ทำไม “เศรษฐกิจโลก” ร้อนแรง (Overheat) แต่ไทยกลับถูกแช่แข็ง ?

ทำไม “เศรษฐกิจโลก” ร้อนแรง (Overheat) แต่ไทยกลับถูกแช่แข็ง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • เศรษฐกิจ Overheat หมายถึง เศรษฐกิจที่เติบโตร้อนแรงเกินไปจนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ จนบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
  • ธนาคารโลก (World Bank) ปรับเพิ่มการคาดการณ์ “เศรษฐกิจโลก” เติบโตสูงสุดในรอบ 80 ปีที่ 5.6% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของสหรัฐฯ และการฉีดวัคซีนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
  • อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจนกระทบต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าให้ปรับสูงขึ้นตาม
  • ภาวะเศรษฐกิจ Overheat ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะประเทศรายได้ต่ำและประเทศกำลังพัฒนายังประสบปัญหาความล่าช้าในการได้รับวัคซีน รวมทั้งไทยที่เป็นไปได้ยากที่จะเกิดภาวะ Overheat

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

เข้าสู่ช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 แล้ว แต่ดูเหมือนว่า “เศรษฐกิจโลก” จะยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมายังมีไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้มั้ย การผลิตวัคซีน รวมไปถึงการกระจาย คุณภาพ และผลข้างเคียงของวัคซีนก็ยังไม่มีใครมั่นใจเท่าไหร่

แต่ถึงตอนนี้ การฉีดวัคซีนเป็นวงกว้างมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกดูดีขึ้นทันทีจนกลายเป็นความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเกิดภาวะ Overheat หรือไม่

เศรษฐกิจ Overheat คืออะไร ?

นับตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ทั่วโลกเจอวิกฤตโควิด-19 จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่าปีครึ่งแล้ว วิกฤตรอบนี้ทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ตกหนัก แต่หลังจากที่มีการฉีดวัคซีนและเปิดเมืองในหลายประเทศก็เริ่มทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจจะเกิดภาวะ Overheat

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าเครื่องยนต์รถ Overheat หรือเครื่องฮีทกันมาบ้าง ซึ่งก็คือ เครื่องยนต์ที่ร้อนเกินกว่าระดับการใช้งานปกติ มีหลายสาเหตุ เช่น สายพาน พัดลมไฟฟ้าชำรุด หม้อน้ำเก่า เป็นต้น ซึ่งก็มีตัวอักษรหรือแถบสีแดงเป็นตัวบอกอาการของเครื่องยนต์

เหมือนกันกับเศรษฐกิจ Overheat ที่หมายถึง เศรษฐกิจเติบโตหรือขยายตัวร้อนแรงจนเกินไป ทำให้อัตราเงินเฟ้อหรือระดับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

“เศรษฐกิจโลก” ร้อนแรงเกินไปดีหรือไม่ ?

หลายคนคงตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจที่เติบโตร้อนแรงมันก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรอ แต่พี่ทุยอยากบอกว่าอะไรที่มากเกินก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจถ้าเกิดร้อนแรงเกินไป (Overheat) สิ่งที่ตามมาก็คือ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือสินค้ามีราคาแพงขึ้น ก็จะทำให้อำนาจซื้อในกระเป๋าของคนในประเทศลดลง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต้องชะลอความร้อนแรง ด้วยการออกนโยบายเพื่อชะลอความร้อนแรง อย่างเช่นการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 

ซึ่งแน่นอนว่าก็จะไปกระทบอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมปรับสูงขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแกร่งจะกลายเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการธุรกิจและประชาชนอย่างเราได้

เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (ดอกเบี้ยการขอสินเชื่อ ดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยบัตรเครดิต) ที่สูงขึ้นจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นแรงจูงใจให้คนส่วนใหญ่ลดการจับจ่ายใช้สอยแล้วนำเงินไปฝากธนาคารมากขึ้น ทำให้ประเทศมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดน้อยลงซ้ำเติมให้เศรษฐกิจยิ่งซบเซาลงไปอีก

World Bank คาดการณ์ GDP โลกเติบโตสูงสุดในรอบ 80 ปี

เหตุผลที่มีความกังวลกันว่า “เศรษฐกิจโลก” จะเกิด Overheat หรือไม่ เป็นเพราะว่า ล่าสุดธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกมาปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลข GDP ของโลกปี 2564 จากเดิมที่เคยคาดไว้เมื่อต้นปีที่ 4.1% ขึ้นมาอยู่ที่ 5.6% ซึ่งจะเป็นระดับการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 80 ปี เพราะอัตราการฉีดวัคซีนในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ 21% ของประชากรโลก เทียบกับเมื่อตอนต้นปีที่มีอัตราการฉีดวัคซีนไม่ถึง 1% เท่านั้น

เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดการณ์เติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2527

โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่ทางธนาคารโลกปรับเพิ่มการคาดการณ์ GDP จาก 3.5% มาอยู่ที่ 6.8% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2527 เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนมากที่สุดในโลก ประชาชนในประเทศเกินครึ่งหนึ่งได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว และกว่า 40% ก็ได้รับการฉีดครบทั้ง 2 โดส

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของภาครัฐก็มีผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดกันไว้ จากเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณที่ทุ่มไปกับการแจกเงินช่วยเหลือชาวอเมริกันที่ตกงานและสนับสนุนช่วยให้กลับมามีงานทำ

