ส่อง ผู้นำทั่วโลก “ผู้นำประเทศ” ไหนอยู่เกินวาระแล้วบ้าง

ส่อง ผู้นำทั่วโลก “ผู้นำประเทศ” ไหนอยู่เกินวาระแล้วบ้าง

2 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ปัจจุบันหลายสิบประเทศทั่วโลกเริ่มพยายามสรรหาวิธีแปลกใหม่มาค้ำจุนการอยู่ในอำนาจของตนเองมากขึ้น ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าผิดเต็มประตู
  • ปูติน ผู้นำรัสเซียใช้วิธีเลี่ยงข้อกฎหมายด้วยการสลับไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทน แล้วแก้กฎหมายเสีย ก่อนที่จะหวนกลับไปดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อ 
  • ขณะที่ สีจิ้นผิง ผู้นำของจีน และนาซาบาเยฟ ผู้นำของคาซัคสถาน แม้จะยังไม่ครบวาระตามกฎหมายกำหนด แต่ชิงแก้กฎหมายก่อนแล้ว เพื่อปูทางให้ตนเองได้เสวยอำนาจต่อไปอีกยาว ๆ แล้ว
  • ตัวอย่างดี ๆ ยังมีให้เห็นอยู่ โดย โจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย ประกาศวางมือหลังครบวาระที่จะหมดลงในปี 2567 ทั้งที่มีเสียงเชียร์ให้อยู่ต่อ สร้างความน่าเลื่อมใสและความน่าเชื่อถือของระบบสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยในดินแดนอิเหนาให้ดีขึ้นอย่างมาก

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญก็รับคำร้อง ประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “ผู้นำประเทศ” ของไทย ซึ่งหลายฝ่ายคลางแคลงว่าขณะนี้นายกประยุทธ์ถือว่าดำรงแหน่งเกินวาระแล้วหรือไม่

เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนด นายกรัฐมนตรีสามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันได้ไม่เกิน 8 ปี และมีเอกสารหลายฉบับที่หลายฝ่ายใช้ยืนยันว่าพลเอกประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกตั้งแต่ 25 ส.ค. 2557

ซึ่งในวันที่ 24 ส.ค. 2565 ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติ 5:4 เสียง รับคำร้องประเด็นนี้ และสั่งให้พลเอกประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเป็นการชั่วคราว และครม. จะมีการเลือกผู้รักษาการณ์แทน ระหว่างรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัย

อย่างไรก็ดี กรณีของลุงตู่ไม่ใช่ผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่พยายามฝืนอยู่ในตำแหน่งต่อ ไป แต่เคยมีผู้นำหลายประเทศที่เคยทำมาก่อนแล้ว และทำสำเร็จด้วยในการฝืนอยู่ต่อจนสำเร็จ วันนี้พี่ทุยจะขอพาไปดูกัน 

แนวโน้ม “ผู้นำประเทศ” หวงเก้าอี้สูงขึ้น

หลายชาติเผด็จการ/อำนาจนิยมมีแนวโน้มได้ผู้นำที่หวังครองอำนาจยาวนานมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายว่าห้ามดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันตามแต่ละประเทศกำหนดไว้

โดยพบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีหลายสิบประเทศ โดยเฉพาะในทวีปแอฟฟริกาที่ผู้นำพยายามสรรหาหาแทคติกหรือลูกเล่นใหม่ ๆ มาทำให้ตนเองได้ครองอำนาจเกินกว่ากฎหมายกำหนด

แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คงเห็นจะเป็นรัสเซีย กับ จีน และประเทศอำนาจนิยมอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย

ขอโหมโรงด้วยเคสเบา ๆ อย่างผู้นำของประเทศรัสเซียก่อนแล้วกัน โดยในกรณีนี้เกิดขึ้นในปี 2551 ซึ่งเป็นการหลบเลี่ยงข้อกำหนดทางกฎหมายแบบไม่น่าเกลียดมาก

นั่นก็เพราะว่า ปูติน ยอมสละเก้าอี้ในตำแหน่งประธานาธิบดีของตนเองลงหลังอยู่จนครบวาระการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ แล้วไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ส่วนนายกรัฐมนตรีคนเดิม คือ เมดเวเดฟ ก็ให้มานั่งตำแหน่งประธานาธิบดีแทน 

แม้จะปูตินจะอยู่ในตำแหน่งแค่นายกรัฐมนตรี แต่ตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2555 กลับมีบทบาทมากกว่าเมดเดเวฟที่เป็นผู้นำเบอร์ 1 ของประเทศเสียอีก

เท่านั้นยังไม่พอในระหว่างนั้นปูตินก็สั่งการให้ลิ่วล้อตัวเองแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย โดยกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละไม่เกิน 6 ปี จากเดิม 4 ปี และให้อยู่ในตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 สมัย 

ซึ่งเมื่อไม่มีข้อจำกัดการดำรงตำแหน่งทางกฎหมาย และปูตินก็อยู่มาจนครบวาระการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ถึงเวลากลับไปนั่งเป็นประธานนาธิบดีอีกครั้ง โดยที่ปราศจากการทำผิดใด ๆ เพราะเจ้าตัวทำตามกฎหมายทุกอย่าง

ส่วนอะไรที่เป็นข้อจำกัดของปูติน พี่แกก็สั่งแก้หมด เพื่อปูทางให้ครองอำนาจในระยะยาว ซึ่งจวบจนปัจจุบันนี้ปูตินอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้วกว่า 10 ปี  ซึ่งหากนับรวมกับสมัยแรก และการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเงาไปด้วย จะถือว่าอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีเลยทีเดียว

แม้จะอยู่มายาวนานขนาดนี้ แต่ดูเหมือนว่าพี่แกจะยังไม่หนำใจสักเท่าไร เพราะล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาปูตินเพิ่งลงนามร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเปิดทางให้เจ้าตัวอยู่ในตำแหน่งได้อีก 12 ปี โดยกฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้ในชีวิตหนึ่งชาวรัสเซียเป็นประธานาธิบดีได้คราวละ 6 ปี ติดต่อกันไม่เกิน 2 สมัย 

แม้กฎหมายจะฟังดูดี แต่ปูตินก็เจ้าเล่ห์ไม่น้อย เพราะเขาถือว่าการดำรงตำแหน่งผู้นำหมายเลข 1 ของประเทศก่อนกฎหมายที่ผลไม่เอามานับรวม ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราอาจได้เห็นปูตินครองอำนาจยาวไปจนถึงปี 2579 กันเลยทีเดียว

อ่านเพิ่ม

สี จิ้นผิง “ผู้นำประเทศ” ของจีน

ถึงแม้ว่าผู้นำของพญามังกรจะยังไม่ครบวาระที่ 2 ในปี 2566 แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะมองไกลแล้ว เลยรีบขอแก้รัฐธรรมนูญเสียตั้งแต่เพิ่งหมดวาระแรกในปี 2561 โดยไม่ต้องมีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งอีกต่อไป

ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างพากันคาดเดาว่าอาจหมายถึงการอยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุดไปตลอดชีพ จึงเป็นที่มาของคำล้อเลียนว่า “จักรพรรดิสี” นั่นเอง ซึ่งเมื่อรวมระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจจนถึงปัจจุบันแล้วสีจิ้นผิงอยู่ในตำแหน่งผู้นำมาแล้วทั้งสิ้น 9 ปี 

นูซูตัล นาซาบาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน

ขยับมาที่ภูมิภาคเอเชียกลางอย่างคาซัคสถานกันบ้าง เพราะผู้นำของที่นี่ก็ขึ้นชื่อลือชาถึงความเผด็จการไม่น้อย แม้ว่าคาซัคสถานจะเที่ยวบอกใครต่อใครว่าตนเองเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย 

ดูง่าย ๆ แค่ตัวของ นูซูตัล นาซาบาเยฟ ผู้นำหมายเลข 1 ของประเทศยังคงเดินหน้าจับฝ่ายค้านหรือผู้ที่กระด้างกระเดื่องต่อเขาขังคุกเป็นว่าเล่น 

แม้เจ้าตัวจะใกล้ครบวาระการดำรงตำแหน่งวาระที่ 2 ในปี 2568 หลังจากขึ้นมามีอำนาจในปี 2558 แต่เขากลับอ้างข้าง ๆ คู ๆ หน้าตาเฉยว่า กฎหมายจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำไม่รวมถึงคนที่เป็น ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ซึ่งก็หมายถึงตัวเขานั่นเอง

แม้นาซาบาเยฟจะออกมาพูดกับสาธารณชนอยู่บ่อยครั้งว่าอยากจะลดอำนาจที่มีอยู่ในมือลง แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้าม เพราะในปัจจุบันคาซัคสถานแทบไม่หลงเหลือพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีพลังมาต่อกรกับตัวเขาได้เลย แถมยังมีแนวโน้มว่านาซาบาเยฟจะใช้วิธีสืบทอดอำนาจไปให้ลูกสาวของเจ้าตัวได้ครองอำนาจต่อไปอีก

อ่านเพิ่ม

ตัวอย่างดี ๆ ก็ยังมีให้เห็นอยู่

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศจะหิวกระหายอำนาจไปเสียทั้งหมด เพราะตัวอย่างดี ๆ ของคนที่ไม่หลงมัวเมาไปกับลาภยศเงินทองก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย 

ตัวอย่างเช่น โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย ที่ประกาศยืนยันชัดว่าจะไม่ขออยู่ในตำแหน่งผู้นำต่อหลังปี 2567 หลังครบการดำรงตำแหน่ง 2 วาระ ทั้งที่มีเสียงเชียร์จากประชาขนและคนในรัฐบาลให้อยู่ต่อก็ตาม

ซึ่งท่าทีดังกล่าวของผู้นำอินโดนีเซียได้รับเสียงชื่นชมและความเชื่อถือจากสังคมเป็นอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาสะทางการเมือง และการมีระบอบประชาธิปไตย รวมถึงหลักนิติรัฐที่แข็งแกร่ง

ดังนั้นเเล้วก็ต้องรอดูกันว่าทิศทางของไทยจะเป็นอย่างไร เพราะถึงที่สุดแล้ว หากเกิดความขัดแย้ง คนที่เจ็บตัวที่สุดไม่ใช่ผู้นำ หากแต่เป็นประชาชนอย่างเรา ๆ นี่ล่ะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile