นอกเหนือจาก “อียิปต์” ที่จวนเจียนจะล้มละลายตามรอยศรีลังกาแล้ว “ปากีสถาน” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เสี่ยงไม่แพ้กันเลย กับหนี้มหาศาลกว่า 4 ล้านล้านบาท
ล่าสุดรัฐบาลปากีสถานได้ออกมาตรการลดเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็นจากต่างประเทศเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว พร้อมกับร้องขอให้ทุกคนลดการดื่มชาอันเป็นของโปรดของชาวปากีสถานลง เพื่อลดการนำเข้าใบชาจากต่างชาติ และช่วยกันประคับประคองประเทศให้รอดพ้นจากช่วงวิกฤตนี้
พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยกันอยู่ใช่ไหมว่า เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจปากีสถาน ที่มาของวิกฤตนี้คืออะไร และจะส่งผลกระทบกับไทยแค่ไหน เราตามมาดูกัน
เกิดอะไรขึ้นกับ “ปากีสถาน”
ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจปากีสถานอยู่ในสภาวะใกล้ล้มละลายเต็มที เพราะมีวิกฤตหนี้ถาโถมเข้าใส่อย่างหนัก โดยติดหนี้อยู่กว่า 1.28 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 71% ต่อ GDP แบ่งเป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระคืนภายใน 12 เดือนข้างหน้ากว่า 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.31 ล้านล้านบาท)
แต่ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลกลับเหลือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเก็บไว้ในมือไม่ถึง 9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.88 แสนล้านบาท) ซึ่งลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5.2 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน ก.พ. 2565
หากเป็นภาวะปกติที่ยังพอมีรายได้เข้าประเทศก็คงพอจะเอาตัวรอดไปได้ แต่ด้วยสถานการณ์ราคาพลังงานและอาหารมีราคาพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ผนวกกับแผลเดิมจากช่วงโควิด-19 ที่ยังไม่จางหายไป ทำให้ปากีสถานตกอยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างหนัก
จนท้ายที่สุดก็ต้องหันหน้าไปพึ่งเงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาช่วยต่อลมหายใจเอาไว้เมื่อเดือน ก.ค. 2565
แม้ปากีสถานจะสามารถตกลงเงื่อนไขการขอกู้จาก IMF มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.34 แสนล้านบาท) ได้แล้ว แต่เงินกู้ดังกล่าวต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขสารพัดอย่างทั้งการลดค่าใช้จ่ายและการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลดรายจ่ายและหารายได้มาใช้คืน
ทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปฏิบัติตาม ซึ่งหนึ่งในรายจ่ายที่ตัดลดลงไปคือ การอุดหนุนค่าน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศแพงขึ้นทันทีถึง 90% และได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่แปรผันตามต้นทุนการขนส่งสินค้า
อันเป็นผลให้ในขณะนี้ปากีสถานประกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียรองจากศรีลังกา ที่ 24.9% ในเดือน ก.ค. 2565
เรียกได้ว่าประชาชนปากีสถานต่างประสบกับภาวะความเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า
นอกจากต้องประสบกับภาวะข้าวของแพงแล้ว ในฝั่งของการหารายได้เข้ามาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็ลำบากไม่แพ้กัน เพราะมีรายงานว่าขณะนี้ปากีสถานมีปัญหาการว่างงานสูงมาก โดยประชากรในวัยหนุ่มสาวว่างงานสูงถึง 31% ของจำนวนประชากรดังกล่าว
แม้ในขณะนี้ปากีสถานจะยังไม่ล้มละลายเหมือนศรีลังกา แต่อาการก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะอย่างที่รู้กันคือปากีสถานเหลือเงินในมือไม่ถึง 9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.88 แสนล้าน ) และใช่ว่า IMF จะให้เงินก้อนใหญ่ที่ 4.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.34 แสนล้านบาท ) มาเลยทีเดียว หากแต่ทยอยให้เป็นงวด ๆ โดยดูตามความคืบหน้าในการทำตามเงื่อนไข
รัฐบาลยังออกมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าไม่จำเป็นจากต่างประเทศ ซึ่งก็รวมถึงการร้องขอให้ประชาชนลดการดื่มน้ำชาที่เป็นสินค้ายอดฮิตลง เพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศนั่นเอง ทั้งนี้ ปากีสถานถือเป็นประเทศผู้นำเข้าใบชารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีมูลค่าการนำเข้าสูงกว่า 600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) ต่อปี
ดังนั้นรัฐบาลปากีสถานจึงยังมีความท้าทายอยู่อีกมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในของปากีสถานเอง เพราะรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำนายกรัฐมนตรีเชบาส ชารีฟ ก็กำลังต่อสู้ในทางการเมืองกับอิมราน ข่าน ผู้นำคนเก่าที่ถูกถอดออกจากอำนาจเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา หลังพ่ายแพ้ศึกอภิปราย แต่เจ้าตัวยังต้องการกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง
ที่มาของวิกฤต
เล่ามาถึงตรงนี้ พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนคงอยากทราบถึงที่มาของวิกฤตที่เกิดขึ้นไม่น้อย ซึ่งหากสรุปสั้น ๆ ก็คือปัญหานี้เกิดมาจากการบริหารงานเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลชุดก่อนภายใต้การนำของ อิมราน ข่าน ทำให้ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณสะสมในช่วงที่รัฐบาลชุดเก่ามีอำนาจ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 112 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบจากเดิมก่อนเข้ามาบริหารที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 51 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อต้องมาเผชิญเข้ากับเงื่อนไขราคาพลังงานงาน และอาหารแพงทั่วโลกจากภาวะสงครามยูเครน-รัสเซีย ก็ยิ่งทำให้ปากีสถานยื่งเดือดร้อนหนัก เพราะเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งพลังงานและอาหาร
ปัญหาการขาดดุลการค้าเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว โดยปัจจุบันติดลบอยู่ที่ 4.86 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากการขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก ทำให้สินค้าในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมการส่งออกที่มีอยู่ก็ขาดการฝึกฝนทักษะฝีมือแรงงานอย่างเป็นระบบและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
สะท้อนได้จากการจัดอันดับของประเทศที่มีผลิตภาพแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งระบุว่าปากีสถานอยู่ในลำดับท้าย ที่ 143 จากทั้งหมด 185 ประเทศ และสามารถสร้างผลผลิตต่อชั่วโมงการทำงานได้เพียงแค่ 6.3 ดอลลาร์ (ราว 201.6 บาท) เท่านั้น
ไม่เพียงแต่หารายได้เข้าประเทศลำบากแล้ว ปากีสถานยังไปก่อหนี้ก้อนโตไว้กับจีนโดยผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China – Pakistan Economic Corridor) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน หรือ Belt and Road Initiative ไว้กว่า 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2557 และปัจจุบันหนี้ดังกล่าวงอกเพิ่มมาเป็นกว่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.04 ล้านล้านบาท) แล้ว
กระทบไทยแค่ไหนและอย่างไร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวของปากีสถานย่อมส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทยไปด้วย เพราะการออกมาตราการลดการนำเข้าสินค้าต่างชาติย่อมทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงตามไปด้วย
แม้ปากีสถานจะไม่ใช่ประเทศคู่ค้าในลำดับเบอร์ต้น ๆ ของไทย แต่ถือเป็นตลาดที่ไทยทำกำไรได้มากในแต่ละปี โดยมีมูลค่าการค้าต่อปีเฉลี่ยที่ 1,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.48 หมื่นล้านบาท) โดย 90% เป็นฝ่ายที่ไทยได้ประโยชน์ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกไปขาย ประกอบด้วย ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักร ซึ่งถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในสายตายของรัฐบาลปากีสถาน
ทั้งนี้ เฉพาะการส่งออกยานยนต์ในแต่ละปีก็ช่วยสร้างรายได้ให้ไทยต่อปีมากกว่า 2 ร้อยล้านดอลลาร์ (ราว 6.4 พันล้านบาท)
ดังนั้นผู้ประกอบการของไทยที่ส่งออกไปปากีสถานจึงต้องเตรียมมาตาการรองรับผลกระทบดังกล่าวให้ดี
และทั้งหมดคือภาพรวมของวิกฤตเศรษฐกิจของปากีสถาน และที่มาของวิกฤต ซึ่งพวกเราก็ได้แต่หวังว่าวิกฤตดังกล่าวจะไม่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ และสามารถแก้ปัญหาได้ในท้ายที่สุด
เพราะถึงที่สุดแล้ววิกฤตของประเทศหนึ่งย่อมต้องส่งผลกระทบต่อเนื่องไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมไปยังประเทศอื่น ๆ เสมอ
อ่านเพิ่ม