ขณะที่ล่าสุดทางเจเนต เยลเลน รัฐมนตรีคลังหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ก็เตรียมออกกฎหมายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่อีก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากเงินช่วยเหลือและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของสหรัฐฯ ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันมีเงินในกระเป๋าเพื่อจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ (Consumer Price Index: CPI) เดือน พ.ค. 64 เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 12 ปี ที่ 5.0% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY)

และถ้าไม่นับราคาสินค้าที่ผันผวนสูงอย่างอาหารและพลังงาน (Core CPI) ก็ขยายตัวสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปีที่ 3.8% ส่วนอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ก็ลดลงเรื่อย ๆ จนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนที่ 5.8% แต่ถือว่ายังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ที่อยู่ประมาณ 3-4%

เศรษฐกิจจีน คาดการณ์เติบโตอยู่ที่ 8.5%

สำหรับเศรษฐกิจจีน ธนาคารโลกก็ได้ปรับคาดการณ์ GDP จีนจากเดิมที่ 7.9% ขึ้นมาอยู่ที่ 8.5%

เหตุผลที่ปรับเพิ่มขึ้นก็เพราะว่าหลายประเทศทั่วโลกทยอยเปิดเมืองกันมากขึ้น ความต้องการสินค้ามากขึ้น และแน่นอนว่าจีนเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอันดับ 1 ของโลก (ซึ่งการส่งออกของจีนเป็นตัวชี้วัดสภาพเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ)

การส่งออกสินค้าของจีนตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ค. 64 เติบโตกว่า 40% ส่วนการนำเข้าสินค้าของจีนในเดือน พ.ค. 64 ก็เติบโตสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

ส่วนอัตราเงินเฟ้อของจีนในเดือน พ.ค. 64 ก็มีการขยายตัวที่ 1.3% ถือว่าเป็นการขยายตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งตาม “เศรษฐกิจโลก” ที่ร้อนแรง

สาเหตุที่เงินเฟ้อสูง เพราะมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (ทั่วโลกฉีดวัคซีนมากขึ้น เปิดเมือง ผู้คนทยอยกลับไปทำงาน มีรายได้เพิ่ม จึงทำให้กำลังซื้อโดยรวมสูงขึ้น) แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สาเหตุสำคัญ

เพราะสาเหตุสำคัญที่ดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงมากขึ้นมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น พี่ทุยจะพามาดูราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Price) ทั้งน้ำมันดิบ ราคายาง ราคาน้ำตาล ราคาเหล็ก ราคาทองแดง และ Rare Earth ที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง ม.ค. 63 จนถึง พ.ค. 64

นอกจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแล้ว ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) ของจีนในเดือน พ.ค. 64 ก็ยังพุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ที่ 9.0% ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับการบริโภคก็พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันที่ 6.6%

พอถึงตรงนี้ พี่ทุยว่าเราน่าจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นแล้วว่าทั้งราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าเศรษฐกิจยังร้อนแรงแบบนี้อยู่ ก็เป็นไปได้ว่าธนาคารกลางสำคัญของโลกอาจส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และอาจกลับมากระทบต่อเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเปราะบางอยู่

แล้วเศรษฐกิจไทยเป็นไปได้มั้ย ที่จะเกิดภาวะ Overheat ?

ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของบรรดาประเทศมหาอำนาจจะดูมีความร้อนแรง แต่คงจะไม่เกิดทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศรายได้ต่ำ (Low-income economies) ที่เป็นกลุ่มประเทศเดียวที่ทางธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจาก 3.4% มาอยู่ที่ 2.9% เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี (ถ้าไม่นับปี 2563 ที่เกิดวิกฤตโควิด-19) 

สาเหตุก็เป็นเพราะวัคซีนยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศชั้นนำ กลุ่มประเทศรายได้ต่ำไม่ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาที่ยังมีปัญหาด้านระบบสาธารณสุขและการรองรับผู้ป่วย ซึ่งถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ราคาอาหารแพงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ประเทศเหล่านี้ขาดแคลนอาหารมากขึ้นด้วยเหมือนกัน 

ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Market and Developing Economies) ที่ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP จาก 3.4% ขึ้นมาอยู่ที่ 4.4% แต่ก็มีจำนวนประเทศถึง 40% ในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลด GDP ลง รวมถึงไทยด้วยที่ถูกปรับลด GDP มากที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (ไม่นับรวมเมียนมาร์) จาก 4.0% เหลือเพียง 2.2% เท่านั้น

ส่วนคำถามที่ว่า ประเทศไทยจะเกิดภาวะเศรษฐกิจ Overheat หรือเติบโตร้อนแรงเกินไปมั้ย คำตอบก็คือ ไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อและภาคส่งออกของไทยกำลังเติบโตต่อเนื่อง แต่ด้วยการได้รับมอบวัคซีนที่ล่าช้าและถูกเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปอีก รวมทั้งปัญหารายได้ที่ยังหดหายและหนี้ครัวเรือนที่สูง เศรษฐกิจไทยจึงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดภาวะ Overheat แต่ในทางกลับกันอาจถูก Freeze แช่แข็งไปอีกสักพักใหญ่แทน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: