ราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูง 200 % กระทบค่าครองชีพคนไทยยังไงบ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากจีน 22.5% ซาอุดิอาระเบีย 14.6% มาเลเซีย 8.6% รัสเซีย 7.7% และกาตาร์ 7.1% การส่งออกสร้างรายได้ให้กับไทย คิดเป็น 70-80% ของ GDP สินค้าการเกษตรส่งออกสร้างรายได้คิดเป็น 15% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
  • ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 90% ของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตทั้งหมด โดย 55.9% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ย นำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจน 43.8% ของการนำเข้าแม่ปุ๋ย โดยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ มาเลเซีย และจีน และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม 12% จากแคนาดา เบลารุส อิสราเอล และเยอรมนี ส่วนแม่ปุ๋ยฟอสฟอรัสนำเข้าเพียง 0.1% จากอียิปต์และจีน
  • การแก้ปัญหาระยะสั้นราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 100-200% จากปีที่แล้ว ได้มีการเสนอให้ลดปริมาณปุ๋ยลง หันไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น ล่าสุดรัฐบาลไทยเจรจากับผู้แทนการค้ารัสเซียเพื่อซื้อปุ๋ยเคมีจากรัสเซียในราคาพิเศษ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

ทุกวันนี้ตัวเลขบนจอตู้จ่ายน้ำมันกำลังทิ่มแทงความรู้สึกของท่านเจ้าของรถยนต์ทั้งหลาย ด้านพี่น้องเกษตรกรที่นอกจากเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นต่อเนื่องแล้ว ก็ต้องเจอกับต้นทุน “ราคาปุ๋ย” พุ่งสูงอีก ซึ่งราคาปุ๋ยเคมีก็ทยอยปรับขึ้นมาตั้งแต่ COVID-19 ระบาด

แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งให้ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวขึ้นไปอีก ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ขึ้นมากว่า 200% แล้วแต่ชนิดของแม่ปุ๋ย เช่น ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เพิ่มจาก 360 ดอลลาร์ต่อตัน มาที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อตัน, แอมโมเนียมซัลเฟต 21-0-0 เพิ่มจากปีก่อน 180 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 400 ดอลลาร์ต่อตัน และปุ๋ยฟอสเฟต 18-46-0 เพิ่มจากปีก่อน 570 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 1164 ดอลลาร์ต่อตัน เป็นต้น

บทความนี้พี่ทุยจะพาไปเจาะลึกสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมี และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยกันหน่อย ถ้าพร้อมแล้วไปเรื่มกันเลย

ความสำคัญของ “ราคาปุ๋ย” ต่อการเกษตรและเศรษฐกิจไทย

การส่งออกนับเป็นสัดส่วนหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย คิดเป็น 70-80% ของ GDP สินค้าการเกษตรส่งออกสร้างรายได้คิดเป็น 15% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด การเกษตรไทยต้องพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมาก ที่ผ่านมาไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 90% ของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 73,430 ล้านบาท โดย 55.9% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ย

ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากประเทศจีน 22.5% ซาอุดิอาระเบีย 14.6% มาเลเซีย 8.6% รัสเซีย 7.7% และกาตาร์ 7.1% จะเห็นว่าภาคการเกษตรของไทยผูกติดกับปุ๋ยเคมีจากต่างชาติซึ่งมีอิทธิพลต่อต้นทุนอย่างแน่นอน ปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 20% ของต้นทุนผลิตการผลิตสินค้าเกษตรทั้งหมด

จะเห็นแล้วชัดเจนว่าถ้าราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรไทยอย่างแน่นอน ปัจจุบันราคาปุ๋ยเคมีในประเทศปรับขึ้นจากปีก่อนกว่า 100% แล้ว พี่ทุยขอพาไปดูโครงสร้างอุตสาหรรมปุ๋ยเคมีไทยเพื่อให้เห็นกลไกของผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีกันหน่อย

รู้จักกับปุ๋ยเคมีกันสักนิด

ปุ๋ยเคมีผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรม อาจได้จากทรัพยากรธรรมชาติหรือผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอื่น แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยเดี่ยว (แม่ปุ๋ย) คือ ปุ๋ยที่มีองค์ประกอบเพียง 1-2 ธาตุ โดยธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชประกอบด้วย 3 ชนิด คือ ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K)

อีกชนิดคือ ปุ๋ยผสม เป็นการนำแม่ปุ๋ยมาผสมเพื่อให้มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร N P และ K ตามที่ต้องการ

โครงสร้างอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของประเทศไทย

ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจน 43.8% ของการนำเข้าแม่ปุ๋ย โดยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ มาเลเซีย และจีน และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม 12% จากแคนาดา เบลารุส อิสราเอล และเยอรมนี ส่วนแม่ปุ๋ยฟอสฟอรัสนำเข้าเพียง 0.1% จากอียิปต์และจีน เนื่องจากสามารถผลิตเองได้บางส่วน

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ดัน “ราคาปุ๋ย” โลกพุ่ง

รัสเซียได้จำกัดโควต้าการส่งออกปุ๋ยเคมีเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม เป็นผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียปรับขึ้นมา 60-70% ส่วนปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) เพิ่มขึ้น 20-25% และเมื่อมีสงครามในเดือน มี.ค. 2022 รัสเซียประกาศห้ามส่งออกไปยัง 48 ประเทศที่ถูกระบุว่าไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย ส่งให้ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลกพุ่งอย่างรุนแรงเทียบกับปีที่แล้วก็เพิ่มขึ้นมา 100-200%

ปี 2020 รัสเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดในโลก คิดเป็น 12.7% ของการส่งออกปุ๋ยเคมีทั่วโลก ด้านยูเครนก็ห้ามส่งออกปุ๋ยเคมีเพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ จีนก็ลดการส่งออกเพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ ส่วนเบลารุสก็เป็นอีกประเทศที่จำกัดการส่งออก

เหตุผลที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดในโลก เพราะรัสเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับ 6 ของโลก ในกระบวนการผลิตต้องแยกก๊าซธรรมชาติออกจากสิ่งเจือปน ซึ่งไนโตรเจนเป็นหนึ่งในผลพลอยได้ จึงนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตปุ๋ยเคมี ดังนั้นราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวขึ้นจึงเป็นอีกปัจจัยที่ดันต้นทุนการผลิตปุ๋ยเคมีขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน

เกษตรกรปาล์มน้ำมันเป็นกลุ่มที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากปริมาณการใช้ปุ๋ยต่อไร่สูง ตามด้วยอ้อยและยางพารา ส่วนเกษตรกรที่ปลูกข้าวก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะเพิ่งเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก ถ้าปรับตัวไม่ได้จะทำให้ผลผลิตลดกว่าที่คาดไว้ ซึ่งด้วยภาระต้นทุนที่สูงขึ้นหลายด้าน มีโอกาสสูงมากที่ผลผลิตจะต่ำกว่าคาด

ไทยก็มีการเลี้ยงปศุสัตว์จำนวนมากและก็ใช้ถั่วเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร และไทยนำเข้าถั่วเหลือง 70% จากบราซิล ซึ่งบราซิลนำเข้าปุ๋ยเคมีจากรัสเซียมากที่สุด ราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกจึงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผลกระทบทางอ้อมจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจึงมาในรูปของสินค้าเกษตรนำเข้า แน่นอนว่าจะกลายเป็นต้นทุนแฝงของอีกหลายเมนูอาหารที่นิยมบริโภคทุกวันนี้

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยข้างต้น พี่ทุยมองว่า ราคาปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในแง่ของค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้

แนวทางแก้ปัญหา “ราคาปุ๋ย” แพง

เริ่มมีแนวคิดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยเอง แม่ปุ๋ยไนโตรเจนมีก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ซึ่งไทยผลิตเองได้จากอ่าวไทย แต่ก็ถูกใช้ไปกับผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่ามากกว่า ด้านแม่ปุ๋ยฟอสฟอรัสทำมาจากเหมืองหินปูน ไทยผลิตได้เองจึงนำเข้าน้อยมาก ขณะที่แม่ปุ๋ยโพแทสก็มีความเป็นไปได้ที่ไทยจะผลิตเองได้ เพราะมีปริมาณแร่โพแทสสำรองสูง แหล่งสำคัญอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย แอ่งสกลนคร, แอ่งโคราช

แต่มีความท้าทายอยู่ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือเงินลงทุนที่สูง ปัจจัยต่อมาก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งการปนเปื้อนแหล่งน้ำบนดินและใต้ดิน มลพิษทางอากาศ รวมไปถึงก๊าซพิษที่ปล่อยจากกระบวนการแต่งแร่

หากไทยผลิตแร่โพแทสเองจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกรประมาณ 20-30% แต่ต้องแลกมากับปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณที่ทำเหมือง ถ้าจะแก้ไขปัญหานี้ก็ต้องเพิ่มเงินลงทุน ซึ่งผู้ประกอบการต้องบริหารทั้งโอกาส ผลกระทบ และต้นทุนให้เหมาะสม

ต่อมาเป็นแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น ได้มีการเสนอให้ลดปริมาณปุ๋ยลง หันไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น นอกจากนี้กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปุ๋ยเคมี เพื่อพิจารณาการปรับขึ้นราคาขายปุ๋ยเคมีตามที่ร้องขอ และจะพิจารณาเป็นรายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง ทั้งนี้ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุม ห้ามจำหน่ายแตกต่างจากที่แจ้งไว้ เว้นแต่ได้รับอนุญาต

สถานการณ์ปัจจุบัน (มิ.ย. 2565)

ล่าสุด รัฐบาลไทยเจรจากับผู้แทนการค้ารัสเซียเพื่อซื้อปุ๋ยเคมีจากรัสเซียในราคาพิเศษ เหลือการตกลงรายละเอียดการขนส่งและสกุลเงินที่ใช้ชำระ ก่อนหน้านี้ไทยได้เจรจากับซาอุดีอาระเบียเพื่อขอซื้อปุ๋ยเคมีราคาพิเศษเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างการเจรจาของภาคเอกชน

ในระยะสั้นราคาปุ๋ยเคมีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อไปอีก ส่วนในระยะกลางและยาวยังเป็นประเด็นที่น่ากังวลไม่แพ้ราคาสินค้าอื่นเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสงครามและการแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก ด้านเงินเฟ้อของไทยและค่าครองชีพประชาชนจะเพิ่มขึ้นอีกแน่นอนแต่รายได้ยังซบเซา ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรก็ต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้นไปอีก ดังนั้นครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังถูกกดดันอย่างหนักมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: