เป็นที่รู้กันดีว่าจีนมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก จนไตรมาสที่ 2 ปี 2021 ล่าสุดนี้ “GDP จีน” ก็เติบโตขึ้นมาถึง 7.9%
พอจีนมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ เวลาที่จีนทำอะไรก็มักจะส่งผลกระทบกับทั้งโลกรวมถึงไทยอย่างแน่นอน เพราะจีนถือว่าเป็นโรงงานและแหล่งการบริโภคของโลก
วันนี้พี่ทุยพาไปดูข้อมูลการส่งออกและนำเข้าของจีนกัน เพื่อให้เห็นภาพว่าความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจีนจะมีผลต่อทั่วโลกและไทยอย่างไรบ้าง
ทำไมการส่งออกของจีนมีผลต่อเศรษฐกิจโลก ?
การส่งออกสินค้าที่ผลิตจากจีนไปทั่วโลกคิดเป็น 35% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก ตีเป็นตัวเลขก็ประมาณ 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าการส่งออกของสหรัฐฯ เยอรมนี เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร รวมกัน
เมื่อการส่งออกเติบโต การบริโภคก็เลยเติบโตไปด้วย ปี 2016 การบริโภคของจีนคิดเป็น 25% ของโลก (เท่ากับสหรัฐฯ) และมากกว่า 2 เท่าของประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย และในปีเดียวกันก็เริ่มเห็นว่ามีหุ้นจากบริษัทจีนเข้าไปติดอันดับในทำเนียบตลาดหุ้นโลกเหมือนกัน
ส่วนความสำคัญต่อไทยก็หนีไม่พ้นการค้า ข้อมูลปี 2019 พบว่าจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับ 1 ของไทย ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 13 ของจีน
พอเห็นข้อมูลก็ไม่แปลกใจที่ว่าปีที่แล้วเมื่อมีข่าวโควิด-19 เริ่มระบาดในจีน นักลงทุนทั่วโลกถึงกังวลมาก แต่ในทางกลับกันถ้า “GDP จีน” กลับมาดีขึ้นก็เป็นสัญญานว่าเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังจะกลับมาได้เช่นกัน
ไตรมาสที่ 2 ปี 2021 “GDP จีน” เติบโต 7.9%
อย่างที่พี่ทุยเล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้ พอเศรษฐกิจจีนกระทบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกก็ต้องจับตามองว่าสภาพเศรษฐกิจจีนเป็นยังไง
ล่าสุดจีนได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 2 ปี 2021 ว่า “GDP จีน” เติบโต 7.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว (YoY) ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 8.1%
ไม่ใช่มีเพียงแค่ตัวเลข GDP แต่ยังเปิดเผยตัวเลขอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- การลงทุนในสินทรัพย์คงทน (Fixed Asset Investment) เดือน มิ.ย. 2021 ขยายตัว 12.6% (YoY) ดีกว่าคาดการณ์
- ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน มิ.ย. 2021 ขยายตัว 8.3% (YoY)
- การค้าปลีก (Retail Sales) เดือน มิ.ย. 2021 ขยายตัว 12.1% (YoY) ดีกว่าคาดการณ์ที่ 11.0%
พอเห็นตัวเลขที่เติบโตแบบนี้ก็สะท้อนว่าทั่วโลกกำลังกลับมาฟื้นตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งก็สอดคล้องกับการส่งออกของจีนที่ขยายตัว 32.2% (YoY) แม้ว่าตัวเลข GDP จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็เป็นเพราะว่าจีนคุมการแพร่ระบาดได้ก่อนประเทศอื่น เศรษฐกิจจึงฟื้นตัวก่อน และตอนนี้เรียกว่ากลับมาสู่สถานการณ์ปกติแล้ว
พอจีนเริ่มเปิดเมืองก็จะเห็นว่า การค้าปลีก (Retail Sales) ก็กลับมาดีขึ้นจากการที่ร้านอาการเปิด และอุตสาหกรรมต่าง ๆ กลับมาจากการที่คนสามารถไปจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ
จีนพอใจกับการเติบโตของ GDP แบบนี้มั้ย ?
ในภาพรวมแล้วจีนก็พอใจกับตัวเลข GDP ที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างมีเสถียรภาพ แต่ก็ยังกังวลการแพร่ระบาดของและการฟื้นตัวในประเทศที่ยังไม่ทั่วถึง
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็เห็นปัญหานี้ เลยมีการปรับลดอัตราส่วนการสำรองเงินสด (Reserve Requirement Ratio) 0.5% จึงทำให้นำไปปล่อยกู้ได้อีก 1 ล้านล้านหยวน
จากนั้นฉีดเงินอีก 1 แสนล้านหยวน ผ่านทางโครงการเงินกู้ระยะกลาง (MLF) มีอายุการไถ่ถอนในระยะเวลา 1 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.95%
พี่ทุยมองว่าตัวเลขของจีนที่เปิดเผยออกมาดีแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะช่วยเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกก็กลับมาฟื้นตัวได้ดีหลังการระบาดของโควิด-19
ไทยได้ประโยชน์อะไร จากที่เศรษฐกิจจีนฟื้นตัว ?
บริษัทในไทยที่มีรายได้หลักจาก “การส่งออก” ไปจีนและประเทศฝั่งตะวันตกที่กลับมาเปิดเมือง กลายเป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของจีนในครั้งนี้
จะเห็นได้ว่าการลงทุนช่วงนี้ก็จะเป็นธีมการฟื้นตัว (Recovery Theme) มากขึ้น หุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ก็จะเป็น (1) กลุ่มการเงินการธนาคาร (2) กลุ่มอุปโภคบริโภค ที่คนเริ่มมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ก็เลยเอามาใช้จ่าย (3) กลุ่มท่องเที่ยว ที่พอเริ่มเปิดประเทศก็จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวได้เรื่อย ๆ (4) REITs ที่เคยปรับตัวลงไป ตอนนี้ก็กลับมาน่าสนใจมากขึ้น
นอกจากนั้นก็ยังมีการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ทั้งหุ้นเทคโนโลยีที่เติบโตไปพร้อมกับชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ Social Media หรือ e-Commerce หรือกลุ่มที่พอคนมีเงินก็จะใช้มากขึ้นอย่างสินค้าฟุ่มเฟือย
ส่วนหุ้นจีนก็ยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง แต่ก็ยังต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เลยต้องลุ้นว่าจะมีการกระตุ้นเพิ่มเติมอีกมั้ย
แต่ก็ประมาทไม่ได้เลย เพราะโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดหนัก และจังหวะเวลาการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางจีน ที่ปกติแล้วจะกระตุ้นก่อนที่จะเริ่มชะลอตัว
ดังนั้นนักลงทุนแบบเรา ๆ ไม่ว่าจะลงทุนในไทยหรือต่างประเทศ ก็ต้องระมัดระวังหรือกระจายความเสี่ยงการลงทุนด้วยเช่นกัน