็นอิตาลี 44% ฝรั่งเศส 42% โดยทั้ง 3 ประเทศหลักได้ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้วคิดเป็นเพียง 22-24% ของประชากรเท่านั้น เทียบกับสหรัฐฯ ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนไปแล้วเกินครึ่งหนึ่งของประชากรและฉีดครับทั้ง 2 โดสแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ

ในด้านกีฬา ยุโรปก็ไม่เป็นสองรองใคร

อย่างไรก็ตาม แม้บทบาทในหลายด้านของยุโรปเริ่มถูกลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบเคียงกับประเทศยักษ์ใหญ่ด้วยกันอย่างสหรัฐฯ และจีน แต่ในด้านกีฬาต้องบอกว่ายุโรปแทบจะครองความนิยมของคนทั้งโลก โดยจากนิตยสาร Forbes นักกีฬาอาชีพที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลกปี 2563 เป็นนักกีฬาชาวยุโรปถึง 4 จาก 10 คน ได้แก่ 

  • Conor McGregor นักมวยสากลชาวไอริช
  • Cristiano Ronaldo นักฟุตบอลชาวโปรตุเกส 
  • Roger Federer นักเทนนิสชาวสวิต 
  • และ Lewis Hamilton นักแข่งรถชาวสหราชอาณาจักร โดยทำเงินรวมคิดเป็นกว่า 30% ของนักกีฬาอาชีพทำเงินสูงสุด 10 อันดับแรกของโลก

ขณะเดียวกันก็มีการจัดอันดับกีฬายอดนิยมมากที่สุดตลอดทั้งปี 2563 จาก 8,000 ชนิดกีฬาทั่วโลก โดยฟุตบอลเป็นกีฬาได้รับความนิยมมากที่สุด มีแฟนกีฬาฟุตบอลมากถึง 3,500 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของประชากรโลก และกีฬาฟุตบอลของยุโรปก็นับว่าไม่เป็นสองรองใคร โดยมีทีมชาติจากยุโรปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกได้ถึง 5 จาก 8 ทีมทั้งหมดที่เคยได้แชมป์ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ และสเปน 

การแข่งขันฟุตบอล “ยูโร 2020” กำลังจะเริ่มขึ้นทั่วทุกพื้นที่ยุโรป

และในสุดสัปดาห์นี้กำลังจะมีมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลระดับทวีปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป นั่นคือ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือ UEFA European Football Championship หรือที่เรรู้จักกันในชื่อ “EURO” เพื่อหาว่าประเทศใดจะเป็นเบอร์หนึ่งด้านฟุตบอลยุโรปในปัจจุบัน ระดับความยิ่งใหญ่นั้นเป็นรองเพียงแค่ฟุตบอลโลกเท่านั้น โดยจะเปิดฉากการแข่งขันขึ้นในวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 ไปจนถึง 11 กรกฎาคม 2564 รวมระยะเวลาการแข่งขัน 1 เดือนเต็ม

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปถูกจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปี ซึ่งการแข่งขันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1960 ที่เป็นประเทศฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียดเป็นแชมป์ครั้งแรก หลังจากนั้นมีการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องจนครั้งล่าสุดปี 2016 จัดขึ้นที่ฝรั่งเศสอีกครั้งและเป็นทีมชาติโปรตุเกสที่คว้าแชมป์ไปครอง

การแข่งขันครั้งนี้มีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ถูกเลื่อนมาจากปีที่แล้วแต่ยังคงใช้ชื่อฟุตบอลยูโร 2020 เหมือนเดิม โดยให้มีการจัดการแข่งขันกระจาย 11 เมืองทั่วยุโรป จากปกติที่จะมีเพียง 1-2 ประเทศที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ทั้งนี้ก็เพื่อเฉลิมฉลองครอบ 60 ปีของการแข่งขันรายการนี้ และการแข่งขันนัดแรกจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 ระหว่างทีมชาติอิตาลีกับตุรกี ที่สนาม Olimpico กรุงโรม ประเทศอิตาลี

การแข่งขันฟุตบอล “ยูโร 2020” จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อเศรษฐกิจยุโรป

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถต้อนรับผู้เข้าชมได้เต็มความจุของสนามฟุตบอลได้ เพราะยังต้องดำเนินมาตรการ Social Distancing โดยทางทีมจัดการแข่งขันได้กำหนดจำนวนผู้เข้าชมในสนามไว้ อย่างเข่น สนาม Wembley กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จำกัดไว้ที่ 25% ของความจุสนาม สนาม Allianz Arena เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี จำกัดไว้ประมาณ 20% สนาม Saint Petersburg ประเทศรัสเซียก็จำกัดไว้ที่ประมาณ 50% ขณะที่สนามแข่งขันอื่น ๆ ก็จำกัดจำนวนผู้เข้าชมที่แตกต่างกันไป แต่ต้องมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบไม่เกิน 72 ชั่วโมง

จะเห็นว่าแม้ยังอยู่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่การจัดการแข่งขันครั้งนี้ขยายวงกว้างไปทั่วเกือบทุกพื้นที่ในยุโรป และสนามการแข่งขันทุกแห่งก็เปิดรับผู้เข้าชมด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน ตรงนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจยุโรปที่กำลังซบเซากลับมาครึกครื้นกันอีกครั้ง

เพราะยุโรปนับเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางและการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก รายได้จากภาคท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจค้าขาย ธุรกิจการเงิน สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจยุโรปคิดเป็น 10% ของ GDP หากการแข่งขันครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ผู้เข้าชมการแข่งขันปฏิบัติตามมาตรการการเว้นระยะห่าง รักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายแก่ตนเองและคนรอบข้าง จะทำให้การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ดีและจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจยุโรปกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: